ใครกันที่เป็นผู้ลิขิตเส้นทางชีวิตของมนุษย์ ระหว่างทวยเทพผู้มีฤทธิ์เดชและอำนาจเหนือธรรมชาติทั้งปวง หรือมนุษย์ผู้แสนสามัญธรรมดาอย่างเราๆ
คำถามแสนฉงนนี้ ผุดขึ้นมาซ้ำๆ ตลอดเรื่องราวการเดินทางของ ‘โอดิเซียส’ (รับบทโดย แมตต์ เดมอน (Matt Damon)) ใน The Odyssey (2026) วีรบุรุษจากสงครามกรุงทรอย ผู้ล่องลอยอยู่กลางทะเลกว่าทศวรรษ เพื่อหาทางกลับสู่มาตุภูมิที่จากมา ส่วนเหตุผลที่เขาไม่สามารถกลับบ้านได้นั้น เนื่องมาจาก บรรดาทวยเทพกลั่นแกล้งให้ตัวเขาและกองเรือผู้ภักดีต้องระเห็ดระเหินไปตามเกาะแก่งต่างๆ อันเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมายคอยขัดขวางไม่ให้พวกเขาเดินทางกลับถึงบ้านโดยปลอดภัย นั่นจึงทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับบททดสอบจากเทพแห่งโอลิมปัสอย่างไร้ทางเลี่ยง โดยหวังให้สักวันเรือลำนี้จะล่องลอยกลับไปสู่ดินแดนที่จากมาอีกครั้งหนึ่ง

cr.IMDB
แม้เรื่องราวทั้งหมดจะอ้างอิงจาก มหากาพย์โอดิสซี (Odyssey) ของ โฮเมอร์ (Homer) ซึ่งเกิดขึ้นในยุคที่ทวยเทพคือผู้อยู่สูงสุดเหนือมนุษย์ และเป็นผู้สรรค์สร้างปกรณัมตำนานที่เล่าขานเรื่องราววีรบุรุษใดๆ ก็ตาม แต่ระหว่างรับชมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเรื่องราวความวายปวงที่เราได้เห็นกันนี้ คือฝีมือของเหล่าผู้มีอำนาจจริงๆ หรือเป็นเพียงภาพสะท้อนการกระทำของมนุษย์ตัวจ้อยอย่างพวกเรากันแน่
เหตุผลที่ทำให้ตั้งคำถามเช่นนี้ เป็นเพราะ The Odyssey คือผลงานที่อาจกำลังขึ้นหิ้งลำดับถัดไปของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ผู้กำกับดังแห่งฮอลลีวูด ผู้เคยฝากฝั่งผลงานดังไว้มากมาย อาทิ Interstellar (2014), Dunkirk (2017), Tenet (2020) และ Oppenheimer (2023) โดยผลงานเหล่านี้ ล้วนมีอัตลักษณ์บางอย่างของตัวผู้กำกับที่ถูกสะท้อนออกมาเรื่องแล้วเรื่องเล่า และกำลังฉายซ้ำอีกครั้งในภาพยนตร์ที่กำลังลงจอฉายนี้ด้วยเช่นกัน
ดีเอ็นเอชิ้นสำคัญที่โนแลนนำเสนออกมาผ่านหนังแต่ละเรื่องมาตลอด คือการตีแผ่ความจริงแท้ของมนุษย์ในด้านใดด้านหนึ่ง แม้ฉากหน้าจะถูกฉาบไปด้วยเนื้อหาสุดเข้มข้นหรือธีมหนังที่ไม่ซ้ำกันเลยก็ตาม ถึงอย่างนั้น หากค่อยๆ ปอกเปลือกออกมาทีละชั้น จนไปถึงเนื้อแท้ด้านใน ทุกคนก็จะพบว่าไม่มีสิ่งใดอยู่เหนือการกระทำของมนุษย์ไปได้
เพราะมนุษย์เองนี้แหละ เป็นคนสร้างปฐมบท
ตลอดจนร้อยเรียงจนกลายเป็นปัจฉิมบทของทุกเรื่องราว
ด้วยตัวเอง
เมื่อพูดประเด็นนี้ ก็คงไม่เอ่ยถึงภาพยนตร์ อย่าง Oppenheimer (2023) ไปไม่ได้ เพราะนี่คือหนังที่ตีแผ่แง่มุมความเป็นเนื้อแท้ของมนุษย์ออกมาได้อย่างเถรตรงที่สุดชิ้นหนึ่ง โดยตัวหนังเล่าถึง ‘เจ. โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์’ (รับบทโดย คิลเลียน เมอร์ฟี (Cillian Murphy)) นักฟิสิกส์ หัวหน้าโครงการ ‘แมนฮัตตัน’ ผู้มีเป้าหมายในการสร้างระเบิดปรมาณู สำหรับใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งแม้โนแลนจะเล่าออกมาเชิงชีวประวัติของคนคนหนึ่ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเบื้องหลังของหนังกลับแฝงไปด้วยการตีความอันสะท้อนความจริงที่ว่า อาวุธสุดร้ายแรงชิ้นนี้คือผลลัพธ์ของความหวาดกลัว ความความทะเยอทะยาน และความกระหายชัยชนะของมนุษย์ อันเป็นเพียงห้วงอารมณ์ในจิตใจ ทว่ากลับสามารถขับเคลื่อนให้มนุษย์คนหนึ่งกล้าทำเรื่องที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติไปตลอดกาล
หรือกระทั่ง Interstellar (2014) หนังไซไฟสุดระทึก ที่บอกเล่าเรื่องราวของ ‘คูเปอร์’ (รับบทโดย แมทธิว แม็คคอนาเฮย์ (Matthew David McConaughey)) อดีตวิศวกรและนักบินอวกาศ ผู้ต้องทยานสู่ห้วงอวกาศ เพื่อปฏิบัติภารกิจกอบกู้โลกจากมหันตภัยที่กำลังคุกคามโลก อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงผืนม่านที่ค่อยๆ เปิดไปสู่การตั้งคำถามว่า ภัยคุกคามที่พวกเขาต้องรวมหัวกันแก้ไขนี้ใช่สิ่งที่อันตรายที่สุดจริงหรือไม่ เพราะในเรื่องก็ยังมีตัวละคร อย่าง ‘ดร.แมนน์’ (รับบทโดย แมตต์ เดมอน (Matt Damon)) ผู้ที่เริ่มเผยธาตุแท้ของตัวเองทีละนิด เวลาที่ตัวเขาเข้าใกล้เป้าหมายที่ตัวเองต้องการ
กลับมาที่ The Odyssey ตามปกรณัมดั้งเดิม เราในฐานะผู้อ่านก็คงจะโยนความผิด หรือแม้แต่ยกความดีความชอบให้แก่เหล่าทวยเทพที่ช่วยกันลิขิตเรื่องราวทั้งหมดนี้ขึ้นมา อาจลองนึกถึงจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันแสนวายปวงนี้ อย่าง ‘สงครามกรุงทรอย’ จาก มหากาพย์อีเลียด (Iliad) ซึ่งหากถามผู้ที่เคยอ่านมา ก็มักตอบกันชัดเจน ว่าสงครามนั้นมีที่มาจากความขัดแย้งระหว่างเทพีเฮร่า เทพีอเธน่า และเทพีอโฟรไดท์ บางคนจึงคิดว่า ถ้ามนุษย์ไม่มีเทพคอยสร้างวุ่นวาย มนุษย์ก็คงไม่ต้องก่อสงครามกันเอง จนนำไปสู่การสูญเสียในตอนจบของสงครามทรอยหรอก

cr.IMDB
ทว่าในความเป็นจริง การทะเลาะเบาะแวงกันของเทพีทั้ง 3 องค์ จนลามมาถึงมนุษญ์นั้นอาจไม่ใช่กุญแจสำคัญที่เปิดประตูสู่สงครามหรอก แต่เป็นความต้องการอันไร้ที่สิ้นสุดของมนุษย์เองมากกว่า เพราะตัวต้นเรื่องอย่าง ‘ปารีส แห่งทรอย’ ผู้ถูกดึงเข้ามาในเกมความขัดแย้งของเหล่าเทพี จนได้รับรางวัลเป็น การช่วงชิงเฮเลน หญิงงามผู้มีสามีอยู่แล้ว แม้ดูเหมือนจะกระทำไปตามสิ่งที่เทพีลิขิตเอาไว้ กระนั้น เหตุการณ์ทั้งหมดคงจะไม่เกิดขึ้น หากตัวปารีสยับยั้งราคะของตนไว้ได้ และทุกตัวละครจาก อีเลียด และ โอดิสซี ก็อาจไม่ต้องเข้ามาพัวพันจนนำไปสู่ความอิรุงตุงนังของมหากาพย์ทั้ง 2 เรื่องนี้
ความเป็นมนุษย์โดยเนื้อแท้นี่แหละ คือประเด็นที่โนแลนต้องการนำเสนอออกมา โดยใช้มหากาพย์วีรบุรุษนี้เป็นฉากหน้า เพราะหากอ้างอิงจากเนื้อเรื่องในมหากาพย์ โอดิเซียสคือผู้ที่ถูกเทพโพไซดอนกลั่นแกล้ง จนต้องล่องลอยไปตามเกาะต่างๆ ในทะเล จนไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ แต่ความเป็นจริง การผจญภัยนี้อาจเป็นผลลัพธ์จากการยึดเอาอัตตาและความหยิ่งผยองในความฉลาดหลักแหลมของตัวเองเป็นที่ตั้ง ทำให้สุดท้ายจึงนำพาทุกคนไปสู่หายนะ
ตลอดทั้งเรื่อง The Odyssey ของโนแลน ค่อยๆ พาคนดูไปเห็นถึงเหตุผลที่แท้จริงของการเดินทางในครั้งนี้ ที่หากกระเทาะเปลือกออกมาแล้ว มันอาจไม่ใช่เพราะโชคชะตาหรือทวยเทพบันดาล แต่เป็นเหตุผลที่อยู่แค่ใต้ปลายจมูกของโอดิเซียส ที่หากเจ้าตัวไม่ยอมก้มลงมอง ก็จะไม่มีวันได้รับรู้ความจริงนั้น และอาจต้องล่องลอยอยู่ท่ามกลางท้องทะเลกว้างใหญ่นี้ต่อไป
การเดินทางกลับไม่ถึงบ้านของโอดิเซียส อาจไม่ใช่แค่การออกสำรวจทะเลเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการออกสำรวจความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ซึ่งจะค่อยๆ เปิดเผยออกมาให้เห็นครบทุกแง่มุมมากขึ้นผ่านแต่ละเกาะภายในเรื่อง
และสุดท้ายทุกคนก็จะรู้เองว่า ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของเทพหรือมนุษย์กันแน่