เวลานึกถึงศิลปะยุคก่อนประวัติศาสตร์ เรามักนึกถึงภาพวาดในถ้ำที่บันทึกฉากล่าสัตว์ ถ้วยโถโอชาม รูปปั้นที่ใช้ในพิธีกรรม ชิ้นงานเหล่านี้ทำหน้าที่บันทึกความรู้ ส่งต่อวิถีชีวิต ทำหน้าที่ทางศาสนา
แต่ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นักโบราณคดีขุดเจอรูปปั้นหินอายุ 11,000 ปีที่ประเทศตุรกี ทว่ารูปปั้นที่ว่านั้นค่อนข้างจะพลิกความเชื่อเดิมที่เรามีต่อศิลปะในยุคโบราณ ทำไมคนยุคหินใหม่ต้องเสียเวลาสลักหินก้อนหนึ่ง เพื่อเล่าเรื่องที่ไม่ได้ช่วยให้ใครล่าสัตว์เก่งขึ้น ปลูกพืชได้มากขึ้น หรือช่วยบันทึกเรื่องราววิถีชีวิตของพวกเขาแม้แต่นิดเดียว

คนขี่เสือดาวแห่งคาราฮันเทเป
รูปปั้นชิ้นนี้ถูกพบที่คาราฮัน เทเป (Karahan Tepe) แหล่งโบราณคดียุคหินใหม่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี มีอายุย้อนไปถึงราว 9750 ปีก่อนคริสตกาล วางอยู่บนแท่นหินริมผนังภายในอาคารทรงกลมขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางราว 3 เมตร รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมตุรกี ประกาศการค้นพบนี้เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม โดยระบุว่าไม่เคยพบเจอประติมากรรมรูปแบบนี้มาก่อน
ก่อนหน้านี้ที่คาราฮัน เทเป เคยพบรูปสลักที่มนุษย์เป็นฝ่ายแบกเสือดาวไว้บนหลัง รูปปั้นชิ้นใหม่นี้กลับตาลปัตรจากคนแบกสัตว์ กลายเป็นสัตว์แบกคน เจนส์ นอทรอฟฟ์ (Jens Notroff) นักโบราณคดียุคหินใหม่จากสถาบันโบราณคดีเยอรมัน กล่าวว่า ยุคนั้นยังไม่มีตัวอักษรใช้ จึงไม่มีทางรู้แน่ชัดว่ามนุษย์ยุคโบราณสร้างรูปปั้นนี้ด้วยการตีความเช่นไร จึงทำได้แค่เดาจากร่องรอยที่หลงเหลือ
เขาตั้งข้อสังเกตว่าเสือดาวในภูมิภาคนี้เป็นนักล่าที่อันตรายและว่องไว การจะเอาชนะ มันได้จึงเป็นเรื่องท้าทาย พอเอามาประกอบกับรูปปั้นคนขี่เสือดาวแล้ว จึงอาจมีความหมายเชิงสัญลักษณ์มากกว่าจะบอกเล่าว่ามีใครได้ขี่เสือดาวได้แล้วจริงๆ
ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เจนส์เคยพบภาพผู้ชายกำอวัยวะเพศตัวเอง ท่ามกลางเสือดาวที่กำลังขู่คำราม เขาเชื่อว่าการเอาสัญลักษณ์ของความเป็นชายมาวางคู่กับสัตว์ร้าย น่าจะสื่อถึงความแข็งแกร่งและการเอาชนะภยันตราย แต่นั่นก็เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น
ถึงอย่างนั้นรูปปั้นคนขี่เสือดาวที่เพิ่งค้นพบ ก็ยังไม่ใช่ศิลปะน่าฉงนชิ้นแรกที่เราพบเจอ เมื่อปี 1939 อ็อตโต เฟิลซิง (Otto Völzing) นักธรณีวิทยาและนักโบราณคดีชาวเยอรมัน ค้นพบชิ้นส่วนของมนุษย์สิงโต (Lion-man หรือ Löwenmensch) ลำตัวเหมือนมนุษย์ แต่หัวเป็นสิงโตถ้ำ หรือพบรูปสลักงาช้างแมมมอธที่เก่าแก่ที่สุดในโลกชิ้นหนึ่ง อายุราว 35,000-41,000 ปี ในถ้ำ Hohlenstein-Stadel ประเทศเยอรมนี นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างงานศิลปะเชิงรูปธรรมที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบ
ประเด็นที่น่าสนใจคือ การแกะสลักสิงโตสักตัว คนสักคน มันไม่ต้องใช้จินตนาการมากมายนัก แค่ถ่ายทอดสิ่งที่เคยเห็นเป็นประจำในชีวิตจริง ออกมาในรูปแบบงานปั้น วาด แกะสลัก แต่การเอา 2 สิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาผสมเป็นร่างใหม่ที่ไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติ นับเป็นก้าวกระโดดสำคัญทางความคิดอีกขั้นหนึ่ง รูปปั้นชวนหัวที่เห็นนี้ ล้มล้างความเชื่อที่ว่ามนุษย์ยุคโบราณ ใช้ศิลปะในการบันทึก ส่งต่อเรื่องราววิถีชีวิต กลับช่วยยืนยันว่าพวกเขารู้จักจินตนาการถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง (เอ๊ะ หรืออาจมีในตอนนั้นก็ได้นี่ ใครจะไปรู้) หรือสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองอารมณ์ขันก็ได้

อัศวินผู้พ่ายแพ้หอยทาก
ข้ามมาอีกหลายหมื่นปี ยุคกลางของยุโรป ช่วงเวลาที่ความไร้สาระถูกยกระดับเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ในหนังสือสวดมนต์หรือเอกสารกฎหมายศาสนจักร ช่วงปลายศตวรรษที่ 13 ถึงต้นศตวรรษที่ 14 มักมีภาพประกอบขอบหน้ากระดาษเป็นอัศวินชุดเกราะเต็มยศ กำลังต่อสู้อย่างเป็นเป็นตายกับหอยทาก ใช่แล้ว หอยทากที่ชอบออกมาป้วนเปี้ยนยามฝนตกนั่นแหละ และบางครั้งอัศวินก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ด้วย
ลิเลียน แรนดัลล์ (Lillian Randall) ตีพิมพ์บทความที่ศึกษาเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 1962 โดยนับภาพลักษณะนี้ได้ราว 70 ภาพจากต้นฉบับ 29 ฉบับ ทฤษฎีที่โด่งดังที่สุดของเธอคือหอยทากเป็นสัญลักษณ์แทนชาวลอมบาร์ด (Lombards) กลุ่มชาติพันธุ์เจอร์มานิคโบราณ ผันตัวไปทำอาชีพเงินกู้จนกลายเป็นที่รังเกียจของคนยุคนั้น แต่ทฤษฎีนี้มีจุดโหว่ตรงที่บางภาพหอยทากกลับเป็นฝ่ายชนะอัศวิน ถ้าหอยทากคือศัตรูที่สังคมอยากเห็นถูกปราบ ทำไมอัศวินถึงแพ้บ่อยขนาดนั้น
นักวิชาการรุ่นหลังจึงเสนอทฤษฎีเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ ตั้งแต่การฟื้นคืนชีพ การเตือนเรื่องความตายผ่านสดุดีบทที่ 58 ที่เปรียบคนชั่วเหมือนหอยทากที่ค่อยๆ ละลายหายไปตามทาง ไปจนถึงการเสียดสีนักบวชชั้นสูงหรือชนชั้นขุนนาง นักวิชาการ ฆูเลียน มองเก (Julián Monge) นักนิเวศวิทยาและนักชีววิทยาเชิงวิวัฒนาการ เคยรวบรวมสมมติฐานทั้งหมดที่เคยมีคนเสนอไว้ได้ถึง 26 ข้อ แต่ไม่มีข้อไหนได้ข้อสรุปที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน เขาเองยังตั้งข้อสังเกตว่าภาพพวกนี้อาจไม่มีความหมายลึกซึ้งอะไรเลยด้วยซ้ำ เป็นเพียงมุกตลกที่คัดลอกต่อกันไปเรื่อยๆ เพราะความขบขันในตัวมันเอง พูดอีกแบบคือ มันอาจเป็นมีมยุคกลางที่แพร่ไปยังสำนักสงฆ์ต่างๆ ทั่วยุโรป จนความหมายดั้งเดิม (ถ้าเคยมีจริง) ได้เลือนหายไปตามทาง เหลือไว้แค่ภาพตลกๆ ที่อยู่มาได้ 700 กว่าปี

ไร้สาระอย่างจำเป็น
ถึงตรงนี้ เรื่องราวดูจะลงเอยที่มนุษย์เราริเริ่มทำอะไรไร้สาระ ทำไปเบื่อความบันเทิงเริงใจกันมาตั้งแต่ยุคหินแล้ว และด้วยอารมณ์นี้เองหรือเปล่าที่ทำให้เราต่างจากสัตว์อื่น คำถามนี้นักวิชาการด้านวิวัฒนาการของศิลปะเถียงกันมานานหลายสิบปี และยังไม่มีทีท่าจะได้คำตอบไวๆ นี้เช่นกัน
ฝั่งหนึ่งคือ สตีเวน พิงเกอร์ (Steven Pinker) นักจิตวิทยาชื่อดัง ผู้เขียนหนังสือ How the Mind Works (1997) เสนอว่างานศิลปะจำนวนมากไม่มีประโยชน์ทางชีววิทยาเลยแม้แต่น้อย โดยเขามักยกตัวอย่างดนตรีอยู่บ่อยๆ ว่ามันไม่ได้ช่วยให้ใครมีอายุยืนขึ้น มีลูกหลานมากขึ้น หรือรับรู้โลกได้แม่นยำขึ้น และเรียกมันว่า เค้กชีสสำหรับหู (auditory cheesecake)
เหมือนที่คนไม่ได้วิวัฒนาการมาให้ชอบเค้กชีสโดยตรง แต่ชอบเพราะมันกระตุ้นวงจรความสุขที่แต่เดิมมีไว้รับรู้รสหวานของผลไม้สุกกับไขมันจากถั่ว ด้วยตรรกะเดียวกันนี้ เขาก็ขยายความไปถึงศิลปะแขนงอื่น รวมถึงวรรณกรรมและภาพวาดด้วย และถ้าสตีเวนเจอรูปปั้นคนขี่เสือดาว เขาก็คงเห็นด้วยว่ามันไร้สาระจริงๆ นั่นแหละ แค่บังเอิญอร่อยถูกใจสมองเท่านั้นเอง
อีกฝั่งคือ เอลเลน ดิสซานายาเกะ (Ellen Dissanayake) นักวิชาการด้านสุนทรียศาสตร์เชิงวิวัฒนาการ ที่เถียงสวนทางสุดขั้ว ในหนังสือ What Is Art For? (1988) เธอเสนอทฤษฎีการทำให้พิเศษ (making special) ว่ามนุษย์มีแนวโน้มหยิบสิ่งของหรือกิจกรรมสำคัญมาทำให้ดูพิเศษกว่าปกติติดตัวมาแต่กำเนิด
หลักฐานที่เธอมักอ้างถึงคือการขุดพบสีย้อมจากแร่เหล็กที่ถ้ำ Twin Rivers ในแซมเบีย อายุเก่าแก่ถึงราว 300,000 ปี ซึ่งเก่าแก่กว่าภาพวาดถ้ำชื่อดังของฝรั่งเศสและสเปนถึง 10 เท่า สีย้อมพวกนี้ถูกนำมาไกลจากแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติและถูกฝนจนเป็นผง เชื่อกันว่าใช้แต่งแต้มร่างกายในเชิงสัญลักษณ์ เอลเลนเชื่อว่าการทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งพิเศษนี้ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่คือกลไกที่ช่วยให้กลุ่มมนุษย์อยู่รอด สร้างความผูกพันทางสังคม และกระตุ้นให้คนดูแลรักษาสิ่งของหรือความสัมพันธ์ด้วยความใส่ใจมากขึ้น สำหรับเธอแล้ว ไม่มีศิลปะชิ้นไหนไร้สาระจริงๆ แม้แต่ชิ้นเดียว
สรุปแล้วรูปปั้นคนขี่เสือดาว มนุษย์สิงโตงาช้าง หรืออัศวินสู้หอยทากทิ้งไว้ให้เรา มันคือชีสเค้กป้อนสมอง ที่มนุษย์อดใจไม่ไหวต้องทำขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเฉยๆ หรือมันคือส่วนหนึ่งของกลไกที่ทำให้เผ่าพันธุ์เรารอดมาได้ถึงทุกวันนี้กันแน่ เรื่องนั้นก็ยังไม่มีใครตอบได้อย่างชัดเจน
แต่ที่แน่ๆ มนุษย์เรามีอารมณ์ขันกันตั้งแต่ยุคโบราณแล้วล่ะ
อ้างอิงจาก