เราคงไม่มีทางรู้ประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ที่จมอยู่ใต้น้ำได้เลย หากขาดนักโบราณคดีใต้น้ำที่คอยบอกเล่าเรื่องราวให้ทุกคน
คนสมัยก่อนเขาใช้ชีวิตกันยังไงนะ เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงรู้ว่าคนสมัยก่อนสวมเสื้อผ้าแบบไหน รับประทานอะไรกันเป็นประจำ แล้วทำไมเราถึงได้ใช้ชีวิตแบบที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้
การเชื่อมโยงระหว่างเรากับมนุษย์ในอดีตคงไม่เกิดขึ้นหากไม่มีนักโบราณคดี ผู้เป็นเหมือนนักสืบแห่งกาลเวลา ที่ช่วยวิเคราะห์ร่องรอยของมนุษย์ในอดีตมาปะติดปะต่อเรื่องราว จนทำให้เราสามารถเข้าใจรากเหง้าของตัวเอง แม้จะผ่านมานานหลายพันปีจนไม่มีคนจากยุคนั้นมาบอกเล่าให้ฟังแล้วก็ตาม
ณัฐ—ณภัทร ภิรมย์รักษ์ เด็กหนุ่มที่เคยหลงใหลเรื่องราวของสงครามในประวัติศาสตร์ ณัฐใช้ความสงสัยและอยากรู้อยากเห็นนำทาง จนกลายเป็นผู้ช่วยนักโบราณคดีใต้น้ำ สิ่งที่เขาสนใจไม่ได้มีเพียงร่องรอยที่มนุษย์ทิ้งไว้บนผืนแผ่นดินที่เรายืนอยู่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงใต้ผืนน้ำที่ยังคงเป็นปริศนา
ณัฐทำให้ภาพของคนอดีตกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้อย่างไร เราชวนทุกคนไปอ่านสมุดบันทึกของนักโบราณคดีใต้น้ำ แล้วไปดูว่าท่ามกลางซากเรือจม และข้าวของมากมายใต้น้ำมีเรื่องราวอะไรซ่อนอยู่บ้าง

หลักฐานชิ้นที่ 1 : ภาพยนตร์และความหลงใหลเรื่องราวในอดีต
ผมก็เป็นคนที่ชอบทางด้านประวัติศาสตร์มาบ้างอยู่แล้ว ในสมัยวัยรุ่นชอบดูหนังมากเลย ถ้าเป็นของต่างชาติก็จะเป็น Troy (2004) หรือ The Last Samurai (2003) ที่มันเป็นสไตล์นักรบ อย่างของไทยที่รู้สึกว่าชอบก็เป็นพระศรีสุริโยทัย ชอบดูพวกฉากสงครามหรือฉากย้อนยุคที่ทำให้เราได้เห็นเกี่ยวกับว่าในวิถีชีวิตที่ปัจจุบันไม่ได้เห็น เรารู้สึกว่ามันน่าสนใจ
ตอนที่เลือกจะเรียนต่อ ไม่ได้เลือกเพราะว่าอยากเป็นนักโบราณคดีหรอก ตอนเด็กก็มีหลายช่วง ม.ปลายเรียนเอกภาษาจีนมา เพราะสนใจทางด้านภาษา แต่มันก็มีบางช่วงที่เราอยากเป็นทหาร อยากเป็นตำรวจ จนสุดท้ายช่วงที่เราจะต้องเลือกสิ่งที่เราอยากจะไปต่อจริงๆ ก็เปิดใจให้กับโบราณคดี อยากเข้าไปสัมผัสศาสตร์วิชานี้ว่ามันน่าสนใจยังไง มีอะไรที่เปิดโลกเราได้บ้างหรือเปล่า
ตอนเข้ามาเรียนแล้ว มันก็รู้สึกว่าโบราณคดีมันมีความเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าที่คิด มันมีความเป็นศิลป์ เช่น เรื่องภาษา หรือศิลปะ แต่ในขณะเดียวกัน แนววิธีคิดของโบราณคดีก็ยังใช้ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์อยู่ และบางหัวข้อก็อาจจะต้องมีคณิตเข้ามาด้วย มันเลยต้องมีหลากหลายศาสตร์มาช่วยกันหาคำตอบ และเปิดโลกตามที่เราสนใจ
หลักฐานชิ้นที่ 2 : ใบเบิกทางจากคณะโบราณคดี
เรารู้จักกับโบราณคดีใต้น้ำครั้งแรก ระหว่างเรียนคณะโบราณคดีซึ่งเป็นค่ายตอนปิดเทอม เราเข้าไปร่วมด้วยความอยากรู้ เพราะเรารู้แล้วว่านักโบราณคดีทำงานยังไง แต่โบราณคดีใต้น้ำเราไม่มีภาพในหัวเลย
จนกระทั่งตอนเราใกล้จะจบ เราลองทำงานให้เอกชนก่อน จะได้รู้ว่าตัวเรามันโอเคกับงานแบบนี้หรือเปล่า มันเป็นรับงานซับคอนแทรค (subcontract) จากงานของราชการอีกที โดยนักโบราณคดีฟรีแลนซ์เขาก็จะคอยเก็บรูปรวมข้อมูลตามที่หน่วยงานราชการต้องการ เราได้ทำงานประมาณ 2-3 งาน ก่อนตัดสินใจเข้าสมัครเข้ามาทำงานที่กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร
ถามว่านักโบราณคดีใต้น้ำจำเป็นต้องเป็นสุดยอดนักดำน้ำหรือเปล่า ก็ไม่จำเป็น แต่ควรที่จะพอดำน้ำได้บ้าง หรือมีความชอบในการดำน้ำมาก่อน เพราะการที่เราลงไปทำงานใต้น้ำมันมีความเครียด แล้วก็อาจจะส่งผลต่อการทำงาน ถ้าเราไม่รู้สึกสบายใจเวลาเราอยู่ใต้น้ำมันจะยาก
เพราะฉะนั้นเวลากรมศิลปากรเขาจะรับสมัคร คุณสมบัติที่เขาต้องการคือต้องผ่านการดำน้ำขั้นต้นมาก่อน หรือความฟิตของร่างกาย แต่ในมุมมองเรา เขากำหนดอยู่แค่คุณวุฒิ ป.ตรี ด้านโบราณคดี จากศิลปากร
สำหรับเรา นิสัยเบสิกของคนที่จะเป็นนักโบราณคดีใต้น้ำที่ดี คือต้องช่างสงสัย ช่างตั้งคำถาม เพราะว่าทุกๆ อย่างมันก็เกิดจากความสงสัยของคนเราทั้งหมด ตั้งแต่ของมันเชื่อมโยงกันได้ยังไง เกิดขึ้นมาได้ยังไง ถ้าเราไม่ได้สงสัย เฉยๆ กับหลักฐานที่เราเจอ มันก็จะไม่ได้มีตัวกระตุ้นให้เราอยากค้นหาคำตอบ
ส่วนเรื่องที่สงสัยก็ไม่ได้มีข้อจำกัด เพราะว่าในโลกของประวัติศาสตร์มันมีหลายสาขามากๆ บางคนสนใจเฉพาะกระดูกสัตว์ แค่ขุดเจอกระดูกสัตว์ก็รู้ว่าเป็นกระดูกอะไร บางคนชอบเครื่องมือหินขัด เขาก็จะเชี่ยวชาญเรื่องเครื่องมือหินต่าง ส่วนเทคโนโลยี มันก็จะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้นักโบราณคดีศึกษาได้ละเอียดมากยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่มายเซ็ตด้านความสงสัยและการอยากหาคำตอบเป็นสิ่งที่นักโบราณคดีขาดไม่ได้เลย

หลักฐานชิ้นที่ 3 : ซากเรือจม ขุมทรัพย์ของนักโบราณคดี
สิ่งที่นักโบราณคดีใต้น้ำปรารถนามากที่สุดก็คือการเจอไซต์ ส่วนใหญ่เป็นซากเรือจม เพราะว่าเรือเป็นพาหนะที่คนสมัยก่อนค้าขายกัน โดยเฉพาะในเมืองไทย เราเป็นจุดศูนย์กลางของการค้า เป็นรอยต่อระหว่างชาติตะวันตกกับชาติตะวันออก ดังนั้นของทุกๆ อย่างมันก็มาวนเวียน กองรวมๆ กันอยู่ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่แหละ
ด้วยความที่แหล่งโบราณคดีมันจมอยู่ใต้น้ำ เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าใต้น้ำที่ดำลงไปจะโอกาสเจอไซต์มากน้อยแค่ไหน ในสมัยก่อนถ้าไม่มีใครมาบอก เราต้องมีวิธีการสำรวจแบบเชิงรุก มันเป็นเหมือนการงมเข็มในมหาสมุทร อาจจะมีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยสแกนพื้นท้องทะเล แต่มันจะเห็นเป็นภาพสองมิติ ซึ่งนักโบราณคดีไม่รู้หรอกว่าวัตถุนั่นคืออะไร ต้องลงไปเช็คดู มันก็ค่อนข้างยาก และใช้งบประมาณสูงมากๆ เลย
ที่ผ่านมาเราเลยอาศัยความเชี่ยวชาญของชาวประมง เพราะบางทีอวนเขาอาจจะติดหลักฐานทางโบราณคดีขึ้นมา พอเขามาแจ้งเรา เขาก็ใช้ความเชี่ยวชาญในการบอกพิกัด เช่น เขาจำมุมเกาะตรงนี้ได้ เขาจำแหล่งมันน่าจะอยู่ตรงประมาณนี้
ที่ผ่านมาเรามักจะได้ยินว่านักโบราณคดีเขาต้องลงไปขุดค้น นั่นเพราะเป็นวิธีการที่นักโบราณคดีใช้ในการเก็บข้อมูล คราวนี้การที่จะศึกษาได้อย่างไม่มีอคติที่สุด เราก็จะต้องทำตัวเหมือนเป็นนักสืบ บางคนเขาก็เรียกแหล่งโบราณคดีว่า ‘Crime Scene’ หรือที่เกิดเหตุ เราเข้าไปเปิดเผยแหล่งที่มันถูกตะกอนดินทรายปกคลุมไว้ แล้ววิเคราะห์ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง
แม้ว่านักโบราณคดีใต้น้ำจะต้องเข้าไปทุกที่ ที่เจอแหล่งโบราณคดีที่จมอยู่ อย่าง อ่าว เขื่อน หรือแม่น้ำ แต่ประเด็นคือไซต์ที่เป็นแม่น้ำหรือเขื่อน มันมีข้อจำกัดทางธรรมชาติเยอะ เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา ที่ทั้งขุ่น ทั้งมีกระแสน้ำแรง ต่อให้ลงไปจริงมันก็มองไม่เห็น บางทียากเกินไปที่จะทำงานให้ออกมาดี ขณะที่ไซต์ในทะเลมันเจอหลักฐานที่สมบูรณ์กว่า และทำงานง่ายกว่าในแม่น้ำ
หลังจากที่นักโบราณคดีเจอไซต์แล้ว เราก็ต้องมาตีความว่าสิ่งที่เราเจอมันควรจะเป็นอะไรกันแน่ ถ้าเราเจอของเยอะๆ เป็นหลักร้อยชิ้นหรือหลักพันชิ้น เราก็จำเป็นที่เราต้องมาแบ่งแยกประเภทให้ชัดเจน ว่ามันเป็นของจากที่เดียวกันไหม หรือของจากต่างที่ อายุสมัยมันร่วมกันหรือเปล่า เพื่อนำมาเล่าเรื่องให้กับทุกคน
การเผยแพร่มันเป็นหัวใจสำคัญของนักโบราณคดีเลย ถ้าเราลงไปขุดค้น ลงไปเก็บข้อมูล แล้วเรากอดทุกอย่างไปกับตัวเองมันไม่ได้มีใครได้รับประโยชน์อะไรจากเราเลย แต่กลับกันเราต้องพยายามเผยแพร่พยายามป่าวประกาศให้สาธารณะชนรับรู้ ถึงหลักฐานวัฒนธรรมในอดีตของไทยเรา
หลักฐานชิ้นที่ 4 : ลงใต้ทะเลลึกด้วยหน้ากาก ตีนกบ และถังออกซิเจน
การทำงานโบราณคดีใต้น้ำ มีความเสี่ยงหลักๆ มันก็จะมีเรื่องปัจจัยทางธรรมชาติ ลมฟ้า อากาศ ซึ่งเราควบคุมไม่ได้ ปัจจัยอีกอันหนึ่งก็คือ ปัจจัยทางด้านร่างกายและอุปกรณ์
การทำงานเราจะคอยประเมินในความเสี่ยง เช่น สมมติมีคนทำงานในออฟฟิศอยู่สัก 10 คน ทุกคนดำน้ำได้สักประมาณ 40 เมตร เราก็จะคงที่ระดับในการศึกษาของเราสัก 30-40 เมตร เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นในระดับความลึกระดับ 60-70 เมตร ส่วนใหญ่จะรอดยาก
วิธีรับมือกับความเสี่ยง ถ้าเป็นปัจจัยทางธรรมชาติ เราก็จะดูในช่วงเวลาที่มันเหมาะสมมากที่สุด เช่น หลีกเลี่ยงการทำงานในช่วงหน้าฝน เพราะมันมีคลื่นลมแรง หรือเลือกทำงานในช่วงที่น้ำนิ่งมากที่สุด นอกจากนี้เราก็ต้องตรวจสอบอุปกรณ์ให้พร้อมกับการทำงาน หลังจากนั้นก็จะเป็นการวางแผน ว่าเราจะต้องดำลงไปลึกขนาดไหน ถ้าพอรู้คร่าวๆ เราจะเอามากำหนดรูปแบบของถังอากาศที่เราใช้หายใจได้
ส่วนใหญ่เวลานักโบราณคดีใต้น้ำลงไปทำงานต้องคิดถึงความปลอดภัยก่อน เราต้องคอยสังเกตตัวเอง รับรู้ว่าเราเหนื่อยไหม หายใจเร็วไปหรือเปล่า หรือตื่นเต้นเกินไปไหม ต้องคุมร่างกายให้ได้ ถ้าเหนื่อยไปก็ต้องว่ายน้ำให้ช้าลง บางครั้งต้องเผื่อแรงไว้ เพราะระหว่างลงไปอาจจะเจอกระแสน้ำทำให้ต้องใช้แรงเยอะกว่าปกติกว่าจะถึงไซต์
นอกจากนั้นก็ยังต้องดูสภาพแวดล้อมด้วย ว่าน้ำขุ่นมากหรือเปล่า เรายังเห็นเชือกนำทางอยู่ใช่ไหม เพราะในกรณีที่เราหลุด เราอาจจะกลับมาในจุดเดิมไม่ได้ พอลงไปข้างล่าง เราก็เริ่มคิดถึงเรื่องงานแล้วว่าเราจะเซ็ตอัพงานยังไง เราจะมีแผ่นโน้ตติดไว้ว่าเราจะต้องทำอะไร 1 2 3 4 ตามแผนงาน สรุปคือระหว่างลงไปเราจะคิดถึงทั้งความปลอดภัยของตัวเอง การทำงาน รวมถึงวิธีขึ้นจากน้ำได้อย่างปลอดภัยด้วย

ขอบคุณภาพนิ่งโดย กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร
หลักฐานชิ้นที่ 5 : เพชร พลอย และเมล็ดพืชโบราณ
มันมีความคิดที่ว่าการขุดค้นทางโบราณคดี คือการทำลายหลักฐานเหมือนกัน เพราะเราไปรบกวนหลักฐานจากสภาพเดิม ดังนั้นถ้ายังไม่พร้อมที่จะขุดค้น เราก็รอให้เด็กในอนาคตรุ่นถัดไปอีก 10 ปี 15 ปี 30 ปี ที่มีเทคโนโลยีพร้อมกว่า ค่อยมาทำงานก็ได้ เมื่อตราบใดที่แหล่งโบราณคดีไม่ถูกรบกวน มันจะไม่หายไปไหน
ที่ผ่านมาการขุดค้นเรามักเคยเจอแล้วประทับใจ มีอยู่ 2 ครั้ง อย่างแรกคือเจอของที่มีมูลค่าสูง เราเคยไปทำงานไซต์เรือจมสมัยรัชการที่ 6 มันเป็นเรือเมย์ ทำหน้าที่รับส่งคนจากกรุงเทพไปสิงคโปร์ เรามีหน้าที่ไปขุดค้นตรงโซนที่เขาเอาไว้เก็บสินค้า แต่วันนั้นทีมงานเขาไปเจอพลอยเพทาย มันใสปิ๊งอยู่ใต้น้ำ เราก็ดูแล้วก็ถ่ายรูปเก็บขึ้นมาอย่างดีเลย อย่างที่บอกว่าเราเคยดูหนังบางเรื่องเจอขุมทรัพย์ที่ซ่อนไว้ แต่เราไม่ได้คิดว่าจะเจอ เพราะในไทยโอกาสจะเจอเพชรพลอยยากมาก ตั้งแต่เขาทำงานกันมา 50 ปี เขาเจอเครื่องประดับทองคำ 2 ชิ้นเอง
ส่วนอันที่ 2 เป็นความอะเมซิ่งด้านการอนุรักษ์อินทรียวัตถุของธรรมชาติได้นานเป็นหลักพันปี ไซต์นี้เป็นเรือที่จมอยู่ในบ่อกุ้ง มีลักษณะเหมือนชายเลนริมทะเล ตัวเลนเขาจะช่วยอนุรักษ์อินทรียวัตถุได้อย่างดีเลย เพราะว่ามันปกคลุมไม่ให้มันมีออกซิเจน
เรือลำนี้ที่ไปขุดค้น เจอของที่มันเป็นพืชพรรณเยอะมากๆ โดยของที่ไปเจอมันเป็นกระบุงใส่เมล็ดพืช ในนั้นมี ‘เมล็ดลูกประคำไก่’ อยู่เต็มตะกร้าเลย แล้วตอนที่เจอมันยังสดใหม่ สียังสด เหลืองออกส้ม จนเราคิดว่าใครไปตลาดแล้วว่าลืมมันทิ้งไว้หรือเปล่า ประเด็นคือ ในปัจจุบันลูกประคำไก่เป็นพืชที่คนไม่นิยมใช้แล้ว มันเลยทำให้นักโบราณคดีที่เขาสนใจจริงๆ เขาสามารถไปวิเคราะห์ว่ามันน่าจะมาจากไหน แล้วคนโบราณในสมัยพันปีที่แล้วว่าเขานิยมทำอะไรกับพืชชนิดนี้
ของพวกนี้มันไม่ได้เจอในแหล่งโบราณคดีทุกแหล่ง เพราะว่าบางทีมันก็อาจจะเน่าสลายผุพังไป ถ้ามันไม่ได้ถูกธรรมชาติช่วยปกคลุมอย่างดี บนบกจะเจอยากหน่อย โดยเฉพาะในประเทศไทย แล้วมันเหลืออยู่เป็นหลายร้อยปีแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย มันเลยเป็นประสบการณ์ที่ดีของเรา

หลักฐานชิ้นที่ 6 : ความมุ่งมั่น เพื่อสำรวจสิ่งที่ยังไม่เคยค้นพบมาก่อน
เรารู้สึกว่าตั้งแต่ทำงานเป็นนักโบราณคดี เราได้เติมแพชชั่นให้ตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ
เวลาทำงานเราก็รู้เพิ่มมากขึ้น เช่น บางทีเจอไซต์เรือ แต่เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรือสักเท่าไหร่ ซากปัจจุบันก็เหลือน้อย บางทีรู้สึกว่าเราเจอทางตัน แต่อยู่มาวันหนึ่ง เราอาจได้เจอเงื่อนงำบางอย่างที่ช่วยปะติดปะต่อเกี่ยวกับไซต์ที่เราเจอได้มากยิ่งขึ้น จากการพยายามจะหาข้อมูลจากทางเอกสารเก่าๆ มันช่วยเติมเต็มความเป็นนักโบราณคดีของเรา
หัวใจของความเป็นนักโบราณคดีมันไม่ได้จำกัดอายุ ถ้าสังขารเราไหว ในการออกไปสำรวจ ศึกษาหาข้อมูล หรือร่างกายยังพาเราไปออกภาคสนามได้ แล้วตราบใดที่หัวสมองเรา ความทรงจำมันสามารถที่จะทำให้เราคิดอ่านในแบบนักโบราณคดีได้ เราว่าสามารถทำได้ตลอดชีวิตเลย
เป้าหมายส่วนตัวตอนนี้เลยก็คือยากลงไปสำรวจไซต์ในอ่าวไทยที่ลึกมากขึ้น ในช่วงแรกๆ ที่เรามาทำงานใหม่ๆ สกิลในการดำน้ำเรายังไม่ถึง คราวนี้พอเราทำงานเข้าปีที่ 7 แล้ว เราเก็บชั่วโมงดำน้ำเพิ่มมากขึ้น แล้วก็รู้สึกว่าอยากจะลงไปสำรวจ หรืออย่างน้อยแค่ถ่ายภาพในไซต์ที่มันอยู่ในระดับความลึกประมาณ 60 เมตรขึ้นไป
นอกจากนี้ก็อยากไปที่มันเข้าถึงยาก เช่น พวกถ้ำใต้น้ำ คือในประเทศไทยมันยังไม่ค่อยมีแหล่งพวกนี้เท่าไหร่ แต่ในต่างประเทศ อย่างฝรั่งเศส มีถ้ำใต้น้ำที่เจอภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งถ้ำพวกนี้ เดิมทีเมื่อ 20,000 ปีที่แล้ว มันอาจจะอยู่เหนือน้ำ แต่น้ำแข็งละลาย น้ำทะเลท่วมสูงขึ้น มันก็จมน้ำไปเลย แต่ไซต์ที่มันอยู่ลึก มันมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ทุกคนที่จะลงไปถึงจุดนั้นได้
มันทำให้เรารู้ว่าแหล่งโบราณที่ยังสมบูรณ์ มันยังมีอะไรให้นักโบราณคดีตั้งคำถาม แล้วก็หาคำตอบเยอะอยู่เหมือนกัน