เปิดคอมทำงาน เผลอไม่ได้ หยิบโทรศัพท์มาเลื่อนสักหน่อย ไม่ได้มีธุระ ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้ แค่เลื่อนไปด้วยความเคยชิน เพราะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างในโทรศัพท์คอยดึงกลับมาตลอด แถบแจ้งเตือนสะดุดตา สตอรี่วงเขียวที่ยังไม่ได้กดดู คลิปที่อัลกอริทึ่มเลือกมาให้แบบรู้ใจ
พอได้เริ่มติดจอ ได้ปัดก็ยิ่งเพลิน เลื่อนเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด รู้ตัวอีกทีเราก็ใช้เวลากับหน้าจอไปมากโข เอซ่า ราสกิน (Aza Raskin) ผู้คิดค้น Infinite scrolling ฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้เลื่อนแบบไม่มีที่สิ้นสุดเพื่อใช้งานเว็บสะดวกขึ้น จนกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ผู้คนจ้องมองโทรศัพท์นานกว่าที่จำเป็น ยังบอกว่าความตั้งใจแรกของเขาไม่ได้ต้องการให้ผลลัพธ์เป็นแบบนี้ แต่เมื่อผู้คนที่ติดจอจนเกิดปัญหาสมาธิสั้น การนอน และสุขภาพจิต โดยเฉพาะในคนอายุน้อย ยิ่งทำให้เขารู้สึกผิดกับเรื่องนี้
ในวันที่โลกออนไลน์เข้าถึงได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว โลกนั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราจนแทบแยกจากกันไม่ได้ เราเคยชินกับการรับรู้ข่าวสารจำนวนมาก 1 นาทีผ่านตาไปแล้วเป็น 10 เรื่อง จนสมองของเราเคยชินกับการตอบสนองต่อโดปามีนฉาบฉวย ความสามารถที่จะนิ่งกับอะไรนานๆ กลายเป็นเรื่องไกลตัวออกไปเรื่อยๆ

เมื่อความสนใจกลายเป็นสินค้า
ในแวดวงเศรษฐศาสตร์และเทคโนโลยี สิ่งที่มีมูลค่าไม่ใช่เพียงตัวสินค้าหรือบริการที่พอจะจับต้องได้ ทำความเข้าใจได้เท่านั้น แต่ความสนใจของผู้คนก็สามารถตีเป็นเม็ดเงินได้
ปรากฏการณ์นี้ว่า ‘Attention Economy’ ระบบที่มองว่าความสนใจของผู้คนคือทรัพยากรมีค่า สามารถแปลงเป็นรายได้ผ่านแพลตฟอร์มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ได้ ลองนึกง่ายๆ ว่าทำไมบางแพลตฟอร์มถึงไม่เคยคิดค่าบริการเรา เพราะเราไม่ได้เป็นลูกค้า แต่เราคือสินค้าที่ถูกขายให้กับโฆษณาอีกทอดต่างหาก เราเลยได้เห็นเนื้อหา โฆษณา แจ้งเตือน หรืออะไรก็ตามที่ดึงดูดความสนใจของเราให้กลับไปใช้แพลตฟอร์มนั้นอยู่เรื่อยๆ
ผลของระบบนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ว่าเราเสียเวลากับโซเชียลมีเดียมากขึ้น แต่มันกำลังเล่นกลกับสมองของเราจริงๆ งานวิจัยจาก University of California พบว่าหลังจากถูกรบกวนจากโลกดิจิทัล 1 ครั้ง ต้องใช้เวลาเฉลี่ยกว่า 23 นาที 15 วินาที เพื่อดึงสมาธิกลับมาได้เต็มที่ และถ้าใน 23 นาทีนั้นมีการแจ้งเตือนใหม่เข้ามาอีก นาฬิกาก็เริ่มนับใหม่ ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลจากการสำรวจพฤติกรรมพนักงานพบว่า 59% ของพนักงานไม่สามารถจดจ่อกับงานได้นานเกิน 30 นาทีโดยไม่ถูกรบกวนจากโลกดิจิทัล
สิ่งที่น่าสนใจคือในขณะที่ระบบนี้กำลังทำให้การจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ายากขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่แค่สมาธิในชีวิตประจำวันลดลง เราเริ่มอยู่นิ่งๆ กับงานอดิเรกไม่ได้ เผลอไผลเล่นโทรศัพท์ตอนติดไฟแดง หยุดเดินกระทันหันเพื่อตอบข้อความ และแน่นอนว่าส่งผลไปถึงโลกของการทำงานด้วยเหมือนกัน
หรือการจดจ่อได้นาน จะกลายเป็นความสามารถพิเศษ
มุกตลกบนโลกอินเตอร์เน็ตอย่าง เหตุการณ์สลับจอหนีสายตาเจ้านายที่เดินผ่านด้านหลัง ให้เหมือนเรากำลังทำงานอยู่ ไม่ได้แอบอู้ดูคลิปหมาแมวที่ไหน มันก็คงตลกดีหากเป็นเพียงคลิปสั้นขำขัน แซวเหล่าคนทำงาน แต่ถ้าชีวิตจริงเราเป็นคนที่จดจ่อกับงานแทบไม่ได้ ทำ 1 แวะ 2 ทำ 2 แวะ 3 จริงๆ ล่ะ เจ้านายและตัวเราเองในวันประเมินการทำงานอาจจะเริ่มไม่ขำด้วยแล้ว
แคล นิวพอร์ต (Cal Newport) นักวิจัยและนักเขียนด้านการทำงาน เรียกความสามารถในการจดจ่ออยู่กับงานที่ยากและซับซ้อนโดยไม่ถูกรบกวนนี้ว่า ‘Deep Work’ และเสนอว่ามันไม่ใช่แค่คุณลักษณะนิสัยอันพึงประสงค์จากเจ้านาย แต่กำลังกลายเป็นทักษะที่หายากที่สุดในตลาดแรงงานยุคนี้
เขาอธิบายไว้ว่าคนที่ทำ Deep Work ได้ จะเข้าใจงานที่ซับซ้อนมากกว่าและผลิตงานที่มีคุณภาพสูงได้ดีกว่า นำไปสู่ความได้เปรียบเชิงแข่งขันในทุกสาขาอาชีพ ลองนึกง่ายๆ ถึงสักโพสต์หนึ่งบนโซเชียลมีเดีย ที่เราอาจจะแยกได้ว่า โพสต์ไหนที่ผ่านการคิด ออกแบบ มาเป็นอย่างดี แบบไหนที่ทำออกมาแบบรีบๆ
ไม่ใช่แค่พี่ผู้ใหญ่ในวงการทำงาน แม้แต่น้องๆ ในแวดวงการศึกษา ความสามารถในการจดจ่อส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ การอ่านเชิงวิเคราะห์ การเขียน และการทำข้อสอบ นักเรียนที่โฟกัสได้นานกว่าย่อมเข้าใจเนื้อหาได้ลึกกว่า เชื่อมโยงความคิดได้ดีกว่า และสะสมทุนทางปัญญาได้มากกว่าในระยะยาว
ในระบบที่ความรู้สามารถแปลงเป็นรายได้ หากเราขาดมันไปอาจกลายเป็นความเสียเปรียบที่สะสมทบต้นไปเรื่อยๆ
แคลยังตั้งสมมติฐานไว้ด้วยว่าความสามารถในการโฟกัส กำลังหายากมากขึ้นเรื่อยๆ ในโลกแห่งข้อมูลล้นเหลือนี้ และความหายากนั้นเองที่ทำให้มันมีมูลค่
แล้วถ้าสมาธิมีมูลค่าเหมือนต้นทุนในการใช้ชีวิต แล้วใครกันที่มีโอกาสเข้าถึงมันได้มากกว่ากัน?

ทุกคนมีสมาธิได้เหมือนกันหมดหรือเปล่า?
เมื่อรู้สึกไม่มีสมาธิทำอะไรเลย เสียงในหัวอาจเริ่มบ่นตัวเอง ก็เพราะเอาแต่เล่นโทรศัพท์น่ะสิ ไม่มีวินัยมากพอไงล่ะ ส่วนหนึ่งก็ใช่ หากมีวินัยเพิ่มสักนิด ควบคุมตัวเองได้ดีอีกหน่อย ก็อาจทำให้เรามีสมาธิมากขึ้นไหมนะ แต่ในโลกที่ความสุขฉาบฉวยเริ่มได้เพียงปลายนิ้วปัดหน้าจอ เราจะทนทานต่อโดปามีนสำเร็จรูปนี้ได้เท่าไหร่กัน
งานวิจัยปี 2013 จากทีมนักวิจัย Harvard และ Princeton พบว่าเมื่อให้ผู้เข้าร่วมคิดถึงปัญหาทางการเงิน กลุ่มที่มีรายได้น้อยทำงานด้านความรู้ได้แย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้สูงกว่าแทบไม่ได้รับผลกระทบเลย
และที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ พวกเขายังทดสอบกับเกษตรกรกลุ่มเดิมในช่วงเวลาต่างกัน พบว่าคนเดียวกันทำงานเชิงความรู้ได้ดีกว่า หลังช่วงฤดูเก็บเกี่ยว เมื่อเทียบกับช่วงก่อนฤดูเก็บเกี่ยวที่สถานการณ์การเงินไม่คล่องตัวนัก
เหมือนกับว่า สถานะทางการเงินส่งผลกับประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะด้านความรู้ จริงหรือหรือเปล่านะ? ลองมาฟังข้อเสนอจาก เซนดิล มุลไลนาธาน (Sendhil Mullainathan) และ เอลดาร์ แชฟเฟียร์ (Eldar Shafir) ที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ผ่านแนวคิดเรื่อง ‘Scarcity’ ความขาดแคลนในรูปแบบต่างๆ ทั้งความยากจน ความเครียดสะสม หรือตารางชีวิตที่แน่นเกินไป ส่งผลต่อความสามารถในการตัดสินใจ การควบคุมตัวเอง และการจดจ่อกับสิ่งตรงหน้า
ลองนึกภาพว่าสมองเราเหมือนคอมพิวเตอร์ที่มี RAM จำกัด ถ้ามีโปรแกรมหนักๆ รันอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา อย่างเรื่องค่าเช่า หนี้บัตรเครดิต หรือความไม่แน่นอนในชีวิต โปรแกรมอื่นก็จะทำงานได้ช้าลงโดยอัตโนมัติ เพราะทรัพยากร (ที่มีจำกัด) มันถูกใช้ไปกับอย่างอื่นหมดแล้ว และปัจจัยแวดล้อมก็ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำนี้ไปอีกขั้น
งานวิจัยตีพิมพ์บน Environmental Health Perspectives พบว่าย่านที่มีสถานะทางเศรษฐกิจสังคมต่ำกว่า มักมีระดับมลภาวะทางเสียงสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ มลภาวะทางเสียงเหล่านั้นส่งผลให้สมาธิลดลง ระดับความเครียดสูงขึ้น และกระทบกระบวนการเรียนรู้โดยตรง
จากข้อสันนิษฐานของหลายงานวิจัย ค่อนข้างชี้ไปในทางเดียวกันว่า สถานะทางการเงิน ภาระหน้าที่ ส่งผลต่อการจดจ่อ ประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญ ลองนึกถึงคนที่มีบ้านเงียบสงบ ห่างไกลเสียงรบกวน ก็อาจทำงานที่บ้านได้ดีกว่า คนที่มีมีห้องส่วนตัว มีเวลาพักผ่อนเพียงพอ ก็อาจกลับมาพักผ่อนหลังเลิกงานได้เต็มอิ่มกว่า หรือแม้แต่คนที่ไม่ต้องกังวลว่าสิ้นเดือนจะมีเงินพอใช้ไหม ก็คงลุกขึ้นมาทำงานได้ไม่ต้องชะเง้อคอรอสิ้นเดือน
ต้นทุนทางชีวิตที่ดีกว่า ทำให้มีเงื่อนไขที่ดีกว่าในการรักษาสมาธิตั้งแต่ต้น หากเราอยากจะจดจ่อได้นาน มีสมาธิทำงานอดิเรกสักอย่าง แต่เราอยู่ในห้องเช่าผนังบาง รอบข้างทะเลาะกันโวยวาย เสียงรถเคลื่อนผ่านเล็ดลอดผ่านหน้าต่างตลอดเวลา มีเวลากลับมานอนได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง แถมยังต้องเจอสภาพแวดล้อมแบบนี้ เราจะยังมีสมาธิได้หรือเปล่า
ดังนั้นความสามารถในการโฟกัสอาจไม่ใช่แค่เรื่องของวินัยส่วนตัว แต่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมทางสังคมและเศรษฐกิจที่คนแต่ละคนพบเจอ
และถ้าสมาธิคือทุนที่สะสมทบต้นได้ คนที่เริ่มต้นในเงื่อนไขที่ดีกว่าก็ยิ่งสะสมได้มากกว่า ห่างชั้นไปเรื่อยๆ

เมื่อโลกธุรกิจกำลังขายสมาธิให้เราอีกทอดหนึ่ง
ในขณะที่ระบบหนึ่งกำลังทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อดึงความสนใจ อยากได้เวลาบนหน้าจอของเรา อีกฟากหนึ่งก็มีธุรกิจอีกกลุ่มที่เติบโตขึ้นมาบนไอเดียตรงข้ามกัน
ธุรกิจเหล่านั้นกำลังขายสมาธิกลับมาให้เราน่ะสิ มูลค่าทางตลาดของแอปพลิเคชั่นช่วยทำสมาธิ มีมูลค่าราว 1.2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 และคาดว่าจะแตะ 3.2 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2033 แอปฯ ทำสมาธิเจ้าใหญ่อย่าง Calm, Headspace และ Insight Timer ทุกแอปฯล้วนเติบโตบนสมมติฐานเดียวกันว่าคนพร้อมจ่ายเงินแค่เดือนละไม่กี่ร้อยบาท เพื่อซื้อความสงบทางใจกลับมา
มันไม่ได้หยุดอยู่แค่สมาธิบนหน้าจอโทรศัพท์ ตลาด Wellness Tourism กิจกรรมที่เป็นรูปธรรมมีมูลค่ากว่า 945 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 ไม่ว่าจะเป็นคลาสโยคะพรีเมียม เวิร์กช็อปแฮนด์เมด ไปจนถึง Silent Retreat ที่ผู้เข้าร่วมต้องเก็บโทรศัพท์ไว้ตลอดสุดสัปดาห์ ตลาดนี้กำลังเติบโตต่อเนื่องในอัตรา 8.9% ต่อปี และคาดว่าจะแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2033 สปา โยคะ พิลาทีส โปรแกรมรีทรีต โปรแกรมสุขภาพส่วนตัวที่มีโค้ชดูแลแบบตัวต่อตัว ล้วนกำหนดราคาโดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนมีฐานะ นักวิจารณ์หลายคนชี้ตรงกันว่าโยคะในโลกตะวันตกได้กลายเป็นกิจกรรมของคนมีอันจะกินไปแล้ว
ในระดับองค์กร แนวคิดเรื่อง Workplace Wellness ก็กำลังเติบโตด้วยเหตุผลเดียวกัน บริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งเริ่มลงทุนกับโปรแกรม Mindfulness สำหรับพนักงาน เพราะพวกเขารู้ดีว่าพนักงานที่โฟกัสได้ดีกว่ามีมูลค่ามากแค่ไหน นั่นก็ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าสมาธิไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องสุขภาพจิตหรือการพัฒนาตัวเองอีกต่อไปแล้ว มันถูกมองเป็นตัวแปรของประสิทธิภาพการผลิต เป็นสิ่งที่มีราคา และเป็นสิ่งที่ระบบพร้อมจะลงทุนเพื่อให้ได้มา
สมาธิจึงไม่ต่างอะไรกับทักษะอื่นๆ ในตลาดแรงงาน มีความต้องการซื้อ มีความต้องการขาย และมีคนที่ได้ประโยชน์จากมันจึงเกิดวงจรที่น่ากังวลขึ้น คนที่มีทรัพยากรน้อยกว่าได้รับแรงกดดันจากสิ่งที่ดึงสมาธิมากกว่า ทั้งจากความเครียดทางการเงินที่กินพื้นที่ในสมอง สภาพแวดล้อมที่วุ่นวาย และงานที่ต้องทำหลายอย่างพร้อมกันโดยไม่มีทางเลือก แต่กลับเข้าถึงเครื่องมือที่ช่วยฟื้นฟูสมาธิได้น้อยกว่า ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เงียบสงบ เวลาพักผ่อนที่เพียงพอ หรือแอปและคลาสที่ต้องจ่ายเงิน ขณะที่คนที่มีทรัพยากรมากกว่าทั้งเสียสมาธิน้อยกว่าตั้งต้น และยังสามารถจ่ายเงินซื้อมันกลับคืนมาได้ด้วย
แน่นอนว่า หากใครมีกำลังมากพอจะซื้อกิจกรรมเรียกสมาธิกลับคืนมา มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่เมื่อไหร่กันที่โลกเราเริ่มซื้อขายแม้แต่สมาธิของผู้คน ในขณะที่ธุรกิจอีกฝั่งก็ยังเลือกดึงเอาสมาธิของผู้คนไปเป็นสินค้าเช่นกัน
อ้างอิงจาก
fashion.sustainability-directory.com