ชิ้นนี้เพื่อนให้มา ชิ้นนั้นของขวัญวันเรียนจบ ไม่ว่าชิ้นไหนๆ ก็สำคัญไปหมดเลย
หากใครเคยทำความสะอาดห้องคงจะรู้ดี ว่าการจัดการข้าวของต่างๆ ในบ้านเป็นเรื่องยากขนาดไหน แม้ของชิ้นนั้นอาจไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่การจะตัดใจทิ้งสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหันไปทางไหนก็มีแต่ของที่มีคุณค่าทางใจ จนสุดท้ายก็ตัดใจทิ้งไม่ลง ลงเอยต้องแบ่งพื้นที่ไปให้ความทรงจำในอดีต
ถึงจะอยากเก็บแค่ไหน แต่เมื่อบ้านมีพื้นที่จำกัด เราก็ต้องตัดใจทิ้งอย่างเลี่ยงไม่ได้ แล้วจะมีทางไหนให้เราปล่อยมือจากของเหล่านี้ได้บ้างนะ? วันนี้เราชวนไปรู้จักวิธีปล่อยวางจากข้าวของด้วย ‘ดันชาริ (断捨離)’ แนวคิดจัดการสิ่งของตามหลักปรัชญาของญี่ปุ่น ที่ช่วยให้เราเลิกยึดติดและมีอิสระทางใจมากยิ่งขึ้น

ดันชาริ ศิลปะการทิ้งของ
เมื่อพูดถึงหลักการจัดระเบียบจากญี่ปุ่น ชื่อแรกที่คนไทยหลายคนนึกถึงอาจเป็น มารีเอะ คอนโดะ (Marie Kondo) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดบ้าน โดยใช้วิธี ‘คอนมาริ (KonMari)’ หรือการจัดของตามหมวดหมู่ที่เธอคิดค้นขึ้นมาเอง แต่อีกหนึ่งผู้เชี่ยวชาญที่คนญี่ปุ่นหลายคนยกให้เป็นราชินีแห่งการจัดระเบียบที่โด่งดังไม่แพ้กัน คือ ฮิเดโกะ ยามาชิตะ (Hideko Yamashita) กับวิธีการทิ้งข้าวของด้วยหลัก ‘ดันชาริ’
ดันชาริ คำนี้มาจากการรวมตัวของ 3 ตัวอักษร คือ 断 (dan) หมายถึงตัดทิ้ง 捨 (sha) หมายถึง ทิ้งไป 離 (ri) หมายถึงแยกออกจากกัน แนวคิดการจัดการข้าวของที่มีรากฐานมาจากโยคะและพุทธศาสนานิกายเซน โดยยามาชิตะถ่ายทอดแนวคิดนี้ให้คนทั่วไปได้รู้จักเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2009 ผ่านหนังสือของเธอเอง
ยามาชิตะค้นพบปรัชญานี้ระหว่างเรียนโยคะ ซึ่งเป็นการเรียนเพื่อปลดปล่อยความยึดติดทางจิตใจและช่วยให้เราเป็นอิสระ ทำให้เธอได้ฝึกฝนหลักการสำคัญคือ ดันเกียว (断行) ชะเกียว (捨行) และริเกียว (離行)
เธอจึงได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการจัดบ้าน เธอนำตัวอักษรแรกมารวมกัน จนกลายมาเป็นดันชาริ ที่หลายคนรู้จักทุกวันนี้ ดังนั้นสำหรับเธอแล้ว ดันชาริไม่ใช่แค่การโยนสิ่งของไม่จำเป็นออกไปเท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีสร้างพื้นที่ในชีวิต เพื่อความสงบสุขและสุขภาพจิตดีขึ้นด้วย

หลักการดันชาริ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่:
ดัน (断) : ขั้นตอนการปฏิเสธสิ่งที่ไม่จำเป็น ถือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะยิ่งเรามีข้าวของน้อยชิ้นเท่าไหร่ ก็ช่วยให้เรายึดติดกับสิ่งต่างๆ ง่ายขึ้น ดังนั้นหากต้องซื้อของสักชิ้น เราอาจลองถามตัวเองว่าของชิ้นนี้เหมาะกับชีวิตเราตอนนี้จริงๆ หรือเปล่าก่อนตัดสินใจ
ชา (捨) : ขั้นตอนนี้ทิ้งสิ่งของที่มีอยู่แล้วแต่เราไม่ต้องการ แม้จะดูเรียบง่าย แต่ก็ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะมันช่วยให้เราเปลี่ยนความสัมพันธ์ของตัวเราเองและของชิ้นนั้น และช่วยให้เราปล่อยวางจากสิ่งที่เราเคยยึดถือ
ริ (離) : ขั้นตอนการแยกตัวเองออกจากของสิ่งนั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องของจิตใจหรือจิตวิญญาณ โดยให้ตระหนักว่าตัวตนของเราและสิ่งของนั้นไม่ใช่สิ่งเดียวกัน มองข้าวของเป็นเพียงวัตถุ โดยไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับอัตลักษณ์หรือความสุข เพื่อให้เราเป็นอิสระจากสิ่งของเหล่านั้น
แม้ว่าแนวคิดนี้จะดูเป็นเรื่องง่าย แต่กว่าที่ยามาชิตะจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดระเบียบบ้าน เธอเองก็เคยมีประสบการณ์เลวร้ายเกี่ยวกับการทิ้งข้าวของไม่ต่างจากทุกคน บ้านของเธอเต็มไปด้วยข้าวของ รวมถึงเสื้อผ้าที่ล้นทะลักออกมานอกตู้ เธอจึงเข้าใจความรู้สึกของใครหลายคนได้เป็นอย่างดี
ยามาชิตะพูดถึงความยากของการจัดบ้านไว้ว่า การเผชิญหน้ากับข้าวของเหล่านั้น ไม่ต่างอะไรจากการเผชิญหน้ากับตัวเอง ซึ่งรังแต่ทำให้เราติดอยู่ในอดีต การปล่อยวางสิ่งของจึงเป็นอีกวิธีในการปล่อยวางความยึดติด เพื่อฟื้นฟูจิตใจตัวเองและเติบโตขึ้น
ทางจิตวิทยาการปล่อยวางยังช่วยพัฒนาสุขภาพจิตเราในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์ การเติบโต ความสัมพันธ์ และการทำงาน โดยการปล่อยวาง ช่วยปลดปล่อยเราจากอารมณ์ด้านลบ เช่น ความโกรธ ความขุ่นเคือง หรือความรู้สึกผิด เมื่อได้ปล่อยวางแล้วเราจะรู้สึกโล่งใจ ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เรามีพื้นที่ใหม่ๆ เพื่อค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ ในชีวิตด้วย
ดังนั้นแล้ว การปล่อยวางแบบดันชาริ จึงไม่ได้ใช้ได้เฉพาะสิ่งของเท่านั้น แต่เรายังสามารถนำมาปรับใช้ได้กับเรื่องต่างๆ ในชีวิต ตั้งแต่ความสัมพันธ์ ประสบการณ์ในอดีต รวมถึงการทำงาน ด้วยการตัดสิ่งที่ไม่จำเป็น และเลิกยึดติดกับสิ่งต่างๆ

เลือกของตามหลักดันชาริ
แม้ว่าดันชาริจะเป็นแนวคิดการทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตเราจะเหลือแค่สิ่งที่จำเป็นเพียงไม่กี่อย่าง หรือต้องประหยัดจนไม่สามารถซื้อของชิ้นใหม่ๆ อันที่จริงดันชาริก็ยังมีพื้นที่ให้เราเอนจอยกับข้าวของหรูหราได้ ตราบใดที่เราเลือกสิ่งเหล่านั้นอย่างพิถีพิถันและตั้งใจจริงๆ
สำหรับใครที่อยากจัดการข้าวของในบ้านตามแนวคิดดันชาริ สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ก่อนคือวิธีนี้ไม่ใช่การจัดบ้านครั้งเดียวแล้วได้ผลเลย แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนและทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง
- ตั้งสติก่อนซื้อ: เราอาจจะลองตั้งคำถามกับตัวเองทุกครั้งที่ซื้อของ เช่น สิ่งนี้จำเป็นจริงๆ ไหม หรือลองหักห้ามใจไม่นำของเข้าบ้านโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น ใบปลิว ของแจก หรือของลดราคาที่เดินผ่านไปเจอ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เราเกิดเสียดายทีหลังหากต้องทิ้ง
- จัดหมวดหมู่: แทนที่จะจัดทีละห้อง การจัดสิ่งของตามหมวดหมู่ เช่น เสื้อผ้า หนังสือ หรือเครื่องครัว วิธีนี้จะช่วยให้เราเห็นปริมาณของทั้งหมดได้ง่ายกว่า และทำให้เราตัดสินใจง่ายขึ้นว่าจะเก็บหรือทิ้งอะไรไปบ้าง
- ถามคำถาม: สิ่งที่ดันชาริให้ความสำคัญ คือการใช้งาน ดังนั้นเราอาจต้องถามตัวเองว่าข้าวของเหล่านนั้นยังใช้ได้จริงอยู่ไหม เช่น ร่มยังกางได้ปกติหรือเปล่า รองเท้าใส่เดินได้โอเคไหม แม้มันอาจจะไม่ได้สร้างความสุข แต่ถ้าเรายังจำเป็นต้องใช้งานอยู่ก็เก็บไว้ได้ แต่หากของที่เราไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว แม้มันจะเคยสร้างความสุข เราก็ควรกำจัดทิ้งไป
หลังจากที่เราฝึกฝนวิธีเหล่านี้ซ้ำๆ หากเราเริ่มสังเกตว่าตัวเองไม่สนใจข้าวของภายนอกอีกต่อไป ซื้อของเวลาแฟลชเซลล์น้อยลง แล้วหันมาชื่นชอบพื้นที่โล่งๆ ในบ้านมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะแสดงว่าเราเริ่มเปลี่ยนมุมมองทีละนิด และเลิกยึดติดกับข้าวของได้แล้ว
แม้ว่าการปล่อยมือจากสิ่งที่รักจะเป็นเรื่องยาก แต่ยึดถือไว้ก็รังแต่ทำให้เรารู้สึกกังวลเปล่าๆ บางทีการวางมันลงก็อาจจะช่วยให้เรารู้สึกสบายใจมากขึ้นก็ได้นะ
อ้างอิงจาก