“ตอนนี้ฉันสูง 165 เซนติเมตร หนัก 55 กิโลกรัม ถือว่าผอมเกินไปไหม ถ้าให้ช่วยออกแบบโปรแกรมเพิ่มน้ำหนัก โดยที่ฉันจะทยอยส่งข้อมูลตัวเลขอื่นๆ ให้ได้หรือเปล่า”
“ได้เลยครับ เดี๋ยวผมจะจัดทำโปรแกรมสุขภาพให้คุณเอง ลองส่งข้อมูลต่างๆ มาได้เลย”
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ชีวิตเราง่ายขึ้นเยอะเลยทีเดียว เมื่อเริ่มหันมาพึงพา AI ช่วยทำสิ่งต่างๆ ตอนแรกก็ให้เข้ามาช่วยแค่เรื่องงาน แต่พอนานวันเข้า ก็ค่อยๆ ปล่อยให้มันมามีบทบาทในชีวิตประจำวันด้านอื่นๆ ด้วยแล้วยิ่งกระแสการหันกลับมาดูแลสุขภาพกำลังมาแรง เลยขอลองท้าทายความสามารถ AI ให้มาช่วยดูแลสุขภาพเราไปด้วยเลยแล้วกัน
แค่เรากรอกข้อมูลเกี่ยวกับร่างกายตัวเอง ไม่ว่าจะ ค่าตัวเลขต่างๆ หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวันให้ AI วิเคราะห์ ก็สามารถออกแบบโปรแกรมดูแลสุขภาพร่างกายให้เราไปใช้ได้แล้ว
คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเลือกใช้วิธีนี้ในการดูแลสุขภาพตัวเอง จนกลายเป็นเทรนด์ในวงการสุขภาพ ที่เรียกว่า ‘Datamaxxing’ และเรียกคนที่ใช้วิธีนี้ว่า ‘Datamaxxers’ หรือก็คือคนที่ชอบส่งข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล ทั้ง ข้อมูลการนอนหลับ การฟื้นตัว หรือกระทั่งความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ ไปยังแชตบอต AI ช่วยให้มันตีความค่าตัวเลขเหล่านั้น เพื่อนำไปออกแบบวิธีการดูแลสุขภาพต่อในภายหลัง
ทั้งที่แต่ก่อนก็ไม่มี AI มาช่วยทำอะไรแบบนี้ เราก็สามารถดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองได้ แล้วทำไม Datamaxxing ถึงกลายมาเป็นเทรนด์ได้ แล้วคนที่ชอบเอาข้อมูลด้านสุขภาพไปถาม AI เช่นนี้ มีเรื่องที่ต้องระมัดระวังด้วยไหม

เมื่อสุขภาพเป็นเรื่องของเรา (และ AI)
ในโลกที่ AI แทรกแซงอยู่ในแทบทุกแง่มุมในชีวิต ผู้ที่ใช้งานมันก็เริ่มดึงเข้ามามีบทบาทในด้านที่เกี่ยวกับตัวเองกันมากขึ้น เรื่องสุขภาพที่ควรจะเป็นแค่เรื่องส่วนบุคคล ก็เริ่มกลายเป็นสิ่งที่ต้องบอกต่อให้กับ AI ได้รับรู้ เพราะหลายคนก็คงคาดหวังให้ AI เข้ามาช่วยดูแลสุขภาพของตัวเอง ไม่ต่างอะไรจากตอนที่ใช้มันมาช่วยในด้านอื่นๆ
เหล่า Datamaxxers จำนวนมากก็เชื่อเช่นนั้น โดยผลสำรวจจากผู้ใช้งาน Oura Advisor แชตบอต AI ที่ถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วยด้านสุขภาพส่วนตัว ระบุว่า ผู้ใช้งานมีการส่งข้อความมายัง Oura Advisor มากกว่า 1 ล้านข้อความ และกว่า 60% ใช้งานเจ้าแชตบอต AI อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยผู้ใช้งานจะส่งข้อมูลด้านสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาวให้ Oura Advisor สำหรับนำข้อมูลมาแปลงเป็นกราฟให้เห็นแนวโน้มด้านสุขภาพในภาพรวม ซึ่งผู้ใช้งานมีจุดประสงค์ร่วมกัน คือ การพูดคุยเรื่องการนอน การฟื้นตัว ความเครียด รวมถึงกิจกรรมและการออกกำลังกายในแต่ละวัน
จากผลสำรวจและวิธีการใช้งานที่ Oura Advisor สรุปมานั้น สะท้อนให้เห็นว่า ผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังหันมาใช้งาน AI เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น ซึ่งพวกเขาคาดหวังให้ AI เข้ามีบทบาท ตั้งแต่การช่วยทำความเข้าใจข้อมูลสุขภาพ ไปจนถึงการให้คำแนะนำและแนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคน
ส่วนสาเหตุว่าทำไม Datamaxxing ถึงกลายมาเป็นเทรนด์ด้านสุขภาพได้นั้น จากผลสำรวจข้างต้นก็ได้พูดถึงเหตุผลเบื้องหลังการใช้งาน AI ของคนส่วนใหญ่เอาไว้เหมือนกัน โดยผู้ใช้งานกว่า 60% มองว่า AI ช่วยให้เข้าใจเรื่องค่าตัวเลขหรือแนวคิดที่ตัวเองไม่เคยเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพได้มากขึ้น
เดิมทีการจะเข้าใจเรื่องสุขภาพจะต้องมีกำลังทรัพย์และเวลาที่มากพอเพื่อพบผู้เชี่ยวชาญ แถมบางทียังต้องเจอกับศัพท์เทคนิคและค่าตัวเลขเฉพาะที่ยากเกินจะเข้าใจได้ร่วมด้วยอีก ก็ยิ่งทำให้คนห่างเหินจากการดูแลสุขภาพ แต่พอการเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพเริ่มง่ายขึ้น ผู้คนก็เริ่มหันกลับมาใช้วิธีนี้ในการนำตัวเองมาเข้าใจสุขภาพตัวเอง Datamaxxing จึงเริ่มกลายเป็นเทรนด์การดูแลสุขภาพที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะมันสะดวกทั้งเวลาและทรัพยากร มีแค่ AI ก็ดูแลสุขภาพได้อย่างครบวงจร

เราอาจต้องใช้ AI อย่างระมัดระวังขึ้น
AI ช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพได้ดีขึ้น แถมยังช่วยปรับพฤติกรรมด้านสุขภาพควบคู่กันไปอีก ซึ่งฟังดูแล้วก็เหมือนจะเป็นเรื่องดีใช่ไหม ถ้าผู้คนจะเริ่มหันมาดูแลสุขภาพของตัวเองกัน ถึงอย่างนั้น การเป็น Datamaxxers ก็มีเรื่องให้ต้องระมัดระวังอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน
หลายคนเข้าใจว่าแค่ส่งข้อมูลตู้มเดียวให้ AI แล้วจะจบ นั่งรอให้ AI วิเคราะห์ข้อมูลและออกแบบโปรแกรมด้านสุขภาพจนเสร็จ เราก็ออกไปใช้ชีวิตตามคำแนะนำนั้นต่อได้ ทว่าความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ AI เป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกออกแบบมาให้เรียนรู้จากมนุษย์เพื่อทำงาน ฉะนั้น AI จึงไม่สามารถดูแลสุขภาพได้อย่างครบวงจร หากเราไม่ป้อนข้อมูลให้มันเพียงพอ เหตุนี้เอง เราจึงต้องส่งข้อมูลด้านสุขภาพของตัวเองให้ AI อยู่ตลอด แล้วยิ่งอยากรู้เชิงลึกมากขึ้นเท่าไหร่ AI ก็ยิ่งจำเป็นต้องพึงข้อมูลรอบด้านจากผู้ใช้งานมากขึ้นเท่านั้น
ข้อมูลด้านสุขภาพ ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลและละเอียดอ่อน การป้อนข้อมูลเหล่านี้ให้แก่ AI จึงไม่ต่างการปล่อยให้ AI ละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน เพราะต้องไม่ลืมว่า AI เป็นระบบปฏิบัติการที่อาศัยการฝึกฝนจากชุดข้อมูลจำนวนมาก ดังนั้นพฤติกรรมแบบ Datamaxxing จึงอาจเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตัวเราในอนาคตได้
จากการที่ AI ใช้ข้อมูลจำนวนมากในการพัฒนาระบบ ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นก็อาจมาจากสิ่งที่เราป้อนเข้าไปเอง หรือข้อมูลทั่วไปที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ ซึ่งนำมาสู่คำถามที่ว่า แล้วเราจะเชื่อถือ AI ได้มากแค่ไหนกัน ในเมื่อข้อมูลที่ AI ตอบเรามานั้น ไม่มีใครหรือสิ่งใดสามารถการันตีถึงความแม่นยำและถูกต้องได้เลย
ถ้าถามว่าความน่าเชื่อถือของ AI ควรถูกตั้งคำถามมากแค่ไหน เราขอพามาดูกรณีของ ชายวัย 60 ปีคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคโบรไมด์ (bromism) จากงานศึกษาเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์โรคโบรไมด์ที่ได้รับอิทธิพลจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของ ออเดรย์ ไอเชนเบอร์เกอร์ (Audrey Eichenberger) และคณะแพทย์ จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ระบุว่า เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น เมื่อชายคนดังกล่าวผู้มีประวัติการรักษาทางการแพทย์และมีปัญหาด้านการรับประทานอาหารอยู่แล้ว เคยอ่านข้อมูลผลเสียของโซเดียมคลอไรด์ (เกลือแกง) ต่อสุขภาพ และสงสัยว่าทำไมข้อมูลส่วนใหญ่จึงพูดถึงการลดโซเดียม มากกว่าการลดคลอไรด์ เมื่อปรึกษา ChatGPT ถึงข้อสงสัยนั้น ประกอบกับประสบการณ์การศึกษาด้านโภชนาการในมหาวิทยาลัย เจ้าตัวจึงตัดสินใจทำการทดลองส่วนตัวเพื่อกำจัดคลอไรด์ออกจากอาหารของเขา ด้วยการเปลี่ยนจากโซเดียมคลอไรด์มาใช้โซเดียมโบรไมด์ที่หาซื้อได้จากอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ การใช้งานโบรไมด์ของเขา ทำให้ค่าโบรไมด์สูงผิดปกติ จนนำไปสู่ภาวะโบรไมด์เป็นพิษในเวลาต่อมา
กรณีศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า AI ผิดพลาดได้ และยังอาจส่งผลอันตรายต่อร่างกายของเราได้จริง ซึ่งมันอาจไม่ได้หยุดแค่การเจ็บไข้ได้ป่วย แต่อาจลามไปถึงชีวิตได้เลยทีเดียว
ในฐานะมนุษย์ผู้มีวิจารณญาณในตัวเองอยู่แล้ว จึงอาจต้องตระหนักไว้เสมอว่า AI เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มายำรวมกันอีกทีหนึ่ง แม้มันจะพัฒนาระบบให้มีความชาญฉลาดขึ้นอย่างไร แต่สุดท้ายก็ต้องอาศัยการป้อนข้อมูลจากมนุษย์เราอยู่ดี มิหนำซ้ำ ยิ่งเป็นการวิเคราะห์และประมวลผลด้านสุขภาพด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องระมัดระวัง ดังนั้น เราจึงไม่ควรเชื่อ AI ไปเสียทุกเรื่อง เพราะสุดท้าย AI ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำตอบเฉพาะด้านแก่ตัวเราได้
ถ้ามีเวลาหรือทุนทรัพย์เพียงพอ ก็อาจลองหยิบเอาข้อสงสัยด้านสุขภาพทั้งหลายไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ โดยตรง ก็อาจจะดีกว่าการต้องมาแบกรับความเสี่ยงจาก AI ที่ไม่รู้ว่า ข้อมูลใดถูกต้องจริงๆ บ้าง
อ้างอิงจาก