ราว 10 ปีที่ผ่านมา เริ่มเกิดกระแสการตระหนักถึงเงื่อนไขของความสัมพันธ์ โดยเฉพาะกับมิตรภาพระหว่างเพื่อน เราเริ่มได้ยินคำว่า ‘ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic Relationship)’ เริ่มมองเห็นและมองหาความสัมพันธ์ที่ทำให้เรา ‘เติบโต’ เป็นตัวตนที่แข็งแรง เรียนรู้ตัวเองหรือเข้าใจโลก
จริงอยู่ว่าการเข้าใจความสัมพันธ์อาจนำไปสู่การมองเห็นเงื่อนไขบางอย่าง แต่การนิยามความสัมพันธ์ รวมถึงการแยกแยะประเภทของความสัมพันธ์ว่าดีหรือเป็นพิษ ส่วนหนึ่งอาจกลายเป็นการกำกับวิธีการมองและจัดการกับความสัมพันธ์ไปเสียอย่างนั้น
ล่าสุดงานศึกษาได้เชื่อมโยงแนวคิดสำคัญในการมองโลกร่วมสมัยของเราว่า วิธีการดังกล่าวเกิดขึ้นในยุคที่กระแส Self help แนวคิดการตื่นรู้ และการพัฒนาตัวเองเฟื่องฟู โดยนักวิจัยเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการบำบัด (Therapy culture) ซึ่งการเยียวยานี้ย้อนแย้งตรงที่ ขณะอยู่ในความสัมพันธ์ เรามักไม่ค่อยเข้าสู่การบำบัดโดยผู้เชี่ยวชาญ แต่มักสอดแทรกวิธีคิด วิธีการมองสิ่งอันเป็นนามธรรมต่างๆ นี้ในการใช้ชีวิต
ตัวงานศึกษาเน้นสำรวจนิยามของมิตรภาพในบริบทที่สังคมเริ่มกะเกณฑ์ คิดคำนวณ และประเมินค่ามิตรภาพหรือความสัมพันธ์ต่างๆ เมื่อเราเริ่มมีตัวเองเป็นหลักและมองบทบาทของความสัมพันธ์ฉันเพื่อนในฐานะเครื่องมือในการเติบโต ทั้งทางความรู้สึกและด้านอื่นๆ
ข้อสังเกตที่ชวนคิดคือ ในบริบทการพัฒนาตัวเองนั้น เรากำลังทำให้มิตรภาพกลายเป็น ‘สิ่ง’ ที่ต้องเอามาคิดทบทวน (reflexive object) ให้เกิดประโยชน์ (optimize) อยู่เสมอรึเปล่า?

ไม่ใช่ไม่ดี แต่คือวิธีที่เรามองความสัมพันธ์
ประเด็นเรื่องการบริหารจัดการความสัมพันธ์หรือมิตรภาพ ด้วยการมองว่าความสัมพันธ์นี้เป็นพิษรึเปล่า แบบไหนดีหรือไม่ ในระดับชีวิตจริง ถ้าเราอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษจริงๆ การมองเห็นและบริหารจัดการเพื่อดูแลตัวเองก็เป็นสิ่งเข้าใจได้ แต่ตัวงานศึกษาเปิดประเด็นถึง วิธีการ ‘มอง’ ไปจน ‘ภาษาที่ใช้’ เช่น การนิยามว่าความสัมพันธ์แบบไหนสุขภาพดี แบบไหนเป็นพิษ เชื่อมโยงกับฐานความคิดบางอย่าง ซึ่งนำไปสู่การดูแลมิตรภาพในชีวิตจริง
เบื้องต้นที่สุดคือการแยกความสัมพันธ์ที่ ‘Healthy (ดี)’ และ ‘Toxic (เป็นพิษ)’ ฐานดังกล่าวนำไปสู่การมองเห็นมิตรภาพว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลจิตใจและการเปิดเผยตัวตนของเรา เพื่อทำความเข้าใจตัวเอง เติบโต และเรียนรู้ต่อไป ดังนั้นจึงเริ่มมีการแยกแยะความสัมพันธ์ที่พึงปรารถนา อย่างเพื่อนที่สนับสนุนเสมอ เข้าใจเสมอ ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย ความสัมพันธ์ที่ดีคือเพื่อนที่รับฟังเรา เราต้องเก็บไว้ พร้อมกันนั้นคือการพยายามมองเห็นเพื่อนแบบที่เป็นอื่น วางขอบเขตเพื่อปกป้องไม่ให้ตัวตนของเราถูกทำร้ายหรือขัดขวาง
ข้อสังเกตของงานศึกษาคือจากการสัมภาษณ์พูดคุย พบว่าฐานคิดการมองความสัมพันธ์แบบบำบัดเยียวยา หรือคือการวางขอบเขต การวัดคุณภาพ ในที่สุดกลุ่มตัวอย่างจะปนมิตรภาพเข้ากับบทบาทของการบำบัด คือการมีเพื่อนถูกโยงเข้ากับการมองหาความสุข หรือการเรียนรู้ตัวเองอย่างแนบแน่น

จากความไม่ต้องคิดเยอะ สู่ต้องคิดมาก
ประเด็นการเอาภาษาและกรอบคิดไปทำความเข้าใจมุมมอง นั้นว่าด้วยภาษาในการแบ่งแยกสิ่งที่เป็นนามธรรม กระทั่งสิ่งที่เป็นธรรมชาติมากๆ อย่างการเป็นเพื่อนเป็นฝูงกัน
งานวิจัยวางข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจ และทำให้เรากลับมาทบทวนปรัชญาของความเป็นมิตรภาพว่า ท้ายที่สุดการมาถึงของวัฒนธรรมการบำบัดเยียวยา กำลังทำให้เราเปลี่ยนมิตรภาพไปสู่สิ่งบางอย่าง เป็นวัตถุที่เราต้องใคร่ครวญ ต้องคิด เพื่อให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด (turn friendship into a reflexive object or something else to ‘optimize’) ซึ่งงานวิจัยก็ไม่ได้ถกเถียงว่าบทบาทมิตรภาพคืออะไร แต่สรุปสั้นๆ ว่า มิตรภาพเป็นความสัมพันธ์ที่เราจะใช้หนีจากความสัมพันธ์ที่เราต้องเหนื่อยบริหารจัดการ (an escape from relationships that demand ‘work.’)
นั่นสิ ในที่สุดแล้ว การเป็นเพื่อนกับใครสักคน มักเป็นไปตามธรรมชาติ เราไม่ค่อยมานั่งคิดคำนวณ หรือคาดหวังว่าเพื่อนจะต้องเข้ามาขุดพรวนให้ชีวิตของเราดีขึ้น ทำให้เราเข้าใจตัวเองขึ้น เป็นตัวตนที่ดีขึ้น คอยตอบสนองนิยามการมีตัวตนของเรา หรือต้องคอยตัดริดความสัมพันธ์ที่แย่ๆ ออกไปจนสะอาดเอี่ยม

การบริหารจัดการมิตรภาพของเรา จึงกลายเป็นการมองมิตรภาพคือวัตถุ และที่สำคัญคือ การมาถึงของแนวคิดการพัฒนาตัวเอง ทำให้เพื่อนหรือความสัมพันธ์กลายเป็นสมการที่มี ‘ตัวตน’ หรืออรรถประโยชน์ของเราเอง (self) เป็นแกนกลาง และจากความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องบริหารจัดการ ต้องคิดทบทวน ก็กลับกลายเป็นอีกความสัมพันธ์ที่เราเป็นภาระที่ต้องขบคิดให้มัน ‘เวิร์ก’
สุดท้าย ในโลกที่ทุกอย่างต้องถูกคิดคำนึง กะประมาณ ต้องคอยเลือกสรรอย่างระมัดระวัง มิตรภาพ ความเป็นเพื่อน อาจเป็นอย่างสุดท้ายที่เราเองอยากจะปล่อยให้เป็นไปอย่างธรรมชาติ เช่นวันนี้เราอาจจะเจอเพื่อนคนหนึ่ง เราเองก็คงไม่ค่อยตั้งคำถามว่าเพื่อนคนนี้ให้อะไรกับเรา แต่เราแค่รักที่คนคนนั้นเป็นคนแบบนั้น เป็นตัวตนแบบนั้น และอีกฝ่ายก็คงรักเราในตัวตนที่เราเป็น
ส่วนการช่วยเหลือสนับสนุน การช่วยเหลือเติบโต หรือในบางจังหวะก็อาจจะเป็นพิษต่อกันบ้างเล็กๆ น้อยๆ เป็นสิ่งที่ว่ากันต่อมา
อ้างอิงจาก