วางแผนไว้ดิบดี ว่าอยากทำสิ่งนี้ให้เสร็จก่อนสิ้นเดือน แต่พอทำไปได้ครึ่งหนึ่ง สมองเจ้ากรรมดันได้ไอเดียเรื่องใหม่ แถมเรายังรู้สึกอยากทำสิ่งใหม่มากกว่า เลยหยุดทุกอย่างก่อนหน้าแล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง วนอย่างนี้ไม่รู้จบ จนสุดท้ายไม่มีอะไรเสร็จเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง
The MATTER ชวนหาเหตุผลว่า ทำไมเวลาเจอไอเดียใหม่ๆ หรือผุดความคิดอะไรขึ้นมาได้ เรามักจะไขว้เขว และหันไปสนใจกับสิ่งเหล่านั้นมากกว่า จนหลายครั้งก็เผลอเลิกทำของเดิม แล้วกระโดดไปทำสิ่งใหม่แทน จนสุดท้ายก็ไม่มีอะไรสำเร็จสักอย่าง แล้วเราจะก้าวข้ามผ่านมันไปได้ยังไง

เมื่อของใหม่ดึงดูดเรามากกว่า
ไม่แปลกเลย หากเราจะปล่อยมือจากสิ่งที่ทำอยู่และทิ้งมันไว้เบื้องหลัง เวลาผุดความคิดเริ่ดๆ สำหรับทำอีกสิ่งได้ อาการเหล่านี้ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนล่อกแล่ก โลเล หรือโอนอ่อนเปลี่ยนไปเรื่อยหรอก เพียงแต่บางครั้งอะไรใหม่ๆ ก็สามารถดึงดูดความสนใจจากเราไปมากกว่า
ภาวะใหม่มาเก่าไปเช่นนี้ มีชื่อเรียกว่า ‘Shiny Object Syndrome’ ที่อาจไม่ได้มีคำแปลไทยตรงตัว แต่ในภาพรวม คือแนวโน้มที่เรามักถูกดึงดูดด้วยสิ่งใหม่ๆ ที่ดูน่าตื่นเต้นหรือมีศักยภาพ จนเผลอให้ค่ากับมันมากกว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ และตัดสินใจละทิ้งของเดิมกลางคัน แม้ว่าสิ่งนั้นจะยังไม่ทันได้พิสูจน์ผลลัพธ์อย่างแท้จริงก็ตาม
สำหรับสาเหตุของภาวะ Shiny Object Syndrome นี้ อันจานา เรา (Anjana Rao) โค้ชด้านความเป็นผู้นำชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่สิ่งที่เข้าใจยากหรือซับซ้อนแต่อย่างใด แต่เป็นพฤติกรรมและความรู้สึกตามธรรมชาติทั่วไปของมนุษย์เรา โดยสาเหตุสำคัญประการแรก คือการขาดสมาธิและวินัยในการทำหรือโฟกัสต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่อง เมื่อความตื่นเต้นในช่วงเริ่มต้นค่อยๆ จางลง เราก็มักเผลอมองหาสิ่งกระตุ้นใหม่ๆ เข้ามาเติมความรู้สึกนั้นแทน
นอกจากนี้ อาจเพราะเรามีความรู้สึกกลัวตกกระแส หรือ FOMO (fear of missing out) มาเป็นแรงกระตุ้นเบื้องหลังพฤติกรรมที่ทำให้เรารู้สึกไม่อยากพลาดความน่าสนใจหรือความน่าตื่นเต้นใหม่ๆ บางอย่าง จนกลายเป็นความหลงใหลต่อสิ่งเหล่านั้น และแสดงออกมาในรูปแบบของ Shiny Object Syndrome
สาเหตุสุดท้ายที่อันจานามองว่าเป็นอีกหนึ่งเบื้องหลังของภาวะนี้ คือเราวางแผนหรือเป้าหมายที่ไม่ชัดเจนเพียงพอ เธอมองว่าอาการหลงใหลต่อสิ่งใหม่ๆ มักเกิดจากความไม่มั่นใจในเส้นทางที่กำลังทำอยู่ เมื่อเราไม่เห็นภาพปลายทางอย่างชัดเจน หรือไม่มีหมุดหมายที่วัดผลได้แน่นอน ของใหม่ที่อาจดูชัดกว่าหรือเร็วกว่า จึงเข้ามาแทนที่ได้อย่างไม่ยากเย็น
ลองจินตนาการดูว่า หากเรามัวแต่ไล่ตามไอเดีย ความคิด หรือสิ่งใดก็ตามที่ใหม่กว่าสิ่งเดิมอยู่ตลอดเวลา ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่างานหรือกิจกรรมใดที่เรากำลังทำ ก็อาจไม่มีชิ้นไหนสำเร็จเป็นรูปธรรมเลย เพราะพลังงานและความสนใจของเราถูกดึงไปหาสิ่งเร้าใหม่ที่ลอยฟุ้ง มากกว่าการลงมือทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้เสร็จจริงๆ

แล้วเราจะจัดการกับภาวะ Shiny Object Syndrome ได้ยังไง
แม้สาเหตุของภาวะ Shiny Object Syndrome จะมีเบื้องหลังมาจากความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะปรับเปลี่ยนมันไม่ได้ เพียงแต่เราก็อาจต้องมองหาวิธีรับมือที่เหมาะสมสำหรับจัดการกับภาวะเหล่านี้ เพื่อให้สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้สำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น โดย อาร์เค สุริ (R. K. Suri) นักจิตวิทยาคลินิกและโค้ชด้านการใช้ชีวิต ได้นำเสนอวิธีต่างๆ เอาไว้ดังนี้
- ตั้งเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงและวัดผลได้
เหนือสิ่งอื่นใด เราต้องรู้จักที่จะตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ไม่ใช่เพียงตั้งเอาไว้กว้างๆ แล้วยิ่งเป้าหมายของเราสามารถวัดผลอย่างเป็นรูปธรรมได้ก็ยิ่งดี เพราะเมื่อเรามีตัวชี้วัดในการกระทำสิ่งต่างๆ ก็จะมีแรงจูงใจในการทำสิ่งเหล่านั้นให้สำเร็จลุล่วงได้ง่ายขึ้น เช่น แทนที่เราจะตั้งเป้าว่า เดือนนี้จะพยายามทำโปรเจ็กต์นี้ให้ได้มากขึ้น ก็อาจเปลี่ยนเป็นตั้งเป้าหมายไปเลยว่า ภายใน 3 เดือน โปรเจ็กต์ชิ้นนี้จะต้องเสร็จให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้เราว่อกแว่กไปทำโปรเจ็กต์อื่นก่อน
- รู้จักชะลอการตัดสินใจของตัวเอง
หลายครั้งที่ Shiny Object Syndrome มักเกิดจากการที่เราสนใจและตัดสินใจที่จะลงมือทำสิ่งใหม่ๆ เร็วเกินไป อาร์เค สุริ จึงเสนอว่า เราอาจลองใช้กฎ 48 ชั่วโมง หรือก็คือการรอเวลา 2-3 วัน แล้วค่อยตัดสินใจลงมือทำอะไรใหม่ๆ เพื่อเช็กกับตัวเราเองว่า เรายังคงตื่นเต้นหรือสนใจต่อสิ่งนั้นอยู่หรือไม่ อีกทั้งยังช่วยให้เราชั่งน้ำหนักได้มากขึ้นด้วย ว่าใหม่หรือเก่า อันไหนที่เราอยากให้มันสำเร็จมากกว่ากันแน่
- จดเอาไว้ทำทีหลังก็ไม่สาย
ถ้าวันนี้เราดันได้ไอเดียดีๆ สำหรับโปรเจ็กต์ถัดไป เราก็อาจไม่จำเป็นต้องทำเดี๋ยวนั้นเลย แต่จดใส่โน้ต ไว้ทำวันหลังก็ยังไม่สาย โดยวิธีนี้จะช่วยให้ตัวเราไม่เสียความสนใจไปจากสิ่งที่กำลังทำตรงหน้า ทว่าก็ไม่ต้องละทิ้งไอเดียสำหรับงานชิ้นถัดไปด้วย
- ทำสิ่งหนึ่งให้เสร็จก่อนทำอีกสิ่งหนึ่ง
ข้อนี้อาจไม่ได้เน้นที่การปฏิบัติ แต่จะเน้นที่การตระหนักคิดด้วยตัวเราเอง โดยเราอาจต้องฝึกวินัย พร้อมบอกตัวเองตลอดว่า ‘งานนี้ยังไม่ใช่ตอนนี้’ เมื่อมีไอเดียใหม่ๆ ผุดขึ้นมา และย้ำกับตัวเองว่า งานที่อยู่ตรงหน้าคือสิ่งที่เราเลือกแล้วว่าจะทำให้สำเร็จก่อน การฝึกคิดแบบนี้ไม่เพียงช่วยให้งานเสร็จเป็นรูปธรรมได้ดีขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มวินัยและสร้างความรับผิดชอบต่อตัวเองด้วย
- ทบทวนความก้าวหน้าเป็นประจำ
ระหว่างที่เรากำลังทำงานชิ้นใดอยู่ อาจลองทบทวนและเช็กกับตัวเองเป็นประจำ อาจเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน เพื่อสังเกตว่าตัวเรายังอยู่บนเส้นทางเดิมไหม หรือหลุดไปจดจ่อกับสิ่งใหม่แล้ว การได้สังเกตตัวเองจะช่วยให้เรามีกำลังใจในทำงานชิ้นนั้นๆ จากการเห็นความคืบหน้าในผลงานด้วย
ต้องเน้นย้ำเลยว่า การมีไอเดียที่สดใหม่อยู่ตลอดเวลาไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด เป็นเรื่องดีเสียอีกที่เราพร้อมริเริ่มอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา เพียงแต่ไอเดียจะมีคุณค่ามากกว่านั้น หากเราสามารถต่อยอดมันจนกลายเป็นผลงานที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้มันเป็นเพียงความคิดที่ถูกแทนที่ไปเรื่อยๆ
ท้ายสุดแล้ว สิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง อาจไม่ใช่จำนวนไอเดียที่เรามี แต่คือจำนวนสิ่งที่เราทำมันจนสำเร็จต่างหาก
แต่สำหรับเรางานนี้เสร็จ ก็ขอพักยาวหน่อยค่อยเริ่มงานใหม่ต่อแล้วกัน เพราะงานนี้เล่นเอาเหนื่อยเลย
อ้างอิงจาก