‘Hot summer nights mid July When you and I were forever wild.’
ช่วงกลางปีแบบนี้ บางทีเราก็มีความรู้สึกตึงๆ รู้สึกคันๆ หัวใจ กับชีวิตที่เราเป็น โดยเฉพาะความรู้สึกว่า เอ๊ะ ชีวิต สถานะที่เรากำลังเป็นอยู่ งานการที่ทำ การเงินที่มี อาจจะต้องมีการขยับ เปลี่ยนแปลง เหมือนกับเราเริ่มรู้สึกอยู่ ‘นิ่งๆ’ ต่อไป ไม่ค่อยได้
เดือนกรกฎาคม เราต้องนึกถึงบทเปิดของแม่ลาน่า—ลาน่า เดล เรย์ (Lana Del Rey) เป็นช่วงเวลาที่ทั้งแปลกประหลาด น่าจดจำ แต่ก็น่าหวาดหวั่น เหมือนกับเนื้อหาใน Young and Beautiful ที่วาดภาพคืนพร่างพรายในฤดูร้อนของวัยเยาว์ เป็นความทรงจำที่แจ่มชัดของช่วงกลางปี
สำหรับความรับรู้ของเราเอง เดือนกรกฎาคม ด้านหนึ่งก็เหมือนเดือนธรรมสามัญ แต่เชื่อว่าหลายคน ลึกๆ แล้ว มีความรู้สึกหวดหวั่น หรืออาจจะเป็นความระแวดระวัง ก่อตัวขึ้นในใจ
ตัวเลข 7 ของเดือนกลางงปีอาจดูธรรมดา แต่ลึกๆ หากลอบคิดทบทวนว่า ช่วงเวลานี้ของปี คือ ‘ครึ่งหนึ่ง’ ของช่วงเวลา 1 ปีที่เราผ่านพ้นไป เป็นช่วงเวลาที่เราจะทบทวนความเป็นไปของเราเงียบๆ และเริ่มมองเห็นความจำเป็นในความเปลี่ยนแปลงของช่วงครึ่งปี
ความ ‘กลางปี’ จึงเป็นความที่สิ่ง ‘ครึ่งๆ กลางๆ’ ของเราจะถูกทบทวน รวมถึงการเป็นช่วงเวลาแห่งความรู้สึกและความโรแมนติก ในกระแสของโลกออนไลน์จึงมีสิ่งที่เรียกว่า ทฤษฎีของเดือนกรกฎาคม ความเชื่อที่เชื่อว่าจังหวัดเดือนนี้ จะเป็นช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ต่างๆ อิ่มตัวจนเกิดความเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เคยไม่ชัดเจนก็อาจจะชัดเจนขึ้น ไม่ก้าวหน้า ก็สิ้นสุดลง เช่น การยุติความสัมพันธ์แบบคลุมเครือ และ ‘การกลับมาของคนรักเก่า’

ต้องโทษลมฟ้าและช่วงเวลาของปี
ขอออกตัวก่อนว่า แนวคิดแบบทฤษฎีเดือนกรกฎา อันที่จริงมันก็มีทฤษฎีแทบจะทุกเดือนเช่น มิถุนาก็มี สิงหาคมก็มี ฤดูหนาวก็มี ฤดูร้อนก็มี ส่วนหนึ่งคือมนุษย์แบบเราๆ มักพยายามหาความเชื่อมโยงและอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม ช่วงเวลา สภาพสังคม ที่ส่งผลต่อตัวเอง
แรกสุดคือความพยายามอธิบายช่วงเวลาและลมฟ้าอากาศของปี ซึ่งตรงนี้ก็ว่าด้วยมุมมองจากตะวันตกเป็นหลักคือความสัมพันธ์ของห้วงฤดูกาลที่ค่อนข้างชัดเจน ความสำคัญของฤดูร้อนที่ทำให้คนออกไปใช้ชีวิต ช่วงเวลากลางปีที่เป็นเวลารอยต่อของสิ่งต่างๆ การทบทวนงบ การเริ่มต้นใหม่ การเปิดเทอม การออกไปใช้ชีวิต ใช้เวลา เจอคนใหม่ๆ ทำให้ความรู้สึกของเราต่อความสัมพันธ์ดำเนินมาถึงจุดทบทวนพอดี
หมายความว่า ช่วงกลางปีค่อนไปหลังคือเดือน 7 เราเริ่มทบทวนและนับถอยหลังในหลายๆ เรื่อง เรื่องหัวใจก็เช่นกัน ในเชิงทฤษฎีด้วยจังหวะของฤดูร้อนแบบตะวันตกที่กำลังจะสิ้นสุดลง ความรู้สึกของหน้าร้อนตอนต้นคือจังหวะเปลี่ยนทางความรู้สึกจากความรู้สึกในช่วงฤดูหนาวที่เนิบช้า เหงาหงอย
ดังนั้น ช่วงก่อนครึ่งปีหน่อยๆ เมื่อหน้าหนาวสิ้นสุดลง คนเราก็มีแนวโน้มที่จะออกไปพบเจอคน ไปใช้ชีวิต ไปสานสัมพันธ์ใหม่ๆ ทว่า ก็มีข้อสังเกตว่า ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้น อาจจะเป็นความรู้สึกที่วูบวาบ คือถาโถมประมาณหนึ่ง
พออิทธิพลของแสงแดดและการใช้ชีวิตเริ่มทุเลาลง ความรู้สึกต่างๆ ก็เริ่มสุกงอม และเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาของการทบทวน ครุ่นคิด คือเป็นจังหวะของการครุ่นคิดแบบคูณสอง คือทั้งในเชิงความสัมพันธ์ที่เพิ่งผ่านเวลาสุดฉูดฉาด และเป็นช่วงเวลาที่เราทบทวนสิ่งต่างๆ พอดี

ช่วงเวลาของการมองย้อนกลับหลัง
กรณีของทฤษฎีเดือนกรกฎาว่าด้วยจังหวะของความคลุมเครือเปลี่ยนไปสู่ความชัดเจน ความสัมพันธ์ใหม่ๆ ในหน้าร้อนอาจเป็นขั้นของการคบหาดูใจแบบคนคุย แบบ situationship ถูกนำกลับมาทบทวนว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ ถ้าดูจังหวะเวลาก็อาจจะเตรียมเข้ากับช่วงเวลาที่เรียกว่า cuffing season คือเป็นจังหวะสานสัมพันธ์ก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว และย้อนไปดูทฤษฎีหรือสถิติช่วงก่อนหน้าที่มักบอกว่าช่วงเดือนมีนาคม มักเป็นช่วงที่คนเลิกกัน คือหลังหยุดยาวและงานเทศกาล (ไม่บอกเลิกกันช่วงต้นปี ปิดเทอมหน้าร้อน)
ดังนั้นเดือนกรกฎาคมก็มีความน่าจะเป็นที่เกี่ยวข้องกับวงจรและสถิติอย่างน่าสนใจ อย่าง ‘วงจรของฤดูหนาว’ ย้อนไปในช่วงหน้าหนาว ช่วงต้นปีของคนเหงาคือราวเดือนมกราคม นำไปสู่การอดทนอดกลั้นในสองสามเดือนแรกของปี ก่อนจะตัดสินใจเลิกราในช่วงเดือนมีนาคม ขณะที่ช่วงเดือนพฤษภาคมก็มีแนวโน้มจะออกไปเจอคนคุย ซึ่งพอก้าวถึงเดือนกรกฎาคม เราเองก็เข้าสู่อีกช่วงของการผูกมัดที่เรามองว่าเดือนตุลาคมเป็นช่วงลงหลักปักฐาน สานความสัมพันธ์ ดังนั้นช่วงนี้ก็เลยเป็นจังหวะตรงกลางของทั้งกลางปี และกลางของวงจรความสัมพันธ์ เพื่อคัดกรองไปสู่ความสัมพันธ์ที่ชัดเจนขึ้น
อีกจุดที่พูดถึงกันมากเรื่องทฤษฎีกรกฎาคม คือการกลับมาของคนรักเก่า กรณีนี้สัมพันธ์ทั้งกับการที่เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการยุติความสัมพันธ์ที่คลุมเครือ ด้วยเงื่อนไขหนึ่งคือเราหรือใครคนหนึ่งอาจจะอยู่ในความสัมพันธ์ใหม่ๆ แต่ถึงจุดที่ต้องขบคิด ความสัมพันธ์สดๆ ใหม่ๆ อาจไม่ใช่สิ่งที่เคยมีหรือยุติไปในอดีต ทำให้เป็นจุดพลืกผันของการหันกลับมาเพื่อหาทางแก้ไข
ในแง่สถิติก็ดูจะเป็นจังหวะที่สมเหตุสมผลเช่นเดียวกัน ถ้าเราบอกว่าเดือนมีนาคมคือเดือนแห่งการบอกเลิก เดือนกรกฎาคมเป็นเดือนที่ 5 นับจากจังหวะที่มีสถิติการเลิกราหนาแน่น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเรื่องการกลับมาของแฟนเก่าค่อนข้างมีหลายผลการสำรวจ แต่บางผลสำรวจชี้ว่า ถ้ามีการกลับมาคืนดีกัน ราวครึ่งหนึ่ง (57%) จะเกิดขึ้นในเดือนที่ 2 และ 5 หลังจากที่เลิกรากันไป ซึ่งเดือนที่ 5 ก็จะตกเดือนกรกฎาคมพอดี

ดังนั้นถ้าเราดูคร่าวๆ สมมติว่าคนเรามักเลิกกันในเดือนมีนาคม พอเดือนแห่งการเดทหวือหวาต้นหน้าร้อน หลังจากนั้นก็ถึงจุดทบทวน หนึ่งในการทบทวนอาจเป็นอาจหวนกลับไปคิดถึงความสัมพันธ์ที่ผ่านพ้นไป ซึ่งระยะเวลาทั้ง 2-5 เดือน มักเป็นจังหวะเวลาของการคิดทบทวนความสัมพันธ์ การคิดถึงอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว เจือปนด้วยความเหงานิดหน่อย- ซึ่งก็อาจเป็นการเตรียมรักษาความอบอุ่นใน cuffing season พอดิบพอดี
สุดท้าย ย้อนกลับไปว่าทฤษฎีเหล่านี้เป็นอีกวิธีการอธิบายหรือให้เหตุผลชีวิตอันยุ่งเหยิงของมนุษย์เราด้วยตัวเลขทั้ง 12 เดือนของปี ผสมผสานเข้ากับอิทธิพลของลมฟ้าอากาศ ของความน่าจะเป็น ของความรู้สึกนึกคิดจากมนุษย์อย่างเราๆ ที่ในที่สุดกลายเป็นสถิติ เป็นคำอธิบายของปรากฏการณ์ร่วมบางอย่าง เช่นจังหวะที่เราอยากเปลี่ยนสถานะ อยากทำให้สิ่งต่างๆ ชัดเจน หรือการอยากกลับไปหาสิ่งที่เคยละทิ้ง เลิกลาไปแล้ว
หรือในอีกด้าน ทฤษฎีที่เราอ่านตอนนี้ก็อาจทำให้เราเกิดฉุกคิดถึงการก้าวมาสู่ครึ่งปี หรือทบทวนความไม่ชัดเจนต่างๆ พาให้เราทำความสัมพันธ์ให้ชัดเจน เป็นทฤษฎีแห่งกลางปีของการรีเซ็ตหัวใจ
อ้างอิงจาก