“ไม่นะ เราไม่คิดว่าเป็นแบบนั้น ต้องเป็นแบบนี้ต่างหาก”
ขณะที่กำลังพูดคุยในวงสนทนาอย่างออกรส แต่ละคนต่างทำหน้าที่รับส่งอย่างเป็นธรรมชาติ แต่จู่ๆ เราก็สังเกตเห็นว่ามักมีอยู่คนหนึ่งที่คอยขัดตลอด ไม่ว่าใครจะพูดอะไรไป เป็นต้องชี้แจง แก้ไขข้อมูลเล็กๆ หรือโดนอีกฝ่ายปัดทิ้งอย่างไม่ไยดี ด้วยคำว่า ‘ไม่’ นำหน้าประโยคทุกครั้ง ราวกับว่าบทสนทนานี้คือการชิงชัย ที่มีรางวัลมอบให้คนชนะในท้ายที่สุด
คนที่คอยขัดบทสนทนาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าสนุกๆ แต่เป็นคนที่เราเจอได้ในบทสนทนาทั่วไป ตั้งแต่เรื่องเล็กไม่สลักสำคัญ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ หรือข้อถกเถียงบนอินเทอร์เน็ต ถ้าเกิดเป็นการขัดเพื่อแสดงความคิดเห็นอีกมุมหนึ่งคงไม่เป็นไร เพราะเป็นธรรมดาที่แต่ละคนจะมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่หากต้องเจอทุกครั้ง ราวกับว่าตัวเองต้องเป็นฝ่ายถูกเสมอ ก็ทำเอาหมดอารมณ์สนทนา แถมยังอาจทดไว้ในใจว่าเป็นบุคคลที่ไม่ควรร่วมเสวนาด้วยอีก
ในขณะที่ใครๆ ก็อยากหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แต่ทำไมยังมีบางคนที่ต้องการโต้แย้งทุกครั้งเมื่อมีโอกาสกันนะ

ถ้าฉันถูก เธอก็ต้องผิด
หลายคนอาจเคยสงสัยว่าสิ่งที่ตัวเองพูดมันผิดขนาดนั้นจริงหรือเปล่า หรือที่เราพูดออกไปเหมาะสมไหมนะ เพราะทุกครั้งต้องเจอตำรวจตรวจความคิด คอยขัดแย้ง แก้ไขข้อความให้เสมอ หากใครเคยเจอเหตุการณ์นี้อย่าเพิ่งรีบโทษตัวเองอยู่ฝ่ายเดียว เพราะจริงๆ แล้วอาจเป็นเพราะเรากำลังเผชิญหน้ากับคนที่สไตล์การสื่อสารแบบโต้แย้งไว้ก่อนก็ได้
การสื่อสารแบบนี้ เรียกว่า ‘Oppositional Conversational’ เป็นกลุ่มพฤติกรรมที่เราสามารถเจอได้บ่อยๆ ในวงสนทนา หมายถึงคนที่ชอบแก้ไข โต้แย้ง หรือถกเถียงกับเราเสมอ สามารถพบเจอได้ทั้งแบบโต้เถียงรุนแรงก้าวร้าว ไปจนถึงการโต้แย้งแบบแนบเนียน ผ่านการไม่แยแสความคิดเห็นเราก็ได้เช่นกัน
คนประเภทนี้สามารถโต้เถียงได้ตั้งแต่เรื่องเล็ก เช่น ความชอบส่วนตัว ทางเลือกในชีวิตประจำวัน จนถึงเรื่องใหญ่ อย่างเรื่องงาน หรือประเด็นสังคม ต่อให้เราพูดว่า ‘โอเค ตามนั้น’ อีกฝ่ายก็อาจพูดขึ้นมาทำนองว่า ‘ไม่ใช่งั้นนะ ถ้าดูให้ละเอียดแล้ว…’ ทั้งที่บางเรื่องอาจไม่มีคำตอบผิดถูกชัดเจน แต่อีกฝ่ายก็ยังพยายามจะเป็นฝ่ายที่ถูกต้องให้ได้อยู่ดี
อย่างที่บอกว่าพฤติกรรมนี้อาจเจอได้ทั้งการโต้เถียงขึ้นเสียงจริงจัง ไปจนถึงการพูดคุยธรรมดาๆ ที่ไม่ทันรู้ตัว ดังนั้นเราต้องคอยหมั่นสังเกตจากพฤติกรรมที่มักพบเจอได้บ่อยๆ เดวิด คลาร์ก (David Clark) ทนายความจากรัฐมิชิแกน ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือกับคนโต้แย้ง ชี้ว่าเราสามารถดูได้จากวิธีที่พวกเขาใช้สื่อสาร เช่น นำเสนอข้อเท็จจริงแค่ประสบการณ์ของตัวเองเพื่อถกเถียงเท่านั้น ไม่ฟังที่อีกฝ่ายพูด ขัดจังหวะ เปลี่ยนหัวข้อ หรือวกกลับมาคุยเรื่องเดิมที่จบไปแล้ว
แล้วอะไรที่ทำให้บางคนต้องการพิสูจน์ว่าความคิดของตัวเองเหนือกว่าใครด้วยล่ะ? ทั้งที่พฤติกรรมนี้ล้วนทำลายบรรยากาศการสนทนา ทั้งยังไม่สามารถจุดประกายความคิดใหม่ๆ เฮลีย์ โอคาโมโตะ (Hailey Okamoto) ที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตที่มีใบอนุญาต ชี้ว่าบางคนอาจใช้วิธีการสื่อสารนี้ในสถานการณ์ที่รู้สึกไม่มั่นคงภายในใจ สาเหตุหนึ่งมามาจากประสบการณ์ไม่ดีวัยเด็ก พวกเขาอาจเคยเป็นคนถูกมองข้ามอยู่บ่อยๆ จึงทำให้ใช้วิธีการสื่อสารแบบโต้แย้งเป็นกลไกป้องกันตัวเองจากความเจ็บปวด เพื่อให้คนอื่นยอมรับความคิดเห็นของตัวเอง

นอกจากนี้ยังเป็นเพราะอคติทางความคิด เช่น อคติในการยืนยันความเชื่อเดิม ทำให้บางคนเลือกใช้ข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อของตนเองเท่านั้น พวกเขาจึงมักปฏิเสธหรือเพิกเฉยต่อความคิดเห็นของคนอื่น แล้วหันมาปกป้องความเชื่อเดิมของตัวเอง
ขณะเดียวกัน บุคลิกภาพบางแบบก็มีผลให้บางคนเลือกใช้วิธีสื่อสารแบบนี้ มีงานวิจัยเกี่ยวกับการสื่อสารเชิงโต้แย้งในปี 2006 โดยแอนดรูว์ แรนเซอร์ (Andrew S. Rancer) และ ธีโอดอร์ อัฟต์กิส (Theodore Alexander Avtgis) ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสาร ชี้ว่าลักษณะบุคลิกภาพ เช่น คนมีความมั่นใจสูง ที่มักแสดงความคิดเห็นของตนอย่างหนักแน่นและปกป้องความคิดของตัวเอง รวมถึงผู้ที่มีบุคลิกหลงตัวเอง ที่มองว่าความสัมพันธ์ต้องมีผู้แพ้ผู้ชนะ การใช้ความคิดแบบแบ่งขั้วนี้มีแนวโน้มให้พวกเขาละเลยต่อความเห็นของคนอื่นง่ายขึ้น
สุดท้ายการโต้แย้ง ที่ต้องมีฝ่ายแพ้ชนะ ก็นำไปสู่รอยร้าวในความสัมพันธ์ เพราะบทสนทนาที่มีไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นได้แสดงความรู้สึก มีแต่จะเพิ่มความตึงเครียดและความรู้สึกห่างเหิน ทำลายความสัมพันธ์คนรอบตัว เพราะคนอื่นอาจรู้สึกไม่ได้รับการเคารพ ไม่ได้รับการรับฟัง หรือถูกมองข้าม
จากการศึกษาจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ปี 2021 อธิบายว่าแม้ความขัดแย้งจะเป็นเรื่องปกติที่เราต้องเจอ และไม่ได้นำไปสู่การทะเลาะรุนแรงเสมอไป แต่ถึงอย่างนั้นการโต้เถียงบางสถานการณ์ก็สร้างความโกรธและไม่พอใจเช่นกัน โดยเฉพาะการโต้เถียงที่ดึงดันปกป้องเหตุผลของตัวเองฝ่ายเดียว บางครั้งอาจรุนแรงบานปลายกลายเป็นการดูถูกเหยียดหยาม เพราะเชื่อว่าความเห็นของตัวเองดีที่สุด

วิธีรับมือกับคนที่ต้องถูกเสมอ
หากใครกำลังเจอกับสถานการณ์นี้อยู่ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแนะนำว่าถ้าเลือกได้ การไม่สนทนาด้วย หรือเดินออกไปเลยอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุด และการพยายามทำความเข้าใจอาจเป็นเรื่องเหนื่อยเปล่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าเราจะไม่สามารถโต้กลับคนแบบนี้ได้เลย สิ่งที่เราทำได้ คือการพยายามดูพฤติกรรมคนเหล่านี้ให้ออก แล้วกลับมาควบคุมทิศทางการสนทนาของตัวเอง
ดักลาส นอลล์ (Douglas Noll) นักไกล่เกลี่ยมืออาชีพและทนายความจากรัฐแคลิฟอร์เนีย แนะนำว่าการเผชิญหน้ากับคนชอบโต้แย้ง มักทำให้เรารู้สึกหงุดหงิด จิตใจขุ่นมัว ให้เราพยายามตามอารมณ์ของตัวเองให้ทัน เรียกชื่ออารมณ์นั้นแล้วสะท้อนกลับไปที่อีกฝ่าย เช่น บอกว่า ‘ที่เธอพูดแบบนี้ฉันโกรธนะ’ เพื่อให้อีกฝ่ายรู้ตัว และลดท่าทีต่อต้านของอีกฝ่าย
นอกจากนี้พยายามอย่าไปโต้เถียงกลับด้วยอารมณ์ แต่ให้แค่รับรู้ข้อมูลของอีกฝ่ายก็พอ ขณะเดียวกันหากอีกฝ่ายยังดึงดันจะเอาชนะอยู่ไม่เลิก เราก็ไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเดียว อาจลองถามกลับไป เพื่อหาทางลงร่วมกัน เช่น ‘อะไรทำให้คิดแบบนั้น’ ‘แล้วมีเหตุผลอะไรที่เธอจะเชื่อบ้าง’ หรือเราอาจลองใช้คำพูดที่อีกฝ่ายใช้ เช่น คำศัพท์บางอย่าง หรือชื่อเรียกสิ่งของบางชนิด ก็อาจช่วยให้อีกฝ่ายคล้อยตามเราแบบไม่รู้ตัว
สุดท้าย หากว่าบทสนทนาที่กำลังถกเถียงอยู่เป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ว่าใครแพ้ชนะก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม หรือรู้ตอนจบอยู่แล้วว่ายังไงอีกฝ่ายก็ดึงดันจะเป็นคนถูกให้ได้แน่ๆ บางทีการเดินออกมา ไม่ต้องไปพูดคุยด้วยตั้งแต่แรกก็อาจช่วยรักษาสภาพจิตใจของเราไว้ได้ดีกว่า
เพราะโลกนี้ยังมีเรื่องสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการถกเถียงกับคนที่ไม่ว่ายังไงก็ต้องชนะให้ได้อีกเยอะ
อ้างอิงจาก