“เสาร์นี้เราว่าจะออกไปเที่ยวกับเพื่อนนะ”
“ขอไปด้วยคนสิ”
“เอ้า…ทำไมเธอไม่ไปกับเพื่อนเธอล่ะ”
“ก็เรามีเธอไง”
เป็นแบบนี้ทุกที เวลาเราจะออกไปเจอเพื่อนที่ไร แฟนตัวดีก็อยากติดสอยห้อยตามไปด้วยทุกครั้ง ฝั่งเพื่อนก็โอเคไม่ได้ว่าอะไร แต่เป็นฝั่งเราเองนี่แหละที่รู้สึกไม่สบายใจ พอจะไล่ให้เขาออกไปกับเพื่อนของตัวเองก็ไม่ได้ เพราะเขามีเราเป็นเพื่อนเพียงคนเดียว สุดท้ายก็เลยต้องยกโขยงไปด้วยกันทุกที่ทุกเวลา
ไม่ใช่แค่เรื่องตัวติดกันเท่านั้นนะ บางทีเวลาแฟนมีปัญหาจิปาถะ ก็มักหันหน้ามาปรึกษาเราตลอด รู้แหละว่าคนรักกันมันก็ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่บางปัญหาก็คิดว่าไปปรึกษาเพื่อนจะไม่ดีกว่าหรอ
พออีกฝ่ายมีเราเป็นทั้งแฟนและเพื่อนในคนเดียวกัน แง่หนึ่งมันก็ดีที่เขาให้ความสำคัญกับเรามากกว่าคนอื่น แต่ก็บางสถานการณ์กลับทำให้เราอึดอัดอยู่ไม่น้อย จนอยากไล่ให้แฟนไปมีเพื่อนที่หมายถึงเพื่อนจริงๆ ของตัวเองบ้างสักที

เมื่อเราเป็นแฟนและเป็นเพื่อน
ความรู้สึกอึดอัดน่าจะเริ่มชัดเจนขึ้นก็ตอนที่เรากับแฟนใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น เช่น ตอนย้ายมาอยู่ด้วยกัน หรือแต่งงานมีลูก เพราะก่อนหน้านี้เราก็คงไม่ได้เห็นสังคมของอีกฝ่ายมากมายเท่าไหร่นัก แต่พอต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ร่วมกัน ก็จึงเริ่มเห็นแล้วว่าอีกฝ่ายแทบไม่มีสังคมที่ไหนเลย
ส่วนใหญ่ปัญหาเรื่องเพื่อนมักเกิดขึ้นในฝ่ายชายมากกว่าด้วย ผลสำรวจจาก Survey Center on American Life ซึ่งเก็บข้อมูลเกี่ยวกับภาวะมิตรภาพถดถอยในหมู่ผู้ชาย (Male-Friendship Recession) จากกลุ่มสำรวจชาวสหรัฐอเมริกา พบว่าในปี 2021 ที่ผ่านมา ผู้ชายอเมริกันกว่า 15% ไม่มีเพื่อนสนิทเลย โดยเพิ่มขึ้นมาจากปี 1990 ประมาณ 3% ขณะที่ผู้ชายที่มีเพื่อนสนิทตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ลดลงจาก 33% เหลือ 13% ในช่วงเวลาเดียวกัน
เจฟฟรีย์ ฮอลล์ (Jeffrey Hall) ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาและการสื่อสารแห่งมหาวิทยาลัยแคนซัส อธิบายถึงสาเหตุที่เพื่อนสนิทของผู้ชายลดลง เพราะกว่าคนเราจะสร้างความสัมพันธ์แบบเพื่อนสนิทขึ้นมาได้ อาจต้องใช้เวลาถึง 200 ชั่วโมง และเมื่อผู้ชายมีบทบาทหน้าที่ใหม่เข้ามาตอนเติบโตขึ้น ก็ย่อมต้องหันมาให้ความสนใจกับบทบาทตรงหน้ามากกว่า ด้วยเหตุนนี้ความสัมพันธ์ที่เคยแน่นแฟ้นจึงค่อยๆ เลือนหายไป ยิ่งไปกว่านั้น การจะสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ท่ามกลางบทบาทหน้าที่ที่มากมายจึงเป็นเรื่องยากกว่าเดิมด้วย
มาถึงตรงนี้หลายคนก็อาจสงสัย ผู้หญิงเองก็มีบทบาทของพวกเธอด้วยเช่นกัน แต่ทำไมถึงมีแน้วโน้มจะรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนเอาไว้ได้ดีกว่า ข้อมูลจาก Gender Equity Policy Institute ซึ่งได้ศึกษาเกี่ยวกับช่องว่างทางเวลาที่แตกต่างกันระหว่าง 2 เพศ ระบุว่า ผู้หญิงวัยทำงานใช้เวลาดูแลลูกต่อสัปดาห์เท่ากับหรือมากกว่าผู้ชายวัยทำงานประมาณ 2 เท่า ซึ่งการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับบทบาทแม่และภรรยา ทำให้ผู้หญิงมีสังคมเพิ่มเติมจากบทบาทเหล่านี้ด้วย
ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้หญิงที่ยังเข้าสู่การเป็นแม่หรือภรรยา โดยอาจกำลังอยู่ในช่วงคบหาดูใจกัน ก็มีแนวโน้มที่จะมีเพื่อนมากกว่าฝ่ายชายอยู่ดี ผลสำรวจจาก Pew Research Center ชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงกว่า 54% มักหันไปขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับการสนับสนุนทางอารมณ์จากเพื่อน ส่วนผู้ชายมีเพียง 38% เท่านั้นที่ทำแบบเดียวกัน
จากผลสำรวจทั้ง 2 แห่ง ทำให้เราเห็นว่า ผู้หญิงมีโอกาสที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง รวมถึงสร้างสังคมใหม่ๆ ขึ้นมาได้ง่ายกว่าผู้ชาย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้หญิงมีแนวโน้มใช้ความสัมพันธ์เป็นพื้นที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนและสนับสนุนทางอารมณ์ระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยเรื่องชีวิตส่วนตัว การปรึกษาปัญหา หรือการให้กำลังใจกัน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ล้วนช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนดำเนินต่อไปได้ ขณะที่ผู้ชายอาจมีแนวโน้มพึ่งพาความสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าวน้อยกว่า
บ่อยครั้งเราจึงมักเห็นฝ่ายชายตัวติดกับเรา และมองเราเป็นเพื่อนไปพร้อมกับการพัฒนาความสัมพันธ์ ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ก็อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักด้วย เพราะเมื่อแฟนเราไม่มีสังคมให้มีปฏิสัมพันธ์ เราในฐานะคนรักก็อยากช่วยจัดการให้เขามีสังคมของตัวเอง จึงเกิดกลายเป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า ‘Mankeeping’ หรือก็คือการที่ผู้หญิงเข้ามารับภาระจัดการชีวิตทางสังคมให้กับผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็น การชวนสามีเข้าสังคม ผลักให้เขาออกไปเจอเพื่อน หรือกระทั่งช่วยสร้างหรือรักษาความสัมพันธ์กับคนอื่น

โดยพฤติกรรมแบบนี้ มองแค่ผลลัพธ์มันก็อาจเป็นเรื่องดี เพราะช่วยสร้างสังคมให้กับแฟนเราได้ แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง มันก็ดูเหมือนเป็นการเพิ่มภาระให้ฝ่ายหญิงโดยใช้เหตุ บางคนนอกจากจะต้องทำหน้าที่ภรรยา ทำหน้าที่แม่ ยังต้องทำหน้าที่ช่วยจัดการให้คู่รักของตัวเองได้มีเพื่อนฝูงอีก
แต่พอเราไม่ช่วย แล้วเลือกออกมาใช้ชีวิตและมีสังคมเป็นของตัวเอง ก็อาจรู้สึกผิดหรือรู้สึกไม่ดีที่ทิ้งแฟนไว้คนเดียว ทั้งที่เราก็รู้อยู่แก่ใจว่าอีกฝ่ายไม่มีเพื่อนเลยนอกจากเรา กลายเป็นความกังวลว่าอีกฝ่ายจะโอเคไหม อีกฝ่ายจะเหงาหรือเปล่า ซึ่งการมัวแต่พะวงก็อาจทำให้เราไม่ได้ใช้เวลาส่วนตัวอย่างเต็มที่ แทนที่ความสัมพันธ์รักจะช่วยเติมเต็มตัวเรา กลับกลายเป็นการทำร้ายความรู้สึกตัวเราแทนเสียอย่างนั้น
คงไม่เกินจริงเลยหากจะบอกว่า ปัญหาส่วนตัวอย่างการไม่มีเพื่อนสนิทเป็นตัวเป็นตนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สามารถส่งผลกระทบต่ออีกฝ่ายได้ จากปัญหาเล็กจ้อยจึงอาจกลายเป็นปัญหาความสัมพันธ์ได้ ยิ่งถ้าไม่รีบหาทางจัดการ ก็อาจกลายเป็นปัญหาระยะยาวที่แก้ได้ยาก
ทำอย่างไรดี หากแฟนไม่มีเพื่อนเลย
แม้ปัญหาเกี่ยวกับมิตรภาพจะกระทบต่อปัญหาความสัมพันธ์ ถึงอย่างนั้น ในฐานะคนรักเราก็ไม่ควรที่จะยื่นมือเข้ามาจัดการเรื่องนี้อย่างเต็มตัว เพราะก็ต้องยอมรับว่าสิ่งนี้ไม่ใช่หน้าที่ใครคนใดคนหนึ่งต้องมารับผิดชอบเท่าไหร่ ด้วยเหตุนี้ จูลี่ เมนานโน (Julie Menanno) นักบำบัดคู่รักและผู้เชี่ยวด้านความสัมพันธ์ จึงแนะนำให้เราควรปรับทัศนคติให้มองว่า เราไม่ควรรับหน้าที่เป็นคนสร้างชีวิตสังคมให้คนรักไปเสียทั้งหมด เพราะความสัมพันธ์ทางสังคมต้องเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการและลงมือสร้างเอง
แน่นอนว่า เมื่ออยู่ในความสัมพันธ์เราก็อาจมีความรู้สึกเกรงใจและเป็นห่วงความรู้สึกอีกฝ่าย ถึงอย่างนั้น หากเราไม่แสดงออกให้อีกฝ่ายเห็นอย่างจริงจังว่า ตัวเราก็มีสังคมของตัวเองเหมือนกัน เพื่อให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ปัญหาก็อาจจะยังอยู่และไม่ได้รับการแก้ไขต่อไป
และเมื่อมันเริ่มกลายเป็นปัญหาจริงจังจนกระทบความสัมพันธ์ การหันหน้ามาคุยกันจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมนานโนแนะนำให้ คู่รักพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา แล้วค่อยๆ แก้ไขไปทีละจุด เช่น แฟนบอกว่าเขาอยากไปทำกิจกรรมข้างนอกกับเรา ขณะที่เราอยากไปกับเพื่อนมากกว่า เราอาจต้องบอกไปตามตรงว่าเราต้องการเวลาส่วนตัวเหมือนกัน เพราะเวลาส่วนใหญ่เราก็ใช้ไปกับอีกฝ่ายพอสมควรแล้ว
แม้จะเป็นเรื่องดีที่อีกฝ่ายให้ความสนใจเราอยู่ตลอด แต่ถ้าสิ่งที่อีกฝ่ายทำดันสร้างความอึดอัดหรือความไม่สบายใจให้กับเรา การหาทางดึงความสัมพันธ์ให้กลับมาสู่ความพอดีระหว่าง 2 ฝ่าย จึงเป็นทางแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด เพื่อให้ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น
อ้างอิงจาก