“ชอบหนังเรื่องนี้จัง ทั้งงานภาพ นักแสดง และเนื้อเรื่องติ๊กถูกทุกอย่างเลย”
หลังจากโพสต์ชมหนังเรื่องโปรดไปได้ไม่นาน บรรดาชาวเน็ตจากทั่วทุกสารทิศก็แห่กันเข้ามาแสดงความคิดเห็นทำนองว่า “หนังเรื่องนี้ไม่เห็นดีอย่างที่ว่าเลย ดูแล้วก็เฉยๆ นะ” หรือ “หนังห่วยมาก ไม่รู้มีคนชอบไปได้อย่างไร” พออ่านจบก็ได้แต่คิดหนัก หนังเรื่องโปรดเรามันแย่ขนาดนั้นเชียวเหรอ?
เวลาเราอยากแสดงความชอบต่ออะไรสักอย่างบนโซเชียลมีเดีย อาจไม่ใช่แค่ความรู้สึกอยากบอกต่อให้คนอื่นรู้ แต่เพราะอยากเก็บไว้เป็นความทรงจำว่าเราเคยชอบหรือไม่ชอบอะไรบ้าง แล้วก็ยังอยากเห็นคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กันมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเราด้วย
เมื่อมีคนชอบ ก็ต้องมีคนไม่ชอบเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอต้องอ่านความคิดเห็นเชิงลบหรือคำวิจารณ์ที่มีต่อสิ่งเราชอบบ่อยๆ ก็เริ่มทำให้คิดสงสัย นี่รสนิยมของเรามันไม่ดีขนาดนั้นเชียวเหรอ บางทีก็ถึงขั้นทำให้ความชอบเราสั่นคลอน จากความชอบก็เริ่มกลายเป็นความไม่ชอบไปตามเสียงคนพวกนั้น

เราจะชอบและไม่ชอบอะไรได้แค่ไหนกัน?
หลายคนมักคิดว่าพื้นที่โซเชียลมีเดียนี้ก็เป็นของเราเอง จะโพสต์ถึงอะไร จะแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องราวใดๆ ก็ย่อมทำได้ ตราบใดที่เราไม่ได้ไปละเมิดคนอื่น ฉะนั้นเราก็ควรพูดถึงรสนิยมความชอบของตัวเองได้อย่างอิสระนี่นา
แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว แต่เมื่ออยู่บนโลกออนไลน์ พื้นที่นั้นก็อาจคลุมเครือระหว่างความเป็นส่วนตัวกับส่วนรวมมากกว่าที่เราคิด ตามฟังก์ชั่นการใช้งานของมันที่เปิดกว้างให้ทุกคนสามารถเข้าถึงกันและกันได้จากทั่วทุกมุมโลก ฉะนั้นทุกครั้งเวลาเราโพสต์ แสดงความคิดเห็น หรือกดแชร์ ล้วนเป็นการเปิดช่องให้คนอื่นสามารถเข้ามาตีความและตัดสินเราไปพร้อมกันด้วย
ถึงหลายคนจะบอกให้เราพยายามเป็นตัวของตัวเองในทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่โลกออนไลน์ แต่ความเป็นจริงแล้ว การแสดงความเป็นตัวเองบนพื้นที่นี้ ก็อาจมีสิ่งที่ต้องจ่ายซ่อนอยู่เบื้องหลัง งานศึกษาเรื่องความย้อนแย้งของความจริงแท้บนโลกออนไลน์จาก University of Michigan อธิบายว่า โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่ที่ตัวตนออนไลน์กับตัวตนในชีวิตจริงต้องปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะบนพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ เรามักถูกคาดหวังให้แสดงออกถึงรสนิยมและความชอบที่แท้จริง ในขณะเดียวกัน การนำเสนอรสนิยมเหล่านั้นออกไป ก็อาจมีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งเข้ามาตัดสินเราไปพร้อมกัน
เมื่อสายตาคนอื่นเริ่มมีอิทธิพลต่อรสนิยมความชอบ เราจะเริ่มชั่งน้ำหนักสิ่งที่ชอบโดยไม่รู้ตัว เพราะเมื่อความรู้สึกกลัวการถูกตัดสินจากคนอื่นเกิดขึ้นมา เราก็ย่อมไม่กล้าจะเปิดเผยความชอบเหล่านั้นออกไปเหมือนอย่างเคย และเลือกที่จะคัดกรองสิ่งที่โพสต์มากขึ้น เลือกสิ่งที่คิดว่าจะปลอดภัยจากสายตาคนอื่น จนความชอบบนโลกออนไลน์อาจไม่ใช่สิ่งที่เราชอบจริงทั้งหมด
ลองนึกถึงตอนที่เราเพิ่งอ่านหนังสือเล่มโปรดจบ ฟังเพลงที่ชอบเสร็จ หรือกระทั่งตอนดูหนังจบเรื่อง เราก็อยากแชร์ความรู้สึกที่แท้จริงต่อสิ่งเหล่านี้ออกไปแต่พอต้องมานั่งพะวงว่าถ้าเผยแพร่ออกไป คนอื่นจะคิดยังไง ยิ่งกับคนที่เคยมีประสบการณ์ถูกวิพากษ์วิจารณ์รสนิยมความชอบส่วนตัวด้วยแล้ว ก็ยิ่งกลัวที่จะพูดถึง จนสุดท้ายเราก็ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองบนโลกออนไลน์ได้ เพราะยังมีสายตาจากคนอื่นคอยจ้องตัดสินเราอยู่
ปัญหาจึงวกกลับมาที่เดิมว่าบนโลกออนไลน์ ความชอบและความสนใจยังเป็นของเราจริงๆ ไหม ขอบเขตของมันควรอยู่ที่ไหน และเราจะยังเป็นตัวของตัวเองได้จริงหรือเปล่า?
เมื่อความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นมานี้คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แทนที่เราจะหาวิธีการทำให้คนอื่นยอมรับความชอบของเรา ก็อาจเปลี่ยนเป็นหาวิธีที่จะคงรักษาความชอบเหล่านั้นให้อยู่กับเราต่อไปมากว่า

เราจะยืนหยัดในความชอบของตัวเองได้อย่างไร?
นาตาชา ฮัลลิเดย์ (Natasha Halliday) นักจิตบำบัด จาก Ryerson University แนะนำวิธีช่วยให้เราก้าวพ้นความกลัวจากการถูกตัดสินบนโลกออนไลน์เอาไว้ โดยหัวใจสำคัญของวิธีเหล่านี้ คือ การหันกลับมาปรับมุมมองและวิธีคิดของตัวเอง เพราะในหลายครั้ง สิ่งที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกและการตัดสินใจของเรา อาจไม่ใช่คำวิจารณ์จากคนอื่นเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการที่เรารับและตีความคำพูดเหล่านั้นมาคิดด้วย
แน่นอนว่า เราอาจรู้สึกอึดอัดหรือไม่พอใจที่มีคนมาวิพากษ์วิจารณ์รสนิยมของตัวเอง บ่อยครั้งเราก็กระโจนลงไปปกป้องด้วยการโต้เถียงกันไปมาไม่จบสิ้น นาตาชามองว่ามันไม่เพียงแต่จะทำให้เราเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์เท่านั้น แต่ยังทำให้ความรู้สึกเชิงลบเกิดขึ้นมาในหัวเรามากมายอีกด้วย ฉะนั้นเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเอง ด้วยการยอมรับว่าแต่ละบุคคลย่อมมีชุดประสบการณ์และความคิดแตกต่างกัน เราไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ใครมาชอบเหมือนกับเรา แม้เขาจะมีความคิดเห็นขัดแย้งกับเราแค่ไหนก็ตาม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะกลายเป็นความจริงของเราเสียเมื่อไหร่
เมื่อปรับวิธีคิดได้แล้ว สิ่งต่อมาที่ควรทำคือการสร้างขอบเขตให้กับพื้นที่ความรู้สึกของตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องเปิดรับทุกความเห็นที่ผ่านเข้ามา เลือกหยิบเฉพาะสิ่งที่มีคุณค่าต่อจิตใจเราก็เพียงพอแล้ว ในขณะเดียวกัน หากมีใครเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ จนทำให้เราต้องมานั่งตั้งคำถามต่อรสนิยมหรือรู้สึกแย่ต่อตัวเอง ก็สามารถบล็อกหรือลบความคิดเห็นเหล่านั้นออกจากพื้นที่ของเราได้เลย เพราะเรามีสิทธิที่จะไม่ปล่อยให้พวกเขาเข้ามาสร้างผลกระทบเชิงลบกับความรู้สึกของเรา
ตัวอย่างเช่น เวลาเราพูดถึงเรื่องความชอบต่อหนังเรื่องหนึ่งบนโลกออนไลน์ แล้วมีใครสักคนแสดงความคิดเห็นสวนทางกับเรา แต่ดันมาพร้อมเหตุผลที่น่าสนใจ ซึ่งอาจเป็นมุมมองที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน เราก็อาจเลือกที่จะให้คุณค่ากับมันได้ กลับกันหากอีกฝ่ายเพียงแค่ไม่ชอบ และใช้วิธีการแสดงความคิดเห็นด้วยท่าทีที่ไม่เหมาะสม เราก็ไม่จำเป็นต้องให้คุณค่ากับคนเหล่านี้บนโลกอินเทอร์เน็ต โดยอาจเลือกปล่อยผ่านหรือบล็อกพวกเขาไปเลยก็ได้เช่นกัน
ท้ายสุดแล้ว สิ่งสำคัญนอกเหนือจากการปรับมุมมองที่มีต่อโลกออนไลน์ ก็อาจต้องเชื่อมั่นและหนักแน่นในรสนิยมความชอบของตัวเองเอาไว้ ไม่ไหวเอนไปตามคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่น เพราะหากเราเชื่อว่าสิ่งที่เราชอบคือภาพสะท้อนของตัวตนเราจริงๆ แค่นั้นก็อาจเพียงพอสำหรับการเป็นเจ้าของความสุขของตัวเองแล้ว
อ้างอิงจาก