จะคู่จิ้นเกาเหลา คู่รักแยกทาง หรือแก๊งเพื่อนวงแตก ก็ไม่มีความสัมพันธ์ไหนเกี่ยวข้องกับเราทั้งนั้น แต่มันอินจนอดคิดแทนไม่ได้ กลายเป็นความห่วงหา อาลัย โกรธเกรี้ยว เสียใจ ในสิ่งที่ไกลตัวเราเหลือเกิน
อยู่ดีๆ คนธรรมดาก็อยากรับบทยอดนักสืบ ตามดูรูปภาพในโซเชียลมีเดีย ใครลบรูปใคร ใครลงรูปกับใคร วิเคราะห์ภาษากายตอนสัมภาษณ์ หาหลักฐานสารพัดอย่างมาประกอบข้อสันนิษฐานของตัวเอง ก่อนจะลงเอยที่เลือกข้าง และเอาความรู้สึกลงไปเล่นในเรื่องไม่ต่างกับเจ้าตัว
ไม่ใช่แค่กับดารา นักร้อง คนดัง อาจรวมไปถึงเพื่อนห่างๆ อดีตเพื่อนร่วมงาน คนที่รู้จักกันแค่ผ่านโซเชียล ทุกครั้งที่ได้ยินว่าเขาเลิกกัน แต่งงาน นอกใจ หรือกลับมาคืนดีกัน ก็อดไม่ได้จะรู้สึกไปตามด้วย ลงความเห็นอย่างออกรสออกชาติ “ถ้าเป็นฉันนะคงจะ..” ทำไมบางคนถึงอินกับเรื่องของคนอื่นได้มากขนาดนี้นะ
ความสัมพันธ์ฝ่ายเดียว
พอยกคำว่าความสัมพันธ์ขึ้นมา มันชวนให้นึกถึง 2 คน หรือ 2 สิ่ง เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน แต่ก็ใช่ว่าความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นฝ่ายเดียวจะเป็นไปไม่ได้
ลองนึกถึงดาราหรือไอดอลที่ชอบสักคน เราอาจรู้ว่าเขาชอบกินอะไร พื้นเพอยู่จังหวัดไหน มีคำพูดติดปากว่าอะไร วันที่เขาหัวเราะ วันที่เขาร้องไห้ แต่ถ้าถามว่าเขารู้จักเราไหม แน่นอนว่าไม่รู้ ไม่เคยรู้ และอาจจะไม่มีวันรู้เลยก็ได้
ในปี 1956 โดนัลด์ ฮอร์ตัน (Donald Horton) และ ริชาร์ด วอห์ล (Richard Wohl) นักสังคมวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Parasocial Relationship ความผูกพันทางอารมณ์ที่เราสร้างขึ้นกับบุคคลหนึ่งที่ไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว เป็นคำที่พวกเขาบัญญัติขึ้นมาใหม่ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ชมโทรทัศน์ในยุคนั้น เมื่อผู้คนเริ่มรู้สึกผูกพันกับพิธีกรและนักแสดงบนหน้าจอราวกับว่าพวกเขาเป็นคนรู้จักจริงๆ
รู้สึกห่วงเขาเวลาเขาป่วย ดีใจเวลาเขาประสบความสำเร็จ โกรธแทนเมื่อเขาโดนโจมตี และเสียใจตามไปด้วยเมื่อเขาเจอเวลายากลำบากในชีวิต ทำไมเราถึงรู้สึกตามได้ขนาดนั้นทั้งๆ ที่เรารู้จักเขาฝ่ายเดียว เขาไม่ได้รู้จักเราในชีวิตจริงเสียหน่อย

สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้นำทางชีวิตจนเรารู้สึกอินไปตามชีวิตอีกฝ่าย เป็นผลจากการที่สมองของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้แยกแยะระหว่างคนที่รู้จักจริงๆ กับ คนที่เห็นหน้าซ้ำๆ เวลาเราเห็นใครบางคนทุกวัน ได้ยินเสียงเขา เห็นการแสดงออกของเขา ได้รู้เรื่องราวชีวิตเขา สมองก็เริ่มประมวลผลว่าคนคนนี้อยู่ใกล้ชิดเราโดยอัตโนมัติ
ลองนึกดูว่าในตอนที่โดนัลด์และริชาร์ดนิยามคำนี้ขึ้นมา ตอนนั้นคนดังในทีวียังปรากฏตัวตามกำหนดการ มีระยะห่างที่ชัดเจน แต่ตอนนี้โซเชียลมีเดียทำลายระยะห่างนั้นไปหมดสิ้น เราสามารถเห็นมื้อเช้าของดารา เห็นว่าเขาใช้เวลาวันหยุดที่ไหน เห็นเพลงเศร้าที่เขาโพสต์ตอนตี 2 เห็นคอมเมนต์ที่เขาตอบแฟนๆ
แอนเดรีย ไลเนอร์ (Andrea Liner) นักจิตวิทยาอธิบายว่าสิ่งเหล่านี้สร้างความรู้สึกใกล้ชิดแบบเทียมขึ้นมา จนบดบังความจริงว่าเราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตจริงของเขาเลย โดยเฉพาะรูปแบบของการรับสารที่เปลี่ยนไป
เมื่อเราสะสมเรื่องราวเกี่ยวกับใครบางคนมากพอ แม้จะเป็นด้านที่เขาเลือกนำเสนอให้เราเห็นก็ตาม เราก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์ตัดสินชีวิตของเขา เราบอกว่า “แฟนคนนี้ไม่เหมาะกับเขาเลย” “แต่ก่อนเขามีความสุขมากกว่านี้นะ” ด้วยความมั่นใจที่เราติดตามใครคนนั้นมานาน มั่นใจว่าเรารู้เรื่องของเขาไม่แพ้ใคร Parasocial เลยพอจะอธิบายในส่วนของคนอินกับเรื่องราวชีวิตคนที่ชื่นชอบได้
แต่ถ้าเป็นเรื่องราวซุบซิบ ตามเผือกถึงดึกดื่น สวมวิญญาณนักสืบ ด้วยความใส่ใจเพราะอยากรอซ้ำเติม อยากได้เรื่องราวไปต่อยอดบทสนทนา อาจจะต้องขยับไปอธิบายอีกแบบหนึ่ง
ซุบซิบตามสัญชาตญาณ
นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก โดนกันตั้งแต่ดารา คนดัง เพื่อนร่วมงาน คนข้างบ้าน ไปจนคนที่เพิ่งเดินสวนกัน
การนินทา คือการพูดถึงบุคคลที่สามในเชิงประเมินค่า อันนี้ไม่ได้พูดให้มันดูดีขึ้นมาหน่อย แต่กำลังอธิบายว่าสิ่งนี้มันเป็นพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์ที่เราจะคอยประเมินคุณค่าสิ่งใดอยู่เสมอ แง่หนึ่งมันเป็นเหมือนการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางสังคมไปด้วย ใครเป็นเพื่อนกับใคร ใครอยู่ฝ่ายเดียวกับใคร เกาเหลากับใคร สิ่งนี้ฝังอยู่ในสัญชาตญาณของเรามานานแล้ว

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่มนุษย์นินทากันนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราเป็นคนชอบยุ่งเรื่องคนอื่น แต่การซุบซิบมันเคยมีประโยชน์ต่อการอยู่รอดจริงๆ
ในจิตวิทยาวิวัฒนาการ (evolutionary psychology) การนินทาถูกมองว่าเป็นเครื่องมือควบคุมทางสังคมแบบไม่เป็นทางการ มีประโยชน์ในการเก็บข้อมูลที่มีคุณค่าต่อการอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการควบคุมทรัพยากร พันธมิตรและความขัดแย้ง หรือการมองหาคู่ครองที่มีศักยภาพ
ลองนึกภาพมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ในเวลานั้น การรู้ว่า ใครเป็นคนน่าเชื่อถือ ใครทรยศ ใครกำลังมีปัญหากับใคร ไม่ใช่แค่เรื่องเต้าข่าวเล่าเอาสนุก แต่มันคือข้อมูลที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าจะไว้ใจใคร จะร่วมมือกับใคร และจะหลีกเลี่ยงใคร เหมือนระบบรีวิวออนไลน์ยุคโบราณ แทนที่จะกดดาวให้กัน ก็ใช้วิธีกระซิบบอกคนอื่นแทน จึงช่วยให้ผู้รับสารสามารถเชื่อมต่อกับคนที่ร่วมมือได้ดี หลีกเลี่ยงคนเห็นแก่ตัว ความสามารถในการ รู้จักคนอื่นผ่านการบอกเล่าของคนกลางนั้น จึงเป็นทักษะที่มีคุณค่าในแง่วิวัฒนาการ
ถึงอย่างนั้น เราไม่ได้นินทาด้วยเหตุผลเดียวกันทุกครั้ง แรงจูงใจในการนินทามีหลายแบบ ได้แก่ การสร้างสัมพันธ์กับกลุ่ม การบันเทิงตัวเอง การแลกเปลี่ยนข้อมูล การระบายอารมณ์ และการรักษาระเบียบสังคม
บางครั้งเราพูดถึงคนอื่นเพราะอยากระบายความรู้สึก บางครั้งเพราะมันสนุก บางครั้งเพราะอยากให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และบางครั้งมันทำให้เรารู้สึกดีที่ได้รู้ว่าคนที่เหนือกว่าก็ยังมีปัญหาในชีวิตไม่ต่างกับเรา “สวยขนาดนี้ยังโดนนอกใจเลย” “เรียนจบมาสูงเสียเปล่าทำไมเลือกทำงานนี้” “คนรวยเขาก็มีเรื่องทุกข์เหมือนกันเนอะ”
ตกลงว่าเวลาที่เราออกความเห็นเรื่องคนอื่น ลึกๆ แล้วเราพูดถึงเขาหรือเราพูดถึงตัวเองกันแน่ คำตอบอาจจะเป็นทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน
ไม้บรรทัดที่ชื่อว่าคนดัง
ในปี 1954 ลีออน เฟสทิงเกอร์ (Leon Festinger) นักจิตวิทยาเสนอทฤษฎีที่ชื่อว่า Social Comparison แนวคิดที่ว่ามนุษย์มีความต้องการพื้นฐานในการประเมินคุณค่าและความสามารถของตัวเอง และเมื่อไม่มีเกณฑ์ที่เป็นกลางให้ใช้วัด เราก็จะหันมาใช้คนอื่นเป็นไม้บรรทัดแทน
ว่ากันง่ายๆ คือเราจะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นยังไงจนกว่าจะได้เทียบกับคนอื่น
Social Comparison แบ่งออกเป็น 2 ทิศทางหลัก แบบแรกคือ Upward Comparison การเปรียบตัวเองกับคนที่เราคิดว่าดีกว่าในบางแง่มุม เวลาที่เราเห็นคู่รักดาราที่ดูสมบูรณ์แบบ รูปหล่อสวย มีชีวิตที่สดใส ออกไปทานข้าวร้านดีๆ ด้วยกันทุกสัปดาห์ เราอาจรู้สึกอยากมีชีวิตรักแบบนั้น รู้สึกได้รับแรงบันดาลใจ หรือในบางครั้งก็ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่มีอยู่มันยังไม่พอ
แบบต่อมาคือ Downward Comparison การเปรียบตัวเองกับคนที่เราคิดว่าด้อยกว่าหรืออยู่ในสถานการณ์ที่แย่กว่า ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง เวลาที่คู่รักประกาศเลิกกัน เศรษฐียอมรับว่าโดนโกง คนฉลาดหลักแหลมโดนหลอก แม้จะเป็นข่าวร้ายแต่ในใจหลายคนก็แอบรู้สึกดีแบบแปลกๆ ยิ่งเอามาเทียบกับตัวเองแล้ว ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตคนดังก็ไม่ได้ดีไปกว่าเราเท่าไหร่นัก

ถ้ามนุษย์วัดตัวเองผ่านคนอื่นโดยธรรมชาติ คนดังก็คือคนอื่นที่ถูกออกแบบมาให้วัดได้ง่ายที่สุด เพราะชีวิตของพวกเขาถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบที่เห็นได้ชัด ครบถ้วน และต่อเนื่อง เราเห็นความสำเร็จของพวกเขา ความสัมพันธ์ ความสุข ความทุกข์
ดารา คนดัง บุคคลสาธารณะจึงทำหน้าที่เป็นบุคคลต้นแบบ ความสัมพันธ์ของพวกเขากลายเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่สาธารณชนใช้ตีกรอบชีวิตตัวเอง ฉันควรใช้ชีวิตให้ได้แบบเขานะ ควรลงทุน ควรอดออมให้ได้แบบเขา ควรรักมั่นคง ให้เกียรติแฟนได้แบบเขา ในทางกลับกันดราม่าของดาราก็ทำหน้าที่เป็นบทเรียน ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองก็แอบมีความมั่นคง มีข้อดี มีความสุขมากกว่าเขาในบางด้านตาม Social Comparison
สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เวลาที่เราออกความเห็นเรื่องของคนอื่น เราเองก็กำลังประมวลผลบางอย่างในชีวิตของตัวเองด้วยเหมือนกัน
ลองนึกถึงเวลาที่ดาราคู่หนึ่งโฆษณาตัวเองว่ารักเดียวใจเดียว แต่สุดท้ายกลับเป็นฝ่ายนอกใจ ปฏิกิริยาของคนดูไม่ได้เป็นแบบเดียวกันทั้งหมด บางคนโกรธฝ่ายนอกใจมาก เพราะมันกระตุ้นความไม่มั่นคงที่รู้สึกอยู่แล้วในความสัมพันธ์ของตัวเอง เรื่องราวของคนอื่นมักจะพาเราไปสัมผัสกับเรื่องราวของเราเองโดยไม่รู้ตัว เหมือนเราออกความเห็นเรื่องเขา แต่เราพูดถึงตัวเองแค่ในนามของคนอื่นเท่านั้นเอง
ดังนั้น เวลาที่เราอินกับความสัมพันธ์คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นดาราที่ไม่รู้ว่าเรามีตัวตน เพื่อนที่ห่างกันหลายปี หรือคนรู้จักที่เจอกันแค่ในโซเชียลมีเดีย มันไม่ได้เกิดจากความอยากยุ่งเรื่องชาวบ้านเพียงอย่างเดียว
มันเกิดจากสัญชาตญาณมนุษย์ที่ทำงานพร้อมกันหลายชั้น ความผูกพันที่สมองสร้างขึ้นกับคนที่เราเห็นซ้ำๆ จนรู้สึกว่ารู้จักคุ้นเคยกันดี สัญชาตญาณที่วิวัฒนาการฝากไว้ให้เราใช้การพูดถึงคนอื่นเป็นเครื่องมือสำรวจโลกสังคม และความต้องการที่จะวัดตัวเองผ่านชีวิตคนรอบข้าง เพื่อรู้ว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหน เรื่องราวของคนอื่นมันจึงแสนสำคัญกับชีวิตเราขนาดนี้ไงล่ะ
งั้นคราวหน้าก็ลองเกริ่นก่อนว่า นี่ฉันไม่ได้กำลังนินทานะ แค่กำลังส่งต่อข้อมูลตามสัญชาตญาณ ก็เป็น Disclaimer ที่แปลกใหม่ดี
อ้างอิงจาก