หน้าที่หนึ่งของผู้ใหญ่ คือการทำให้เด็กมั่นใจว่า ในวันที่โลกสั่นไหว ยังมีผู้ใหญ่ที่กำลังพยายามทำให้พวกเขาปลอดภัย
เราอาจรับประกันไม่ได้ว่าเหตุร้ายจะไม่เกิดขึ้นอีก แต่เราสามารถเตรียมเด็กให้รู้จักคุณค่าของตัวเอง มีพื้นที่ปลอดภัยให้กลับมา และมีความเข้มแข็งพอที่จะไม่ถูกผลักให้หล่นลงไปในความมืดเพียงลำพัง
อย่าลืมว่า ‘ผู้ใหญ่’ ในสังคมไม่ได้มีแค่พ่อแม่หรือครู การเลี้ยงดูเด็กหนึ่งคนต้องอาศัยคนทั้งสังคม หากพ่อแม่ยังต้องดิ้นรนหาเลี้ยงครอบครัว หากครูยังแบกรับภาระงานที่หนักเกินไป เด็กก็ยากที่จะเติบโตได้อย่างมีจิตใจที่แข็งแรง
The MATTER พูดคุยกับ อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวก ถึงแนวทางดูแลเด็กหลังเกิดเหตุรุนแรง ตั้งแต่สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ ห้องเรียนควรเปลี่ยนอย่างไร ไปจนถึงสิ่งที่รัฐต้องช่วยหนุนเสริม เพื่อให้ผู้ใหญ่มีแรงใจในการสร้างสรรค์เด็กให้เติบโตต่อไป

พ่อแม่ควรทำอย่างไร
อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวกและผู้ร่วมก่อตั้ง Life Education (Thailand) อธิบายว่า การรีบอธิบายเหตุการณ์ให้ลูกเข้าใจทั้งหมดอาจทำให้ลูกต้องแบกรับเนื้อหาที่ซับซ้อนเกินไป โดยเฉพาะในวัยเด็กเล็ก สิ่งสำคัญของพ่อแม่คือการทำความเข้าใจก่อนว่า ลูกเขาเราอยู่ในช่วงวัยไหน และเขารู้เรื่องอะไรมาบ้างแล้ว เพื่อที่พ่อแม่จะได้ตระเตรียมได้เท่าทัน
- สำหรับเด็กเล็ก พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องนำข้อมูลที่เด็กยังย่อยไม่ได้ไปใส่ในหัวของเขา หากเด็กยังไม่ได้ถามหรือรับรู้เรื่องราวมาโดยตรง สิ่งสำคัญกว่าคือการรักษากิจวัตรประจำวันให้ใกล้เคียงกับปกติที่สุด เช่น ไปโรงเรียนเวลาเดิม กลับบ้านเวลาเดิม และยืนยันให้เด็กรู้ว่าพ่อแม่กับครูกำลังช่วยกันดูแลความปลอดภัย หากเด็กถาม พ่อแม่ก็ไม่ควรสัญญาในสิ่งที่รับประกันไม่ได้ เช่น บอกว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก แต่สามารถบอกได้ว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นไม่บ่อย และผู้ใหญ่กำลังหาวิธีป้องกันและช่วยเหลือเด็กให้ปลอดภัยมากขึ้น
- สำหรับวัยประถม การหลีกเลี่ยงบทสนทนาเรื่องความรุนแรงทำได้ยากขึ้น เพราะเด็กอาจได้รับข้อมูลมาจากเพื่อน โรงเรียน หรือโลกออนไลน์อยู่แล้ว สิ่งที่พ่อแม่ควรทำจึงไม่ใช่การรีบเล่าให้หมด แต่ให้เริ่มด้วยคำถามง่ายๆ ว่า “แล้วลูกไปรู้อะไรมาบ้าง?” คำถามนี้ช่วยให้พ่อแม่รู้ก่อนว่าเด็กมีข้อมูลอยู่แค่ไหน และช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ใหญ่เผลอเติมรายละเอียดที่เด็กยังไม่เคยรู้ ซึ่งอาจทำให้เด็กเกิดความกลัวและไปค้นข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเองจนเจอเนื้อหาที่รุนแรงกว่าเดิม
เมื่อรู้ว่าเด็กเข้าใจอะไรแล้ว พ่อแม่จึงค่อยให้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น พร้อมบอกสิ่งที่เด็กสามารถทำได้หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น รู้จักวิธีเอาตัวรอด รู้ว่ามีผู้ใหญ่หรือระบบใดคอยช่วยเหลือพวกเขาได้อีกบ้าง สิ่งนี้จะเห็นภาพมากขึ้นเมื่อเราพูดคุยกับลูกบ่อยๆ เราจะเห็นว่า ลูกมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ไหม ผู้ใหญ่ที่แวดล้อมเช่น ครู อาจารย์ มีใครบ้างที่เขาควรเข้าขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ เป็นต้น
- ส่วนวัยรุ่น การสนทนาอาจลงลึกกว่านั้น เพราะวัยนี้มักมีคำถามเกี่ยวกับแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุ ความขัดแย้ง การบูลลี่ หรือเหตุผลเบื้องหลังเหตุการณ์ พ่อแม่ไม่ควรรีบปิดบทสนทนาเพียงเพราะเป็นเรื่องยาก หากไม่ตอบ เด็กก็อาจไปหาคำตอบจากที่อื่นแทน จะดีมาก หากพ่อแม่ชวนลูกเปลี่ยนจุดโฟกัสจากการพยายามขุดหาว่าใครเป็นคนผิด หรือเขาทำผิดไปทำไม มาเป็นบทสนทนาที่ชวนลูกจินตนาการถึงทางออก แทนที่จะคิดว่า “ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น” อาจต่อยอดเป็น “ถ้าเรื่องนี้เกิดจากการบูลลี่ เราจะทำอย่างไรไม่ให้การบูลลี่เกิดขึ้นในห้องเรียนของลูก?” หรือ “ในห้องเรียนของลูกมีใครที่กำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือเปล่า?” เพราะในความเป็นจริง เหตุรุนแรงจำนวนมากไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นหลายปัจจัยที่มาบรรจบกันในเวลาเดียวกัน การมีสายสัมพันธ์ที่แข็งแรงและความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า จึงอาจเป็นแรงยึดเหนี่ยวสำคัญของเด็กในวันที่ชีวิตสั่นคลอนหรือได้รับความรุนแรง
“ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากครอบครัวไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กพูด”
บทสนทนาเรื่องยากมักเริ่มจากเรื่องง่ายๆ พ่อแม่อาจเริ่มจาก small talk ในชีวิตประจำวัน ถามว่าลูกชอบกินอะไร วันนี้ที่โรงเรียนเป็นอย่างไร หรือมีเรื่องอะไรที่ทำให้รู้สึกดีบ้าง เรื่องเหล่านี้ดูเล็กน้อย แต่เป็นการสร้างความคุ้นเคยและความไว้ใจให้กับเขาได้ เมื่อถึงวันที่เด็กมีเรื่องใหญ่ในใจ เขาจะรู้ว่ายังมีบ้านที่มีคนรับฟัง และไม่ตัดสินเขาโดยทันที
เวลาคุณภาพ อาจจะเป็นมื้ออาหารหรือช่วงเวลาพิเศษที่พ่อแม่กับลูกได้คุยกันโดยไม่มีมือถือมาขัดจังหวะ เพราะโจทย์ไม่ใช่การสร้างภูมิคุ้มกันต่อข่าวร้ายให้เด็ก แต่จะทำอย่างไรให้เด็กรู้สึกว่าเขามีคุณค่าพอ และมีคนที่พร้อมจะอยู่ข้างเขาในวันที่รู้สึกสั่นไหว
ครูและสถาบันการศึกษาควรทำอย่างไร
พอมีเหตุกราดยิงเกิดขึ้นในโรงเรียน มาตรการที่ตามมามักเป็นเรื่องของการตรวจค้นกระเป๋าหรือการควบคุมพฤติกรรมในโรงเรียน ซึ่งมันอาจสร้างความอุ่นใจในระยะสั้น แต่มันอาจไม่เพียงพอสำหรับการป้องกันเหตุในระยะยาว โดยเฉพาะเรื่องของการสร้างความมั่นคงในจิตใจ ต้องอาศัยเวลามากๆ
แม้เราจะจัดการกับพฤติกรรมของเด็กๆ ได้แล้ว นั่นไม่ได้หมายความว่าเราได้จัดการกับ ‘วิธีคิด’ ของพวกเขา กล่าวคือ พฤติกรรมเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาที่เกิดขึ้น หากวิธีคิดในการแก้ไขปัญหา การจัดการความรุนแรงยังเหมือนเดิม ปัญหาอาจยังไม่คลี่คลาย และมีแนวโน้มว่ามันจะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต
อย่าลืมว่า มีภัยอีกหลายรูปแบบที่อาจสร้างบาดแผลให้เด็กได้ โรงเรียนจึงควรสอนให้เด็กมีทักษะในการรับมือกับภัยพิบัติทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นภัยจากธรรมชาติ เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม หรือภัยที่เกิดจากมนุษย์อย่างเหตุกราดยิง โดยเด็กควรได้เรียนรู้วิธีดูแลตัวเองตามวัย ตั้งแต่การเอาตัวรอดเบื้องต้น ไปจนถึงการรู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร
ทั้งนี้ การสอนให้เด็กรู้ว่า ‘ถ้าเกิดเหตุจะต้องทำอะไร’ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการป้องกันเท่านั้น อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสร้าง ‘วิชาชีวิต’ ที่ทำให้เด็กเรียนรู้วิธีคิดและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ในที่นี้ อรุณฉัตร ยกตัวอย่างกรณีการเรียนการสอนของ ป้ามล–ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ซึ่งเป็นพื้นที่เรียนรู้ของเด็กที่เคยก่อเหตุอาชญากรรมมาก่อน
ที่นี่ให้น้ำหนักกับ ‘วิชาชีวิต’ คิดเป็นหน่วยกิต 50% ของวิชาเรียนทั้งหมด มากกว่าวิชาชีพด้วยซ้ำ เพราะที่นี่เชื่อว่า เด็กเขาไม่ได้ขาดความรู้ทางอาชีพ แต่เขาขาด ‘วิธีคิด’ ในการใช้ชีวิตและอยู่ร่วมในสังคม เขายกตัวอย่างกิจกรรมหนึ่งของศูนย์ฝึกแห่งนี้ นั่นคือ กิจกรรม ‘ห่วงโซ่ความเสียหาย’ คือการชวนให้เด็กมองว่าก่อนที่ใครคนหนึ่งจะก่อเหตุ เขาไปเจออะไรบ้าง เขาใช้ชีวิตอยู่อย่างไร และเขารับมือกับความเสียหายนั้นอย่างไรจนถึงวันนี้
“ยกตัวอย่างเด็กบ้านกาญจนาคนหนึ่ง เขาบอกว่าเขาเป็นเด็กหลังห้อง เกเร ไม่ตั้งใจเรียน แต่เขาก็ยังอยากมาโรงเรียนและอยู่กับเพื่อน วันหนึ่งเขาไปซิ่งมอเตอร์ไซค์แล้วล้มแขนหัก เขาพยายามทำการบ้านส่งครูด้วยแขนที่หัก แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมาคือคำพูดจากครูที่ตอบกลับมาว่า ‘นี่ลายมือ หรือลายตีน’ เขาบอกว่าวันนั้นเป็นวันที่เขาตัดสินใจได้เลยว่าไม่อยากอยู่โรงเรียนและสังคมนี้อีกต่อไป และนั่นคือวันสุดท้ายที่เขาเข้าโรงเรียน อีกไม่กี่เดือนถัดมาเขาก็ไปก่ออาชญากรรม” อรุณฉัตร ระบุ
ทำความรู้จักกับความหมายของ ‘วิชาชีวิต’ มากขึ้นได้ ที่นี่
อรุณฉัตรมองว่า ที่ผ่านมา สถานศึกษา อาจจะพลาดเรื่องการสื่อสารกันในพื้นที่ของโรงเรียน บางครั้งเหตุการณ์ไม่ได้เริ่มต้นจากเรื่องใหญ่โต แต่อาจเริ่มจากคำพูดของครู คำล้อเลียนของเพื่อน หรือการที่เด็กคนหนึ่งรู้สึกว่าไม่มีใครต้องการเขา ดังนั้น สถานศึกษาต้องทำให้เด็กทุกคนรู้สึกว่าตนเองมีตัวตน ไม่ใช่แค่ว่าเรียนเก่งตามเกณฑ์หรือไม่ แต่เห็นถึงความถนัด ความสนใจของเด็กแต่ละคน
การเยี่ยมบ้านหรือการประชุมผู้ปกครอง สามารถนำมาออกแบบใหม่ เช่น การประชุมผู้ปกครองอาจเปลี่ยนจากการนั่งฟังครูประกาศข้อมูลจำนวนมาก เปลี่ยนเป็นวงสนทนาที่เปิดโอกาสให้พ่อแม่ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเลี้ยงดูลูก ส่วนการเยี่ยมบ้านก็อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อเช็กฐานะหรือความยากจนของครอบครัว แต่เป็นโอกาสให้ครูสร้างความสัมพันธ์และเข้าใจชีวิตของเด็กมากขึ้น เป็นต้น
สามารถค้นหาเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวและห้องเรียนได้ ที่นี่
รัฐจะช่วยพ่อแม่และครูเลี้ยงดูลูกหลานอย่างไร
เราทราบดีว่าสถาบันครอบครัวเป็นรากฐานของสังคม และมีส่วนสำคัญมากต่อการผลิตพลเมือง แต่พ่อแม่ไม่สามารถรับผิดชอบทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง เพราะเด็กคนหนึ่งใช้ชีวิตอยู่ทั้งในบ้าน โรงเรียน และโลกดิจิทัล ดังนั้น สังคมและรัฐต้องเข้ามาช่วยพ่อแม่และครูเลี้ยงดูบุตรหลานด้วยเช่นกัน หรือที่เขามักพูดกันว่า เลี้ยงเด็กหนึ่งคน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน และในวันที่มองเห็นโลกกว้างมากขึ้นผ่านจอมือถือ เราคงต้องใช้คนทั้งประเทศช่วยกันเลี้ยงดู
อรุณฉัตรมองว่า คนที่จะช่วยพ่อแม่ได้มากคือ ครู แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าครูต้องรับงานเพิ่ม แต่รัฐควรช่วยปรับระบบการทำงาน ให้สิ่งที่ครูทำอยู่แล้วสามารถสร้างความสัมพันธ์กับครอบครัวได้มากขึ้น เช่น การบ้านบางอย่างอาจเปลี่ยนจากงานที่เด็กต้องทำคนเดียว เป็นโจทย์ที่ชวนให้กลับไปพูดคุยเรื่องดีๆ กับพ่อแม่แล้วนำกลับมาแลกเปลี่ยนในห้องเรียน
แนวคิดสำคัญคือการทำให้ครูกลายเป็นผู้ทำงานเชื่อมระหว่างโรงเรียนกับครอบครัว หลายประเทศที่มีระบบการศึกษาก้าวหน้าให้ความสำคัญกับบทบาทนี้ เพราะการทำงานกับครอบครัวช่วยให้ครูเข้าใจเด็กมากขึ้น และทำให้เด็กเรียนรู้และเติบโตได้ดีขึ้นด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การช่วยแค่ป้องกันเหตุรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้
แต่หากรัฐต้องการให้ครูทำหน้าที่นี้จริง เขาย้ำว่าต้องไม่ใช่การโยนงานใหม่ซ้ำเติม กระทรวงศึกษาธิการควรลดภาระงานอื่นของครู แล้วนับงานด้านการสร้างสัมพันธภาพกับครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของงานครูอย่างจริงจัง รวมถึงปรับเครื่องมือและเช็กลิสต์การเยี่ยมบ้านที่มีอยู่ ให้ไม่ได้มองครอบครัวผ่านตัวเลขความยากจนเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน การผลิตครูก็ต้องเตรียมให้ครูรู้จักทำงานกับครอบครัวหลายรูปแบบมากขึ้น เพราะรูปแบบสังคมยุคใหม่มีความหลากหลายและซับซ้อน มหาวิทยาลัยที่ผลิตครูจำนวนมากมีเครื่องมือและองค์ความรู้ด้านการทำงานกับครอบครัวอยู่แล้ว สิ่งที่รัฐสามารถทำได้คือเชื่อมองค์ความรู้เหล่านี้เข้าด้วยกัน และสร้างระบบสนับสนุนให้ครูนำไปใช้ได้จริง
ท้ายที่สุด การป้องกันความรุนแรงอาจเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า เด็กคนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าหรือไม่ เขามีใครให้คุยด้วยหรือเปล่า และเมื่อเกิดปัญหา เขารู้หรือไม่ว่าจะหันไปหาใคร เพราะฉะนั้น หลังเหตุการณ์รุนแรง สิ่งที่สังคมต้องทำอาจไม่ใช่เพียงการตามหาว่าใครผิด หรือเราจะควบคุมเด็กอย่างไร แต่คือการช่วยกันคิดว่าสังคมที่จะทำให้เด็กเติบโตมาอย่างปลอดภัยควรเป็นเช่นไร