เมื่อบรรยากาศเป็นใจ ความเร่าร้อนเริ่มไหลเวียนในตัว สัมผัสผิวเผินเพียงนิดก็สะกิดจนเกิดประกายไฟได้ หากเป็นในภาพยนตร์หรือละครสักเรื่อง เมื่อสะกิดปุ๊บก็ติดปั๊บ คู่พระนางเอนตัวลงบนฟูก ผ้าม่านปลิวไสว แสงไฟค่อยๆ หรี่ลง
ในความเป็นจริง ความปรารถนาอาจไม่ได้จุดติดง่ายขนาดนั้น บางครั้งกลับพลุ่งพล่านแค่ในฝ่ายใดฝั่งเดียว ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้ร้างห่างเหเสน่หา แต่กว่าจะจุดรักให้ร้อนได้ค่อนข้างใช้เวลาหรือมีวิธีจุดติดที่ต่างกัน เลยเกิดปัญหาคนหนึ่งจุดติดแล้ว อีกคนกลับยังเฉยๆ ฝ่ายหนึ่งดูเหมือนต้องการตลอดเวลา อีกฝ่ายหนึ่งดูเหมือนเบื่อหน่ายไร้การตอบสนอง กลายเป็นเรื่องความต้องการที่สวนทางกัน
สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคู่รักที่อยู่กันมานาน คู่ใหม่ปลามัน คู่ชู้ชื่น ก็เจอได้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องปริมาณของความปรารถนา ที่ต้องคอยชั่งน้ำหนักว่าใครมากหรือน้อยกว่ากัน แต่เบื้องหลังความต่างนี้ มันคือการตอบสนองต่อการกระตุ้นทางเพศที่ต่างกัน

ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด ไม่มีใครเป็นปัญหาในแง่ความสัมพันธ์ (แม้ผลของมันจะดูเป็นแบบนั้น) แต่เป็นเรื่องของธรรมชาติในร่างกายเราเองนี่แหละ มาทำความเข้าใจไปพร้อมกัน ว่าการจุดประกายความเสวของคนเรามีได้หลายแบบ หากจะแบ่งอย่างง่ายและชัดเจนที่สุด ก็คือ Spontaneous Desire กับ Responsive Desire ตามทฤษฎีของ โรสแมรี แบสสัน (Rosemary Basson) ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์
มาเริ่มกันที่ Spontaneous Desire ความปรารถนาโดยธรรมชาติ เป็นประเภทที่จุดปุ๊บติดปั๊บ เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เผลอสัมผัสอย่างไม่ตั้งใจ สายตาสอดประสาน ก็เหมือนประกายไฟเล็กๆ ไม่มีที่มาที่ไป เริ่มลุกลามเป็นไฟรักได้ทันที หรือเป็นเพียงความคิดซุกซนในหัว ก่อตัวเป็นความวาบหวามในท้องน้อย ยามได้ใกล้ชิด ในช่วงเวลาธรรมดา นั่งเล่นดูทีวี เอนหลังพักผ่อน แม้จะไม่ได้มีท่าทีเย้ายวน คนที่มีความปรารถนาโดยธรรมชาติ ก็สามารถจุดประกายเสวขึ้นมาได้
เรามักเห็น Spontaneous Desire ในนิยาย ภาพยนตร์ ละคร หรือสื่ออื่นๆ จนเคยชินว่าแบบนี้แหละ คือเรื่องปกติ คนเราสะกิดปุ๊บต้องติดปั๊บ สบตา จับมือ ก็พร้อมเอนกายประกอบกิจกรรมทันที กลายเป็นว่าคนที่สะกิดยากสะกิดเย็น เป็นคนด้านชา ยากนักกว่าจะเร้าจนเริ่มร้อนได้ ในความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้นเลย Spontaneous Desire ความปรารถนาโดยธรรมชาติมีอยู่จริง เป็นการตอบสนองแบบหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ไม่ใช่ทุกคน ที่จะต้องเป็นแบบนี้เสียหมด

เรายังมี Responsive Desire ความปรารถนาแบบตอบสนอง คนประเภทนี้ต้องรอการตอบสนองตามชื่อ ความเสวซ่านจะไม่ได้เกิดขึ้นแบบปุบปับ ต้องได้ลองสำรวจความสุขหลังจากชิดใกล้ มีบางอย่างเข้ามากระตุ้น ได้เล้าโลม คลอเคลีย อุ่นเครื่องกันหน่อยอารมณ์ถึงจะเริ่มร้อนแรงขึ้นมาได้บ้าง เราเลยได้เห็นคนที่ชอบนัดแนะวันเวลา จัดแจงสถานที่ สร้างบรรยากาศให้เป็นใจ ถึงจะเริ่มเกมรักได้ (อย่างร้อนแรงเสียด้วย) ในอีกแง่หนึ่ง ต่อให้ชิดใกล้จนได้ที่ แต่ถ้าบรรยากาศไม่ดี ร่างกายเหนื่อยเกินไปต่อไหว ก็ไม่อาจจุดติดอารมณ์ได้เหมือนกัน อาจฟังดูยากเย็นเสียหน่อย แต่นี่ก็นับว่าเป็นการตอบสนองรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน
ในขณะที่ Spontaneous Desire เกิดจากการคาดหวังว่าถ้าลงมือทำแล้ว ได้เสวแน่ แต่ Responsive Desire เกิดอารมณ์จากการตอบสนองต่อความเสวเท่านั้น รูปแบบความเสวจึงไม่ใช่แค่เรื่องแตะให้ตรงจุดบนร่างกายเพียงเท่านั้น โอเค คนที่แตะตรงจุด เหมือนเปิดสวิชต์ติดปั๊บมันก็มี แต่ทีนี้คนที่ต้องการมากกว่านั้นก็มีเหมือนกัน จุดที่ถูกต้อง วิธีที่ถูกต้อง โดยคนที่ถูกต้อง ในเวลาที่ถูกต้อง ในสถานการณ์ที่ถูกต้อง กล่าวโดยสรุปมันคือความรู้สึกในบริบทที่ถูกต้องนั่นแหละ
มันอาจเป็นความไม่เข้าใจกันว่า ทำไมบางคนถึงปุบปับอยากจะมีเซ็กซ์ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยได้ตลอดเลยนะ หรือทำไมบางคนต้องมานั่งนัดแนะกันเพื่อมีเซ็กซ์ด้วย โคตรจะไม่เป็นธรรมชาติเลย จนกลายเป็นปัญหาในความสัมพันธ์ เธอไม่ตอบสนองต่อฉัน นี่ต้องการกันน้อยลงหรือเปล่า รักเรามันจืดจางแล้วใช่ไหม ทั้งที่มันเป็นเรื่องของร่างกาย เป็นเรื่องธรรมชาติที่เราจะตอบสนองต่างกันได้ บางคนชอบแกะของขวัญแบบฉีกกระจุยกระจาย บางคนชอบแกะอย่างละเมียดละไม ค่อยๆ ลุ้นทีละน้อย
ปลายทางของเรื่องจึงไม่ใช่การชั่งน้ำหนักว่าใครต้องการมากกว่ากัน แล้วคอยเพิ่มหรือลดไปตามนั้น แต่เป็นการกลับมาสำรวจวิธีตอบสนองของกันและกัน สื่อสารความต้องการของตัวเองออกไป ว่าฉันจะจุดติดได้ด้วยวิธีไหน สถานการณ์ไหน
บางครั้งสิ่งที่ดูเหมือนความไม่เข้ากัน อาจเป็นเพียงความต่างของจังหวะความต้องการเท่านั้นเอง
อ้างอิงจาก
outofthewoodscounselingservices