“เราไม่ได้ไม่เก่ง แต่ทำไมยังไม่ประสบความสำเร็จสักที”
ในใจก็ไม่ได้อยากเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร แต่มันก็คงมีบ้างที่เวลาเห็นคนรอบข้างหรือชาวเน็ตมากมายออกมาป่าวประกาศถึงความสำเร็จที่ตัวเองได้รับ แล้วพอพูดถึงเคล็ดลับความสำเร็จ ทุกคนล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเพราะ ‘ความพยายาม’ ยิ่งได้ยินอย่างนั้น ก็ยิ่งรู้สึกท้อใจ เราเองก็พยายามไม่ต่างจากคนอื่น ทำไมยังไม่ประสบความสำเร็จกับเขาบ้างสักที
ไหนใครเคยบอก ‘ความพยายามไม่เคยทรยศใคร’ แต่ทำไมเราถึงไม่ประสบสำเร็จจากความพยายามเลย หรือจริงๆ แล้วรางวัลไม่ได้มีให้ทุกคนกันนะ

ความพยายามอยู่ที่นี่ ความสำเร็จอยู่ที่ไหน
ย้อนไปในวัยเด็ก เราเคยถูกพร่ำสอนกันมาแต่ไหนแต่ไรว่า ‘ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น’ ทั้งยังเป็นคติที่หลายคนยึดถือเอาไว้ ถึงแม้การพยายามทำอะไรสักอย่างให้เต็มที่ จะสามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้จริง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนและทุกครั้งที่จะถึงฝันนั้น
หลายคนก็คงนึกฝันไว้ว่า ถ้าเราได้รับทุกอย่างตามความสามารถของตัวเองก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะมันเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของเราลได้แจ่มแจ้งที่สุด แต่ในโลกความเป็นจริง ความสำเร็จไม่ได้มีมากพอสำหรับทุกคนที่พยายาม
การที่สังคมมุ่งขับเน้นความพยายามเฉพาะบุคคล โดยใช้ความสำเร็จเป็นรางวัล มีชื่อเรียกว่า ‘ระบบคุณธรรมนิยม’ (Meritocracy) ดาเนียล มาร์โควิตส์ (Daniel Markovits) ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเยล เสนอแนวคิด ‘Meritocracy Trap’ ขึ้นมา ผ่านหนังสือ The Meritocracy Trap เพื่ออธิบายปัญหาของสังคมที่ยึดระบบนี้เป็นแกนกลางและปลูกฝังความเชื่อว่า ความสำเร็จเป็นผลจากความสามารถและความพยายามของปัจเจกเป็นหลัก
แต่ในความเป็นจริง ระบบคุณธรรมนิยมกลับมีส่วนเร่งให้ความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในมิติของการเลื่อนชนชั้นทางสังคม (social mobility) ที่ค่อยๆ แคบลง เมื่อกลุ่มคนที่มีทรัพยากรพร้อมกว่าไม่ว่าจะเป็นการศึกษา โอกาส หรือเครือข่ายสามารถต่อยอดความได้เปรียบของตน และส่งต่อไปยังรุ่นถัดไปได้อย่างต่อเนื่อง
เพราะบางคนอาจมีทุนบางอย่างอยู่ในมือมากกว่าคนอื่น ตามแนวคิดเรื่อง ‘ทุนทางวัฒนธรรม’(Cultural Capital) ของ ปิแอร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu) นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส ที่ว่าด้วยเรื่องสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ตัวเงิน มีส่วนช่วยให้ผู้คนประสบความสำเร็จในสังคมได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ภาษา หรือกระทั่งความรู้ทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่มักส่งต่อกันมาในครอบครัว และทุนทางวัฒนธรรมนี้ ก็กลายเป็นการตอกย้ำความไม่เท่าเทียมทางสังคมให้เด่นชัดมากขึ้น
หากจะพูดถึงทุนทางวัฒนธรรมให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น อาจลองนึกภาพเวลามีคนเล่นเครื่องดนตรีสักชิ้นเก่งๆ จนสามารถประสบความสำเร็จทางด้านดนตรีได้ เบื้องหลังพวกเขาอาจมีแรงสนับสนุนจากครอบครัวที่เปิดกว้าง สนับสนุนทั้งการเรียน เครื่องดนตรี และพื้นที่สำหรับฝึกซ้อม จริงอยู่ที่พวกเขาต้องมีความพยายามเพื่อไปถึงความสำเร็จ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพราะทุนที่พวกเขาได้รับเป็นบันไดอีกขั้นที่ส่งให้เขาไปถึงจุดนั้น
ในทางกลับกัน ถ้าเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้เปิดกว้าง แม้ว่าจะพยายามเหมือนกัน ก็อาจต้องใช้แรงมากกว่าในการไปถึงจุดเดียวกัน หรือในบางครั้งอาจไม่มีโอกาสไปถึงจุดนั้นเลยตั้งแต่แรก

คนเก่งกลางๆ อาจไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คิด
เวลาทำอะไรสักอย่างก็ตั้งใจเต็มร้อยไม่แพ้คนอื่น ย้อนไปตอนเรียนก็เต็มที่ พอมาตอนทำงานก็ใส่สุด แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ได้เป็นหัวกะทิอย่างที่หวัง อยู่ระดับกลางไม่ได้สูงไม่ได้ต่ำ รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นคนเก่งกลางๆ ของสังคมไปเสียแล้ว
สำหรับคนเก่งระดับกลางๆ ไม่ได้เก่งถึงขั้นหัวแถวหรืออัฉริยะ ที่ไม่ได้มีทุนทรัพย์ ทุนทางวัฒนธรรมด้านต่างๆ เลยอาจต้องพยายามมากกว่าคนที่มีพร้อมหลายเท่า ซ้ำยังไม่มีสิ่งใดที่ช่วยการันตีได้เลยว่า สิ่งที่พวกเขากำลังตั้งใจพยายามนั้น จะมีผลลัพธ์เป็นอย่างไร จะประสบความสำเร็จได้ตามความคาดหวังหรือไม่
ด้วยระบบที่เน้นให้รางวัลกับคนที่ดีที่สุด ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่คน โอกาสและทรัพยากรต่างๆ ก็มักกระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มเดิม ในพื้นที่สังคมเช่นนี้ จึงอาจไม่ได้มีพื้นที่มากพอจะให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพของตัวเอง อีกทั้งระบบนี้ยังทำงานไปควบคู่กับกลไกทางสังคมที่คัดเลือกตอกย้ำความได้เปรียบอยู่ตลอดเวลา ทั้ง การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เครือข่ายทางสังคม หรือกระทั่งโอกาสในสายอาชีพ ล้วนเอื้อให้คนบางกลุ่มสามารถก้าวนำไปได้ไกลกว่า
สำหรับมาร์โควิตส์แล้ว ภาพของระบบคุณธรรมนิยมนี้ จึงยิ่งทำให้สังคมเกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น เพราะอย่างไรเสีย คนที่เคยชนะก็จะส่งต่อวิธีการให้กับลูกของพวกเขาต่อไป ชนชั้นนำที่มีกำลังทรัพย์ทั้งเงินและทุนทางวัฒนธรรมก็จะนำสิ่งที่มีสร้างเส้นทางให้แก่ลูกของพวกเขา จนค่อยๆ กีดกั้นคนที่ได้มีเท่าพวกเขาออกไปทีละเล็กน้อย
ยิ่งตลาดแรงงานก็ให้ความสำคัญกับผู้ที่มีทักษะสูงหรือมีความสามารถเฉพาะทาง สุดท้ายก็จะคัดเอาแต่คนที่เก่งและมีความสามารถแบบที่สุดเท่านั้นมาอยู่ในจุดนี้ ส่วนคนที่เก่งกลางๆ คนธรรมดาๆ ก็อาจไม่มีพื้นที่เหลือรองรับ
ทั้งนี้ในหนังสือ The Meritocracy Trap ของมาร์โควิตส์มีการเสนอทางออกเชิงโครงสร้างเอาไว้ด้วยเช่นกัน ว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเน้นย้ำคือ ‘การเปิดพื้นที่ทางการศึกษาให้กว้างมากขึ้น’ อย่างในมหาวิทยาลัยก็อาจเปิดรับนักศึกษาเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม 2-3 เท่า เพื่อเพิ่มโอกาสการศึกษาให้แก่ทุกคน มากกว่าจะทำให้การศึกษาเป็นระบบที่จำกัดไว้อยู่กับเพียงคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การทำเช่นนี้ อาจช่วยลดอัตรการแข่งขันในระบบลงไปได้ด้วย เพราะเมื่อมีพื้นที่ว่างมากขึ้น คนก็ไม่จำเป็นต้องแย่งชิงกัน
นอกจากนี้ สังคมต้องเปิดพื้นที่ยอมรับแรงงานระดับกลางเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากภายใต้ระบบที่เอื้อแค่คนเก่งระดับหัวแถวอาจทอดทิ้งคนบางกลุ่มอยู่ท้ายขบวน และจนพวกเขาไม่สามารถที่ขยับมาหัวแถวได้ เพราะไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับพวกเขา
ทั้งนี้ การปรับระบบลดความเหลื่อมล้ำ สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ระดับองค์กร โดยตัวองค์กรไม่จำเป็นต้องหมกหมุ่นกับการเฟ้นหาคนที่เก่งที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ลองค่อยๆ ปรับจากด้านใน จากเดิมที่กดค่าแรง เพื่อเน้นกำไร อาจหันไปเพิ่มทักษะให้คนทำงานแทน แล้วสุดท้ายบริษัทก็จะได้รับผลประโยชน์ตามที่ต้องการเอง
มาร์โควิตส์ได้ยกตัวอย่างองค์กร อย่าง Costco ที่เริ่มแก้ไขปัญหานี้ ด้วยการ จ่ายค่าจ้างให้พนักงานต่อชั่วโมงสูงกว่าธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน ซ้ำยังช่วยฝึกฝนพนักงานให้ทำงานเก่งขึ้น จนสุดท้ายพวกเขาก็สามารถทำกำไรได้ดีขึ้น ดูได้จากรายงานผลประกอบการไตรมาสที่สี่และปีงบประมาณ 2025
ที่ชี้ให้เห็นว่า พวกเขาสามารถทำยอดขายสุทธิในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้น 8.0% คิดเป็น 84.4 พันล้านดอลลาร์ จาก 78.2 พันล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า
ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงของบริษัท Costco นี้ทำให้เราเห็นว่า การให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรและแรงงานระดับกลางมากกว่าการเฟ้นหาคนที่เก่งที่สุด สามารถช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อตัวองค์กรได้ด้วยเช่นกัน
เราไม่ได้จะบอกว่าความพยายามเป็นสิ่งที่ไม่ดีอย่างใด แต่เราแค่อยากทำให้ทุกคนเห็นว่าสังคมเราอาจไม่ได้มีรางวัลเพียงพอที่จะมอบให้แก่ทุกคนที่พยายามเท่านั้นเอง
อ้างอิงจาก