ถ้าพูดถึง ‘แม่มด’ ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวเป็นภาพแบบไหนกันนะ
เป็นภาพผู้หญิงสูงวัย จมูกยาว คางแหลม แต่งกายด้วยชุดสีดำยาวรุ่มร่าม สวมหมวกปีกกว้างทรงสูง มาพร้อมกับไม้กวาดคู่ใจ หรือจะเป็นผู้หญิงผิวกายสีเขียวแบบเดียวกับแม่มดชั่วร้ายใน Wicked
แต่ไม่ว่าจะแบบไหน ลักษณะเหล่านี้ก็เป็นเพียงภาพจำหนึ่งของแม่มด ที่เราคุ้นชินตาหรือรับรู้มาจากสื่อบันเทิงเท่านั้น เพราะในอีกหลากหลายวัฒนธรรมและความเชื่อทั่วโลกที่มีการกล่าวถึงการมีอยู่ของแม่มด รูปร่างหน้าตา ลักษณะภายนอก ตลอดจนพลังเวทมนตร์ที่ใช้ ก็มีความแตกต่างกันออกไป
วันนี้ The MATTER จะอยากพาทุกคนออกสำรวจเรื่องราวของแม่มดในแต่ละวัฒนธรรมความเชื่อกัน ว่าพวกเธอมีรูปลักษณ์อย่างไร ถนัดใช้พลังเวทแบบไหน แล้วจะเป็นฝ่ายช่วยเหลือมนุษย์ หรือเป็นฝ่ายทำร้ายมนุษย์กันแน่
ตำนานกรีก ‘Hekate’ เทพีผู้ให้กำเนิดเวทมนตร์และคาถา

เมื่อพูดถึงแม่มด ก็ขอเปิดคนแรกด้วยเทพีผู้ให้กำเนิดขุมพลังที่เหล่าแม่มดใช้กันเสียก่อน กับ ‘เฮคาตี (Hekate หรือ Hecate)’ เทพีแห่งราตรี ดวงจันทร์ ภูตผี และเวทมนตร์คาถา ผู้เป็นลูกเพียงคนเดียวของไททันเพอร์ซีสและแอสเทเรีย
อ้างอิงจากงานศิลปะ ตั้งแต่ไหโบราณที่มีการบันทึกภาพเรื่องราวของเทพและเทพีในตำนานของกรีก ตลอดจนประติมากรรมต่างๆ ที่มีการขุดค้นพบ ได้ปรากฏภาพลักษณ์ของฌฮคาตีออกมาหลักๆ เป็น 2 รูปแบบ โดยแบบแรก มักปรากฏตัวเพียงองค์เดียว แต่งกายแบบสตรีกรีกโบราณ ถือคบเพลิง ส่วนอีกแบบจะปรากฏตัว 3 องค์พร้อมกัน ยืนหันหน้ามองกันไปคนละทิศทาง
เทพีเฮคาตี ถือเป็นเทพีผู้สามารถใช้เวทมนตร์และคาถาได้เก่งที่สุดในบรรดาเทพและเทพีของกรีก ครั้งหนึ่งเธอเคยช่วยเทพีดีมีเทอร์ร่วมกันไปยมโลก เพื่อช่วยเหลือเทพีเพอร์เซโฟนี เนื่องจากเธอมีพลังเวทที่แกร่งกล้า ผู้คนจึงเชื่อว่าเธอสามารถขับไล่วิญญาณและสิ่งชั่วร้ายได้ จึงมักแกะสลักเทวรูปเธอเอาไว้ตามทางแยกหรือประตูทางเข้าบ้าน เพื่อป้องกันภยันตรายต่างๆ
ตำนานสลาฟ ‘Baba Yaga’ แม่มดผู้ไปไหนมาไหนด้วยครก

‘บาบา ยาก้า (Baba Yaga)’ แม่มดในตำนานตามความเชื่อและนิทานพื้นบ้านของชาวสลาฟ มักปรากฏตัวในรูปลักษณ์หญิงชราหน้าตาอัปลักษณ์ อาศัยอยู่ในบ้านยกสูงที่มีขาเหมือนไก่ที่สามารถเคลื่อนที่ไปมาได้ แต่บางครั้งก็อาจบินไปมาด้วยครกและสากขนาดยักษ์
เรื่องราวของบาบา ยาก้า ปรากฏอยู่ทั่วไปในนิทานพื้นบ้านสลาฟ เฉพาะอย่างยิ่งในรัสเซีย โดยสันนิษฐานว่าเรื่องราวของเธอได้รับการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกราวๆ ปี 755 ในหนังสือ Russian Grammar ของมีคาอิล โลโมโนซอฟ (Mikhail Lomonosov) ที่เล่าถึงตัวละครพื้นบ้านของชาวสลา
ทั้งนี้ เรื่องเล่าของบาบา ยาก้า มักแบ่งออกเป็น 2 แง่มุม โดยในแง่มุมแรก เธอคือแม่มดชั่วร้ายที่อาศัยอยู่กลางป่า มักออกล่าและจับเหยื่อมาทำเป็นอาหารกิน ซึ่งส่วนใหญ่เหยื่อของเธอมักเป็นเหล่าเด็กๆ แต่ในเรื่องเล่าบางเวอร์ชั่น บาบา ยาก้า จะเป็นแม่มดผู้ให้ความเชื่อเหลือคนอื่น แลกกับการทำบททดสอบบางอย่างก่อนเสมอ
ตำนานนอร์ส ‘Völva’ ผู้มีญาณทิพย์

ขยับมามาสู่โซนยุโรปเหนือกันต่อ กับ ‘โวลวา (Völva)’ แม่มดและนักพยากรณ์แห่งตำนานนอร์ส ผู้มีญาณทิพย์ในการทำนายทายทัก ซึ่งมีอีกชื่อว่า ‘Seeress’ ตามความเชื่อแบบลัทธิเพแกนเยอรมัน (Germanic paganism) ที่มีการบันทึกเอาไว้ตามวรรณกรรมโรมันและกรีกโบราณ \
โวลวาจะมีลักษณะเป็นผู้หญิงใส่ชุดเดรสยาว มีผ้าคลุมศีรษะ และมักพกคทาหรือไม้เท้าเคียงข้างกายตลอดเวลา โดยพลังหลักๆ คือความสามารถในการใช้เวทมนตร์คาถาและมองเห็นอนาคตได้ เป็นผลพวงมาจากการฝึกพลังเวทเซเดอร์ (Seiðr) เวทมนตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับพลังแห่งหยั่งรู้และอ่านโชคชะตา ตามแนวคิดของชาวนอร์สโบราณ
ตำนานญี่ปุ่น ‘Yama Uba’ แม่มดภูเขา

มาที่ฝั่งเอเชียของเรากันบ้าง แม้แนวคิดเรื่องแม่มด จะดูมีความเป็นตะวันตกมากกว่า หากแต่ในเอเชียเราก็ได้มีการปรากฏเรื่องราวของแม่มดด้วยเช่นเดียวกัน ในประเทศญี่ปุ่นสมัยโบราณ มีสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นแม่มด นั่นคือ ‘ยามะ อุบะ (Yama Uba)’ โยไคภูเขาตามตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่น
ลักษณะภายนอกของยามะ อุบะ มีรูปร่างเป็นหญิงแก่ ท่าทางชั่วร้าย สวมชุดกิโมโนสีแดงขาดวิ่น ผมเผ้าเป็นสีขาวยาวรุงรัง ผิวหนังของเธอทั้งด้าน เหี่ยวแห้ง และสกปรก ปากสามารถงอกออกมาเพื่อกลืนกินเหยื่อได้ ในบางครั้งอาจมีอีกปากบนกะโหลกศีรษะด้วย บางตำนานเล่าว่า เลือดของยามะ อุบะมีสีเหลือง แปลกไปกว่ามนุษย์ทั่วไป และมีความสามารถหลักคือ แปลงกายและควบคุมผมของตัวเองได้ดั่งใจนึก
ยามะ อุบะ อาศัยอยู่ในกระท่อมในป่าลึก จะล่อล่วงเหยื่อด้วยการแปลงกายเป็นหญิงสาวหรือหญิงชรา บางทีก็ทำเป็นให้ความช่วยเหลือกับนักเดินทางที่หลงทาง หรือแกล้งเป็นผู้หลงทางเสียเอง พร้อมล่อลวงให้เหยื่อพากลับไปที่กระท่อม แล้วจึงค่อยกินเหยื่อเป็นอาหาร
ตำนานชาวเคลต์ ‘Cailleach’ แม่มดแห่งฤดูหนาว

ในทางวิทยาศาสตร์ ฤดูหนาวอาจอธิบายได้ด้วยเรื่องการหมุนของโลก ทว่าสำหรับชาวเคลต์ ฤดูหนาวเป็นผลงงานของ ‘แคลลาช (Cailleach)’ แม่มดศักดิ์สิทธิ์และเทพีผู้ยิ่งใหญ่ของชาวเคลต์
ตามความเชื่อของชาวเคลต์โบราณ (ซึ่งปัจจุบันหมายถึงกลุ่มคนที่อาศัยอยู่บริเวณ ไอร์แลนด์และสก็อตแลนด์) แม่มดแคลลาชมักปรากฏกายในรูปของหญิงชราที่สวมผ้าคลุมหน้า ผิวอซีดเซียว จนบางทีก็กลายเป็นสีน้ำเงินไร้ชีวิตชีวา ตัดกับฟันสีแดงสด ห้อยหัวกะโหลกเป็นเครื่องประดับ
ความสามารถหลักของแม่มดฤดูหนาวผู้นี้ นอกจากจะเนรมิต กำหนดความยาว และความรุนแรงของฤดูหนาวแล้ว ยังสามารถกระโดดข้ามภูเขาและฝ่าพายุที่รุนแรงได้ อีกทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์ในการแปลงกายเป็นนกยักษ์ บินไปมาบนท้องฟ้าด้วย
ตำนานวูดู ‘Caplata’ แม่มดรับจ้าง

เมื่อพูดถึงศาสนาวูดู หนึ่งสิ่งที่ต้องนึกถึง หนีไม่พ้นตุ๊กตาวูดูหรือตุ๊กตาสาปแช่ง แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำพิธีและปลุกเสกตุ๊กตาเหล่านี้ได้ เพราะหน้าที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์และคุณไสย์เหล่านี้จำต้องอาศัยผู้ที่เชี่ยวชาญ อย่าง ‘โบกอร์ (Bokor)’ หรือหากเป็นผู้หญิงก็จะเรียกว่า ‘คัปตาลา (Caplata)’
พวกเธอทำหน้าที่เป็นเหมือนนักบวชประจำศาสนา คอยรับใช้เทพที่มีชื่อว่า ‘โลอา (Lwa)’ โดยความสามารถหลักคือ การปรุงยาตามสั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับยาเสน่ห์ ซึ่งเป็นสิ่งที่นิยมอย่างมากในหมู่สาวๆ ผู้ต้องการมีหน้ามีตาในสังคม นอกจากนี้คัปตาลายังมีความสามารถในการทำพิธีกรรมคืนชีพคนตาย มาเป็นซอมบี้คอยรับใช้ได้ด้วย
ตำนานแอปพาราเชียน ‘Granny Witches’ ผู้มีเวทมนตร์ปรุงยา

ในบริเวณพื้นที่เทือกเขาแอพพาราเชียน ที่ทอดตัวยาวจากเหนือจรดใต้ในฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา มีกลุ่มคนหนึ่งที่ปรุงยาด้วยสมุนไพรท้องถิ่นและตระเวนรักษาโรคให้แก่ผู้คนมาเป็นเวลายาวนานกว่าหลายร้อยปี นั่นคือ ‘Granny Witches’
การใช้พืชพรรณและสมุนไพรท้องถิ่นมาใช้รักษาโรค เป็นความเชื่อดั้งเดิมของชาวเชอโรกีและชอคทอว์ กลุ่มคนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แถบเทือกเขาแอปพาราเชียนมาก่อนที่เหล่าคนขาวจะเข้ามายึดครอง ในหมู่บ้านตามเทือกเขา มักจะมี Granny Witches ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหญิงชรา ทำหน้าที่เป็นหมอยา ช่วยผดุงครรภ์เหล่าสตรี และคอยดูแลผู้คนในพื้นด้วยพืชท้องถิ่น
อย่างไรก็ดี ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว การแพทย์สมัยใหม่กลายเป็นองค์ความรู้หลักของสังคม การแพทย์ท้องถิ่นเริ่มโดนจำกัด ผู้คนพึ่งพาการรักษาด้วยสมุนไพรน้อยลง บทบาทของ Granny Witches ก็ลดลงตามไปด้วย จนเลือนหายไปจากสังคม
อ้างอิงจาก