ถ้าการคุยกับคนไม่สนิทเป็นยาขม ลองใช้ small talk ช่วยดูสิ
สำหรับบางคนการคุยกับคนที่ยังไม่รู้จักดีอาจเป็นเรื่องยาก หลายครั้งเลยพยายามหลบเลี่ยงสถานการณ์ที่ต้องพบปะผู้คนเสมอ เราอาจกดปิดลิฟต์รัวๆ เพราะกลัวว่าจะมีคนแปลกหน้าขึ้นมาด้วย หรือกระอักกระอ่วนทุกครั้งเวลาอยู่กับคนไม่รู้จัก เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นคุยยังไง ก็สถานการณ์นี้มันน่าอึดอัดใจนี่นา
แล้วจะมีวิธีไหนบ้างนะที่ทำให้เราหลุดออกจากวังวนความอึดอัดใจนี้ไปได้บ้าง ในเมื่อเราเลี่ยงพบเจอผู้คนใหม่ๆ ไม่ได้ The MATTER เสนอวิธีการเอาตัวรอดด้วยการพูดคุยเล็กๆ น้อยๆ หรือ small talk เพื่อกำจัดความอึดอัดใจระหว่างกัน
ถึงแม้การคุยกับคนแปลกหน้าจะยากแค่ไหน แต่ small talk ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เราได้ทำความรู้จักกับคนอื่นง่ายขึ้น วันนี้เราเลยรวบรวมหัวข้อง่ายๆ ที่เอาไปใช้เพื่อผูกมิตร เมื่อต้องอยู่อยู่กับคนไม่รู้จักเพียงลำพัง อย่างน้อยมีหัวข้อพวกนี้ทดไว้ในใจ เราก็ไม่ต้องกลัวเดดแอร์อีกต่อไป
ดินฟ้าอากาศ
ระดับความสนิท: 1/10
หากมีการจัดอันดับหัวข้อที่คนใช้ small talk มากที่สุด เรื่องดินฟ้าอากาศคงติดอยู่ในท็อป 3 อย่างไม่ต้องสงสัย ใช้เปิดบทสนทนาได้ตั้งแต่เด็กหน้าเซเว่น เพื่อนร่วมงานที่ไม่ค่อยสนิท ไปจนถึงโชเฟอร์แท็กซี่ที่เพิ่งเจอไม่กี่นาที เพราะเป็นหัวข้อที่หยิบใช้ได้สะดวก ไม่ต้องใช้ประสบการณ์อะไรมากมาย แค่เงยหน้าสังเกตท้องฟ้า ก็สร้างบทสนทนาได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น วันนี้แดดดีมาก ฟ้าดูครึ้มๆ ลมเย็นจัง แถมแนวโน้มที่อีกฝ่ายจะเห็นด้วยกับเราแทบจะเกือบ 100% เลยทีเดียว (เว้นแต่ว่าเราจะพูดอะไรที่ขัดแย้งกับที่ตาเห็นจริงๆ)
ไม่ใช่เพียงแค่สภาพอากาศ แต่เราอาจจะหยิบยกสถานการณ์ตรงหน้ามาเป็นประเด็นได้เหมือนกัน เช่น ถ้าต่อแถวอยู่ ก็อาจจะพูดว่า ‘แถวยาวจังเลยเนอะ ร้านนี้คนเยอะ น่าจะอร่อยแน่เลย’ แค่นี้ก็อาจโยงไปได้ถึงประวัติร้าน เมนูที่น่าสนใจ จนถึงเรื่องอื่นๆ ได้แล้ว
อย่าดูถูกประโยคสั้นๆ เหล่านี้เชียว เพราะหากเราเปิดถูกคน คนที่มีประสบการณ์อย่างโชกโชนก็พร้อมจะเปิดปากชวนเราคุยต่อแบบแทบไม่ต้องทำอะไร เขาอาจจะเล่าว่า ‘ใช่ เมื่อวานก็ร้อนแบบนี้เหมือนกัน เดี๋ยวนี้โลกร้อนเนอะ’ เห็นมั้ยล่ะ ประโยคเดียวโยงไปได้ตั้งหลายเรื่อง แต่หากเราเจอคนพูดไม่เก่ง ตอบรับแค่ ‘อ๋อ จริงด้วย’ สั้นๆ ก็อย่าเพิ่งใจเสีย เราอาจจะลองเล่าข้อมูลเพิ่มเติม เช่นว่า เมื่อวานกรมอุตุฯ เพิ่งออกประกาศมานะ หรืออากาศแบบนี้ปกติเราชอบทำอะไร แล้วค่อยโยนคำถามกลับ
แต่ก็ใช่ว่าคำถามนี้จะได้ผลเสมอไป เราอาจจะต้องเผื่อใจไว้ด้วยว่าคำถามกว้างๆ คุยกันอย่างผิวเผินอาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน ดังนั้นถ้าเกิดเห็นท่าทีว่าอีกฝ่ายเริ่มเงียบก็ไม่จำเป็นต้องฝืนคุยเรื่องนี้ต่อ การหาหัวข้อใหม่ หรือเงียบไปเลยก็ไม่ใช่เรื่องแย่นะ

อาหาร
ระดับความสนิท: 2/10
หนึ่งในหัวข้อที่แตกประเด็นได้มากที่สุด (โดยเฉพาะคนไทย) คือเรื่องอาหาร หรือถ้ามองให้ลึกกว่านั้นอาหารกับมนุษย์ก็มักเป็นของคู่กัน การได้กินก็ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขและปลอดภัยที่สุด ดังนั้นนี่เลยประหัวข้อที่เหมาะสุดๆ สำหรับการ small talk ใช้ได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาสแล้วล่ะ
หากกำลังรู้สึกประหม่าท่ามกลางงานปาร์ตี้ อย่าลืมใช้เรื่องอาหารเป็นทางเปิดบทสนทนา เช่น ‘อาหารนี้อร่อยเนอะ’ หรืออาจจะลองถามไปเลยว่า ‘อาหารในงานเลี้ยงนี้เธอชอบเมนูไหนที่สุด’ นอกจากนี้ยังอาจปรับใช้กับสถานการณ์ทั่วๆ ไป อย่างตอนที่เราเพิ่งย้ายที่อยู่ หรือคุยกับเพื่อนในออฟฟิศ เช่น อาจจะขอให้อีกฝ่ายแนะนำร้านอร่อยให้ ลองถามว่าลองร้านนี้หรือเปล่า คิดเมนูอาหารเย็นไม่ออก ช่วยบอกเมนูอาหารเย็นที่กินบ่อยๆให้หน่อย
นอกจากนี้เรื่องอาหารยังเป็นหัวข้อที่ชวนคุยได้หลากหลายด้วย ตั้งแต่รสชาติที่ชอบ ร้านอาหารโปรด เมนูที่ชอบกินตอนเด็กๆ ไปจนถึงวิธีการทำเฉพาะแต่ละบ้าน แต่ระวังการถกเถียงเรื่องความชอบด้วยนะ เพราะอาหารไม่มีผิดไม่มีถูก แต่ละคนก็มีความชอบไม่เหมือนกัน ถ้าเราสามารถคุยได้อย่างเปิดใจ ไม่มีอคติ นี่ก็อาจเป็นหัวข้อที่สามารถหยิบมาคุยได้เรื่อยๆ ไม่มีเบื่อเลย
งานอดิเรก
ระดับความสนิท: 3/10
หัวข้อถัดมาที่นำมาใช้ได้ง่ายๆ คนเราชอบพูดเรื่องที่ตัวเองสนใจอยู่แล้ว เราเองก็สามารถหยิบหัวข้อนี้มาพูดคุยได้อย่างสบายๆ ได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ ภาพยนตร์ ดนตรี กิจกรรมที่ชอบทำ ประเด็นเหล่านี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน เพราะความสนใจร่วมกันอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราสนิทกันมากขึ้น
ลองสังเกตว่าอีกฝ่ายมีอะไรที่บ่งบอกว่าเขาชอบอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นพวงกุญแจ เคสโทรศัพท์ หรือกระเป๋า เราอาจใช้เป็นทางเปิดบทสนทนา เช่น ‘ชอบนักร้องคนนี้เหรอ เราก็ชอบเหมือนกัน ชอบฟังเพลงไหนเหรอ’ หรือถ้าดูแล้วอีกฝ่ายอาจจะไม่มีไอเท็มอะไรพิเศษ ก็อาจจะเปิดด้วยคำถามกว้างๆ อย่าง ‘ปกติดูหนังไหม ชอบดูแนวไหนเหรอ’ หรือ ‘ปกติวันหยุดทำอะไรเหรอ’ อาจช่วยให้เราหาสิ่งจุดร่วมกันได้ง่ายขึ้น
ไม่ต้องกลัวหากเราไม่มีงานอดิเรก หรือชอบวันหยุดทีไรก็นอนเล่นกับแมวไปเรื่อยเปื่อย เพราะการ small talk ไม่ใช่พื้นที่ประชันว่าใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ตัวจริง หากเราไม่มีสิ่งที่สนใจเป็นพิเศษ ก็อาจเล่าออกไปได้เลย เช่นว่า ‘อ๋อ ปกติเราไม่ค่อยดูหนังน่ะ ชอบอ่านหนังสือมากกว่า แต่อยากลองดูนะ มีเรื่องไหนแนะนำไหม’ หรืออาจจะลองถามเรื่องอีกฝ่ายในมุมของคนนอกไปเลยก็ได้ อย่าง ‘ทำไมถึงชอบอ่านแนวนี้เหรอ’ ‘หนังสยองขวัญเรื่องไหนน่ากลัวที่สุด’ การตั้งคำถามต่อจากเรื่องเล่าก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้บทสนทนาไหลลื่นขึ้น แม้ว่าเราจะไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่คุยเลยก็ตาม

ครอบครัว
ระดับความสนิท: 5/10
อีกหนึ่งหัวข้อที่อาจใช้เป็นหัวข้อบทสนทนาได้ง่ายๆ คือเรื่องครอบครัวของอีกฝ่าย ถือว่าเป็นหัวข้อที่อาจต้องอาศัยความคุ้นเคยระดับหนึ่ง อาจจะเป็นคนที่เราเจอหน้าทุกวัน อย่างเพื่อนที่ทำงาน เพื่อนที่เรียนคลาสเดียวกัน เพราะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว หากถามผิดจังหวะ เราก็อาจถูกมองว่าเป็นคนช่างใส่ใจขั้นสุดได้เลย
แต่ถึงอย่างนั้น ประเด็นนี้ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร หากเราถามเรื่องทั่วๆ ไป ที่ใครๆ ก็มีประสบการณ์ร่วม เช่นว่ามีพี่น้องไหม เป็นลูกคนที่เท่าไหร่ เลี้ยงสัตว์หรือเปล่า บ้านอยู่แถวไหน คำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราหาจุดร่วมกับอีกฝ่ายได้อย่างลึกซึ้งเลยล่ะ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ซึ่งอาจนำไปสู่คำถามถัดๆ ไป เช่น ‘เป็นพี่คนโตเหรอ เหมือนเราเลย มีน้องนี่เหนื่อยเนอะ’ หรือ ‘มาจากชลบุรีเหรอ มีร้านที่ชอบแนะนำบ้างไหม’ การได้รู้เรื่องราวเบื้องหลังนอกจากจะเป็นประเด็นที่ชวนคุยได้ไม่ยากแล้ว ยังช่วยให้เราเข้าใจอีกฝ่ายมากขึ้นด้วยนะ
แต่เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว บางครั้งเราก็อาจต้องระวังเรื่องละเอียดอ่อนภายในครอบครัวของอีกฝ่ายด้วยนะ เพราะพื้นฐานครอบครัวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมจะพูดคุยเรื่องนี้ เรื่องที่เราควรระวังและไม่พูดถึง เช่น การหย่าร้าง เรื่องความรุนแรงในวัยเด็ก ความตาย หรือการเจ็บป่วย ฯลฯ เพื่อไม่ให้กระทบกับจิตใจอีกฝ่ายและทำให้การ small talk ครั้งนี้กลายเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดีของอีกคน
การงาน
ระดับความสนิท: 3/10
เรื่องงานก็มักเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่ผู้คนมักหยิบขึ้นมา small talk กัน เพราะเป็นหัวข้อที่มีระยะห่างกำลังพอดี ไม่สนิทกันเกิน ไม่ห่างเหินมากไป เป็นประเด็นที่ก้ำกึ่งระหว่างเรื่องทั่วไปและเรื่องส่วนตัว หลายคนจึงมักหยิบหัวข้อนี้เพื่อใช้สร้างบทสนทนาเล็กๆ ด้วยกัน
หากในมุมของคนเพิ่งรู้จัก เราอาจจะลองถามถึงเรื่องงานคร่าวๆ เป็นต้นว่า อีกฝ่ายทำงานอะไร ทำไมถึงเลือกงานนี้ เริ่มทำงานที่นี่ได้ยังไง ชอบอะไรที่ทำงานมากที่สุด หรือหากเป็นคนที่เรารู้จัก หรือเพื่อนในออฟฟิศ ก็อาจถามไถ่ถึงงานที่ทำขณะนี้ ด้วยประโยคง่ายๆ เช่น ‘ช่วงนี้งานยุ่งไหม’ หรือ ‘ครั้งที่แล้วได้ยินว่าเริ่มทำสิ่งนี้ไปแล้ว ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง’ ด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร (เพราะไม่งั้นจะเหมือนเราเป็นคนทวงงานแทนนะ)
อย่างไรก็ตามหัวข้อนี้ก็ไม่ต่างไปจากเรื่องครอบครัว ที่บางคนอาจไม่ได้อยากพูดคุยแบบลงลึกมากนัก หรืออีกฝ่ายอาจจะกำลังเคร่งเครียดกับเรื่องนี้อยู่ ดังนั้นถ้ายิงไปสองสามคำถามแล้วอีกฝ่ายตอบกลับสั้นๆ อยากให้บทสนทนาจบไวๆ ก็อย่าฝืนลงลึก ลองเปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า เพราะยังมีประเด็นอีกมากมายที่สนุกกว่าเรื่องงานตั้งเยอะ

คำถามสนุกๆ
ระดับความสนิท: 4/10
ไม่ว่าใครต่างก็อยากพูดเรื่องตัวเองด้วยกัน วิธีละลายพฤติกรรมง่ายๆ เราอาจจะลองชวนคุยเกี่ยวกับสถานการณ์จำลอง ให้อีกฝ่ายลองตอบ หรือคำถามสนุกๆ ที่กระตุ้นให้อีกฝ่ายได้ลองคิดและตอบออกมาโดยใช้ประสบการณ์ของตัวเอง เช่นว่า ปกติเป็นมนุษย์ตอนเช้าหรือมนุษย์กลางคืน เป็นทาสหมาหรือทาสแมว ถ้าติดเกาะร้างจะเอาอะไรติดตัวไปด้วย ชื่อของอีกฝ่ายมีความหมายว่าอะไร ฯลฯ
ข้อดีของคำถามเหล่านี้คือเราอาจไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ร่วมกับอีกฝ่ายมาก่อนเลยก็สามารถถามได้ จึงเหมาะมากสำหรับการทำความรู้จักกันครั้งแรกๆ หรือแม้กระทั่งคนที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว หัวข้อเหล่านี้ก็ยังช่วยให้สร้างสีสันให้บทสนทนาได้อยู่ดี เพราะเราอาจได้ฟังคำตอบที่คาดไม่ถึง ซึ่งช่วยให้มีเรื่องคุยในหัวข้อถัดๆ ไป ด้วยคำถามง่ายๆ เช่น ‘ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ’
แต่อาจต้องเลือกใช้ในสถานการณ์สบายๆ ไม่เป็นทางการมากหน่อยนะ เพราะอาจทำให้เราดูเป็นคนไม่จริงจังติดเล่นเกินไปหน่อย แต่ถ้าไม่ซีเรียสอะไร คำถามเหล่านี้ก็ช่วยให้บรรยากาศสนุกสนาน แถมยังได้รู้จักอีกฝ่ายมากขึ้น อย่างที่หาไม่ได้จากคำถามธรรมดาๆ ด้วยนะ
สุดท้ายไม่ว่าเรื่องที่อีกฝ่ายจะดูไกลตัวแค่ไหน อย่ากลัวคำตอบที่เราไม่รู้จัก แค่ตั้งใจฟัง แบ่งปันเรื่องของตัวเอง และถามกลับบ้าง แค่นี้ก็ช่วยให้เราเอาตัวรอดในสถานการณ์นี้ได้แล้ว