หากจ่อไมค์เปิดรายการสัมภาษณ์หมอดูยุคปัจจุบันถึงคำถามที่เจอบ่อยๆ คงหนีไม่พ้น เขาจะกลับมาไหม? เดือนหน้าจะได้เปลี่ยนงานหรือเปล่า? ขยับกลับไปในอดีตสักหน่อย อาจเป็นเรื่องสงคราม โรคระบาด การบ้านการเมือง ย้อนไปไกลกว่านั้นอาจเป็นเรื่องฟ้าฝน ฤดูกาล มนุษย์เราเริ่มแฮ็กระบบอนาคต อยากรู้คำตอบที่ยังมาไม่ถึงกันตั้งแต่ตอนไหนกันนะ
มนุษย์ยุคแรกเผชิญภัยธรรมชาติ ความอดอยากจากฤดูกาล กว่าจะเข้าใจว่าทำการเกษตรได้ฤดูไหน ล่าสัตว์ฤดูไหน ต้องเก็บอาหารเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ ก็เล่นเอาล้มตายกันไปหลายรุ่น ต่อให้พอจับทางได้แล้ว แต่ก็ยังเกิดความไม่แน่นอนของธรรมชาติเข้ามาแทรกแซง นี่มนุษย์นะ ไม่ใช่หุ่นยนต์ เริ่มจะทนธรรมชาติไม่ไหวเหมือนกัน แต่แทนที่จะเท้าเอววีนฟ้าฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล พวกเขาใช้วิธีบูชาธรรมชาติและเริ่มทำนายทายทักว่าธรรมชาติกำลังจะบอกอะไรเรา

ถามธรรมชาติเพื่อคาดเดาอนาคต
นักประวัติศาสตร์และพหุวัฒนธรรมคาดว่ามนุษย์เริ่มพยายามทำนายอนาคตตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (Prehistoric) แต่ไม่ใช่ภาพจำอย่างการดูลายมือ ถือลูกแก้ว เปิดไพ่ ถามวันเดือนปีเกิด กลับเป็นในรูปแบบพิธีกรรมที่ยึดโยงกับธรรมชาติ และตีความเพื่อคาดเดาอนาคต
พอเริ่มเข้าสู่ยุคอารายธรรมโบราณ พวกเรายังคงแหงนมองฟ้าเพื่อคาดเดาอนาคต สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่ความสงสัยใคร่รู้ แต่เป็นวิธีอ่านคำทำนาย มนุษย์ยังเชื่อว่าธรรมชาติสื่อสารกับเราได้และต้องการบอกอะไรสักอย่างกับเราเสมอ เพียงแต่แต่ละอารยธรรมเลือกวิธีสื่อสารและถ่ายทอดคำทำนายต่างกันออกไป
บางแห่งเงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน สร้างระบบโหราศาสตร์ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ อย่างในแถบเมโสโปเตเมียและบาบิโลน ที่จดบันทึกการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์อย่างเป็นระบบ ขณะที่ในจีนยุคราชวงศ์ชาง สื่อสารกับสวรรค์เบื้องบนผ่านกระดองเต่า ส่วนในยุคกรีก เทพพยากรณ์แห่งเดลฟีถูกยกให้เป็นการสื่อสารกับเทพโดยตรง บางวัฒนธรรมไม่ได้ให้น้ำหนักกับเทหวัตถุบนฟากฟ้ามากนัก แต่หันมาให้ความสนใจเป็นพิเศษกับลางบอกเหตุบนพื้นโลก เช่น การอพยพของสัตว์ รูปแบบสภาพอากาศ รวมถึงรูปแบบของไม้ กระดูก เครื่องราง หรือหินที่ถูกโยนขึ้นไปบนฟ้า
ดังนั้น การทำนายจึงไม่เคยหายไป มันเพียงแตกแขนงออกไปตามแต่ละวัฒนธรรม ที่สร้างวิธีอ่านโลกของตนเองขึ้นมา บางแห่งสถาปนาเป็นพิธีกรรมของรัฐ จะร่างกฎหมาย จะไปปราบกบฏ ขึ้นครองราชย์ ก็ต้องถามความเห็นจากเทพเจ้า บางแห่งเป็นศาสตร์ของนักบวช โดยมากเป็นเรื่องของคำทำนาย บางแห่งกลายเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน
แต่ทั้งหมดนี้ จุดมุ่งหมายของการทำนายมักมุ่งไปสู่ภาพใหญ่ในสังคม เป็นเรื่องของคนหมู่มาก ตั้งแต่เรื่องน้ำหลาก น้ำแล้ง เพื่อหาวันเวลามั่นเหมาะสำหรับการเกษตรของคนในหมู่บ้าน การขึ้นครองราชย์จะเป็นไปโดยราบรื่นไหม ออกรบครั้งนี้จะนำชัยมาสู่ประเทศหรือเปล่า อาจมีบ้างที่คำถามนั้นจะเป็นเรื่องของคนคนเดียว แต่คนนั้นคือกษัตริย์ ผู้นำ ชนชั้นสูง แต่การทำนายส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องของคนหมู่มากเสมอ
แล้วเมื่อไหร่กันที่การทำนายกลายเป็นเรื่องส่วนตัว

จากทำนายฟ้าฝนสู่เรื่องคับข้องใจ
นับตั้งแต่การล่มสลายลงของจักรวรรดิโรมันตะวันตก จนถึงจุดเริ่มต้นของสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา และยุคแห่งการสำรวจ แก่นแท้แห่งความสงสัยในอนาคตยังคงอยู่ มนุษย์ยังคงพยายามจัดระเบียบความไม่นอนในชีวิตเสมอ
ในยุโรปยุคกลาง อำนาจได้เปลี่ยนมือไปสู่คริสตศาสนา การทำนายทายทัก การพยากรณ์ที่อ้างอิงพระเจ้า บอกเล่าคำทำนายผ่านผู้เผยพระวจนะเท่านั้นที่ได้รับอนุญาต แต่การทำนายแบบอื่นทั้งหมดถูกมองว่าเป็นไสยศาสตร์หรือเวทมนตร์ เหมือนเข้ามาบอกใบ้กลายๆ ว่าใครบ้างที่มีสิทธิ์พูด เพราะการหยั่งรู้ล่วงหน้าเป็นความสามารถเฉพาะของพระเจ้า จะให้ใครคนอื่นอย่างพวกนักทำนายไพ่ หมอดู มารู้เหมือนกันไม่ได้ ถือเป็นภัยคุกคามต่อศาสนา
ถึงอย่างนั้น ความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ไม่ได้หายไปเสียทีเดียว หลายมหาวิทยาลัยในยุคกลางยังสอนโหราศาสตร์ควบคู่กับดาราศาสตร์ เพราะเชื่อว่าดวงดาวมีผลต่อโลกทางกายภาพ
ทางฟากฝั่งโลกอิสลาม ในช่วงนั้นนับว่าเป็นยุคทองแห่งความรู้ก็ว่าได้ ภายใต้ราชวงศ์อับบาซิด เมืองแบกแดดกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสตร์ต่างๆ มีการรวบรวมและแปลตำราจากรอบโลก รวมถึงโหราศาสตร์ เห็นได้ว่า ศาสตร์แห่งการทำนายยังคงฝังรากอยู่ในโลกใบนี้ไม่เคยจากไป
ศาสตร์แห่งการทำนายแพร่หลายและผลิบานทุกหัวระแหง ผู้คนต่างสงสัยใคร่รู้ในอนาคตของตนเองเช่นกัน จนจุดมุ่งหมายของการหาคำตอบมันแคบลงจนเหลือเพียงเรื่องปัจเจกเท่านั้น

เมื่อเข้าสู่ปลายยุคกลาง การทำนายเริ่มแพร่สู่สาธารณะมากขึ้น ในช่วงเวลาเหล่านี้แหละที่ภาพจำหมอดูพเนจร ลูกแก้วลึกลับ ไพ่ทาโรต์ เริ่มก่อตัวขึ้น หญิงสาวผู้มักถูกมองว่าเป็นยิปซี แต่งกายด้วยสีสันสดใส ประดับประดาเรือนร่างด้วยกำไล ต่างหู และแหวนมากมาย พลางจ้องลึกลงไปในลูกแก้วบนโต๊ะที่ปูด้วยผ้าปูโต๊ะกำมะหยี่ พลางเล่าเรื่องราวในอดีตและอนาคต แต่อย่างที่เล่าว่า การบอกเล่าอนาคต ไม่ใช่สิ่งที่คริสต์ศาสนา อนุญาตชาวยิปซีเลยต้องทำตัวให้คล่องพร้อมย้ายหนีการจับกุมเสมอ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของภาพลักษณ์หมอดูลูกแก้วพยากรณ์ตามงานเทศกาลต่างๆ คอยร้องถามผู้คนว่า “อยากรู้อนาคตของเธอไหม?”
เมื่อการทำนายทายทัก ไม่ได้ประกอบพิธีเพื่อทำนายน้ำหลาก น้ำแล้ง อย่างแต่ก่อนแล้ว กลายเป็นความสงสัยใคร่รู้ในเรื่องส่วนตัว แบบนี้แล้วจะทำนายกันฟรีๆ ได้อย่างไรล่ะ การทำนายเลยเปลี่ยนรูปแบบจากพิธีกรรมเพื่อคนหมู่มาก ไม่ได้เป็นโหรประจำราชสำนักที่ต้องหมั่นตรวจตราความเป็นไปของบ้านเมือง กลายมาเป็นเรื่องธุรกิจ ช่องทางหารายได้ คนไหนมีเงินคนนั้นก็ได้คำทำนาย
ในยุคกลางนั้น ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปแทบไม่รู้หนังสือ การอ่านคำทำนายจึงเป็นทั้งความลึกลับและความน่าเชื่อถือไปพร้อมกัน การที่ใครบางคนสามารถอ่านตัวอักษร ละตินในคัมภีร์ คำนวณตัวเลขจากดวงดาว หรือแปลความหมายจากสัญลักษณ์ได้ ยิ่งทำให้พวกเขาดูเหมือนเข้าถึงอีกโลกหนึ่ง
คนที่เข้ามาหาจึงเกิดความเชื่อถือ อยากได้คำปรึกษา คำแนะนำ เมื่อลูกแก้ว ไพ่ หรืออะไรก็ตาม ได้บอกอนาคตที่กำลังจะเกิดไปแล้ว ผู้คนต่างก็อยากได้คำแนะนำต่อไปจากความเห็นของมนุษย์ด้วยกันเองอีกด้วย กลายเป็นว่าอาชีพนี้จึงมีอิทธิพลทางใจต่อคนที่เข้ามารับบริการอย่างยิ่ง
แม้ช่วงนี้จะเป็นหมุดหมายที่แข็งแรงของภาพจำหมอดูและลูกแก้ว แต่อาชีพนี้ต้องต่อรองกับกฎหมายและศาสนาอยู่เสมอ ศาสนจักรยุโรปจำนวนมากประณามการทำนายบางรูปแบบว่าเป็นไสยศาสตร์ ขณะที่กฎหมายาเริ่มเข้ามาควบคุมโดยตรง เช่น ปี 1735 ในสหราชอาณาจักรมี Witchcraft Act มองว่าผู้ที่อ้างว่ามีพลังเหนือธรรมชาติเป็นการหลอกลวง และต่อมาในปี 1951 Fraudulent Mediums Act ได้กำหนดให้การทำนายทำได้ในฐานะความบันเทิงเท่านั้น ไม่เช่นนั้นจะโดนรวบ
เมื่อเข้าสู่โลกสมัยใหม่ การทำนายไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยนรูปแบบไปตามเทคโนโลยี จากหมอดูในตลาด สู่คอลัมน์ดูดวงในหนังสือพิมพ์ศตวรรษที่ 19 และ 20 จนถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ในศตวรรษที่ 21 ทุกวันนี้เราเพียงส่งชื่อและวันเดือนปีเกิดผ่านหน้าจอ หรือแม้แต่การเปิดไพ่ที่ปกติแล้วจะเปิดด้วยตัวเอง ยังสามารถเปิดออนไลน์ได้
ถ้ามองย้อนกลับไป หมอดูยุคกลางอาจจินตนาการไม่ออกว่าอนาคตจะถูกส่งผ่านอินเทอร์เน็ตได้อย่างไร แต่แก่นแท้ยังเหมือนเดิม มนุษย์ยังคงต้องการใครสักคนช่วยแปลความไม่แน่นอนให้เข้าใจได้ และช่วยแนะแนวทางท่ามกลางความความสับสนที่เผชิญ
อ้างอิงจาก
Divination | Religion, History & Practices | Britannica
Astrology (Chapter 23) – The Cambridge History of Science
To Divine the Future, the Ancients Relied on These Chance-Based Fortune-Telling Tools
The History of the Crystal Ball