พออายุ 30 ก็เริ่มกังวลเรื่องริ้วรอย หางตาเริ่มมีขีดตอยยิ้ม ความหย่อยคล้อยเริ่มมองเห็นด้วยตา ส่องกระจกใกล้ๆ ก็เห็นถึงรูขุมขน หรือมันถึงเวลาที่เราต้องไปฉีดโบท็อกซ์ เติมฟิลเลอร์ให้ผิวใสเต่งตึงต้านความแก่กันนะ
ความแก่สำหรับหลายคนคงเป็นเรื่องที่น่ากลัวน่าดู เพราะบางทีแค่มีริ้วมีรอยโผล่ขึ้นบนร่างกายแม้เพียงเล็กน้อยตามช่วงวัย ก็กังวลจนต้องรีบหาทางแก้ไขแล้ว อย่างในกรณีของ ผู้หญิงคนหนึ่งที่ออกมาบอกเล่าความรู้สึกแย่ๆ เรื่องความแก่ของตัวเองบน Washington Post เว็บไซต์ข่าวชื่อดังของสหรัฐอเมริกาว่า โดยเธอรู้สึกไม่พึงพอใจต่อสภาพมือของเธอในปัจจุบันเป็นอย่างมาก เนื่องจากผิวหนังของมันเริ่มบางลงอย่างเห็นได้ชัด ซ้ำยังปรากฏริ้วรอยเยอะขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวัน จนเธอเริ่มแสวงหาหัตถการที่จะช่วยเข้ามาทุเลาความกังวลนี้ลง
จะว่าไปแล้วทุกวันนี้ หัตถการเสริมความงาม (Cosmetic Procedures) ที่เกี่ยวข้องกับการชะลอวัย เริ่มมีเยอะและหลากหลายขึ้น โดยสามารถเลือกสรรทำได้ตามใจ แล้วแต่ว่าเราอยากให้ส่วนไหนดูอ่อนเยาว์มากที่สุด ซึ่งนอกจากพัฒนาการของหัตถการชะลอวัยนี้ จะบอกเราว่าผู้คนหันมาสนใจความสวยงามบนร่างกายมากขึ้นแล้ว ยังสะท้อนถึงการกังวลต่อการเปลี่ยนผ่านทางช่วงวัยได้อีกด้วย
แล้วเหตุใดมนุษย์ถึงกลัวความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่พวกเขาหลีกเลี่ยงไม่ได้กันนะ บางคนถึงขั้นต้องแสวงหาตัวช่วยทางการแพทย์มาหยุดเวลาร่างกายให้ไม่ไหลผ่านไปตามเวลาในความเป็นจริง อะไรทำให้หลายคนกลัวที่จะแก่กันขนาดนี้

ทั้งนี้ ขอออกตัวเอาไว้ก่อนว่า เราไม่ได้จะบอกว่า การฉีดนู้นเติมนี้เป็นสิ่งไม่ดี หรือเราไม่ได้จะโต้แย้งเรื่องจริงทางวิทยาศาสตร์ความงามที่งานวิจัยมากมายเคยบอกเอาไว้ เพียงแต่เราอยากพาไปสำรวจว่า จะมีเหตุผลอะไรที่นำไปสู่ความกลัวริ้วรอยของผู้คนในยุคปัจจุบัน
โซเชียลมีเดีย หัตถการ และความกลัวแก่
ในโลกยุคใหม่ที่ทุกอย่างเป็นดิจิทัลแทบทั้งหมดนี้ แน่นอนว่าอิทธิพลทางความคิดที่สำคัญที่สุดของผู้คนส่วนใหญ่ ก็หนีไม่พ้นโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ที่มีส่วนต่อการสร้างแนวคิดแง่มุมต่างๆ ให้แก่ผู้คนอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่แนวคิดเรื่องความงามและความเยาว์วัย
งานศึกษาเกี่ยวกับวยาคติและการวิเคราะห์ภาพลักษณ์ของผู้หญิงบนโลกดิจิทัล ของ วารสาร Mobile Media & Communication ฉบับที่ 14 ชี้ให้เห็นว่า แรงกดดันจากมาตรฐานความงามในสังคมถูกส่งผ่านในพื้นที่ดิจิทัล และตีกรอบให้ความแก่ชราเป็นเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก จนผู้คนยังคงพยายามจัดการรูปลักษณ์เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันทางสังคมเหล่านั้น หรือก็คือคนจำนวนไม่น้อยคล้อยตามไปกับมาตรฐานความงามบนโซเชียลมีเดียทั้งหลาย และพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อให้เป็นไปตามส่วนหนึ่งของมาตรฐานต่างๆ
นอกจากนี้ อินฟลูเอ็นเซอร์ยังถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งต่อค่านิยมทางความงามสู่ผู้คนในสังคมด้วยเช่นกัน ลองนึกภาพดูหาก ดาราหรือศิลปินที่เราดันรู้อายุพวกเขามีหน้าตาที่อ่อนกว่าวัยอย่างเห็นได้ชัด อิทธิพลของคนดังเหล่านี้ ก็อาจทำให้เราที่ติดตามรู้สึกว่าการมีใบหน้าที่อ่อนเยาว์เป็นเรื่องที่ถูกต้อง หากมีริ้วรอยหรือร่องรอยที่เป็นหลักฐานแสดงถึงตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นเกิดขึ้นมา ก็ต้องรีบรักษาให้หาย
มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า เราจะได้รู้ได้อย่างไรว่า โซเชียลมีเดียหรือคนดังมีอิทธิพลต่อผู้คนในเรื่องการทำหัตถการเสริมความงามจริงๆ คำตอบนี้ก็ได้ถูกตอบเอาไว้โดย แซคารี เอช ฮอปกินส์ (Zachary H Hopkins) แพทย์ผิวหนัง จากโรงพยาบาลบราวาร์ด เฮลธ์ และ แอรอน เอ็ม ซีเครสต์ (Aaron M Secrest) อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพประชากร มหาวิทยาลัยยูทาห์ ซึ่งได้ทำการศึกษาในหัวข้อ อิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ต่อความสนใจในการทำศัลยกรรมเสริมความงาม ด้วยการรวบรวมข้อมูลคำค้นหาจาก Google Trends และนำมาเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ใช้งานรายปีของอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก พบว่า คำค้นหา อย่าง แพทย์ผิวหนัง (dermatologist) โบท็อกซ์ (Botox) จูวีเดิร์ม (Juvederm) เรเดียส (Radiesse) คูลสคัลป์ติ้ง (CoolSculpting) ไคเบลลา (Kybella) และการผ่าตัดดึงหน้า (Facelift) ล้วนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยหนึ่งในเหตุผลสำคัญมาจากแรงขับเคลื่อนของโซเชียลมีเดีย
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการประกอบสร้างการกลัวแก่ในสังคม อันเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้คนแสวงหาความเยาว์วัย แม้ว่าบางคนอาจมีเพียงแค่ริ้วรอยเล็กๆ ที่แทบจะสังเกตไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ

โอบรับช่วงอายุกันเถอะ
มนุษย์ หรือกระทั่งทุกๆ สิ่งมีชีวิตบนโลก ล้วนถูกธรรมชาติออกแบบมาให้มีการเจริญเติบโตและการก้าวข้ามสู่ช่วงวัยที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นแล้ว เมื่อถึงจุดหนึ่งเรือนร่างที่เคยเนียนใสก็จะเริ่มย่อนคล้อยเป็นธรรมดา
หากวันใดวันหนึ่งที่เราวิ่งตามกระแสการชะลอวัย แล้วรู้สึกเหนื่อยล้า ก็อาจถึงเวลาที่เราจะลองหันมาโอบรับมันดู กับ ‘Pro-Aging’ หรือก็คือ แนวคิดการใช้ชีวิตที่เน้นให้ยอมรับความร่วงโรยตามวัย มากกว่าจะมองว่าความแก่ชราเป็นข้อบกพร่องที่ต้องได้รับการจัดการ อย่างไรก็ดี Pro-Aging ไม่ใช่การปล่อยเนื้อปล่อยตัวหรือหยุดดูแลสุขภาพและผิวพรรณ แต่คือการเปลี่ยนจุดประสงค์ในการดูแลตัวเอง หันมาดูแลด้วยความรัก ไม่ใช่ความกลัว
ส่วนหนึ่งที่ทำให้แนวคิดนี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน นั่นเพราะผู้คนเริ่มมองเรื่องความแก่เปลี่ยนไปบ้างแล้ว เรเชล เรเยส-เบอร์กาโน (Rachel Reyes-Bergano) ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ ของ SkinSpirit Pasadena ซึ่งได้สังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากคนไข้ของเธอเอง พบว่า ทุกวันนี้ผู้คนเริ่มไม่ค่อยอยากทำให้หน้าตาตัวเองดูเด็กลงแล้ว แต่เปลี่ยนเป้าหมายเป็นการทำให้ใบหน้าของพวกเขาดูไม่โทรมและดูสดใสตามช่วงอายุของตัวเองแทน
สำหรับใครที่สนใจแนวคิดนี้ ก็อาจเริ่มต้นด้วยการค่อยๆ ปรับพฤติกรรมของตัวเองไปทีละขั้น อาจเริ่มที่การสนับสนุนแบรนด์เครื่องสำอางหรือสกินแคร์ที่เน้นสุขภาพผิวและคุณค่าภายใน เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้เกราะป้องกันผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และลดการอักเสบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของผิวที่สดใสในทุกช่วงวัย
ที่สำคัญเราในฐานะบุคคลที่ต้องใช้งานโซเชียลมีเดียในทุกวัน ก็ควรเปิดรับและเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ เพราะอัลกอริทึ่มของโซเชียลมีเดียมักคัดสรรภาพความงามอันไร้ที่ติมานำเสนอ หากเราติดตามแต่คอนเทนต์ที่สร้างด้วยฟิลเตอร์หรือมาตรฐานความงามที่เกินจริง ก็จะนำไปสู่การเปรียบเทียบตัวเองโดยไม่รู้ตัว ทั้งนี้เราอาจลองดูคอนเทนต์จากครีเอเตอร์ทุกช่วงวัยมากขึ้น ค่อยๆ เลิกติดตามบัญชีที่ทำให้รู้สึกแย่กับตัวเอง เพราะการได้เห็นผู้สูงวัยใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานหรือทำกิจกรรมที่พวกเขาอยากทำ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก ก็อาจช่วยให้เราเลิกกลัวอนาคต และมองกาลเวลาเป็นเพียงธรรมชาติที่ทุกคนต้องพบเจอ
ถ้าเราอย่างดูแลร่างกายตัวเองเพราะอยากให้ตัวเองดูดีที่สุดในช่วงวัยนี้จริงๆ ก็ไม่เป็นไรเลย แต่หากทำเพราะสังคมบอกว่าควรทำ จนทำให้เราต้องวิ่งตามาตรฐานของคนอื่นไปเรื่อยๆ ก็อาจทำให้เราเหนื่อยและรู้สึกแย่กับตัวเองในท้ายที่สุด
การโอบรับธรรมชาติของมนุษย์ อาจเป็นอีกวิธีที่ทำให้เราได้มองเห็นคุณค่าใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนได้เช่นเดียวกัน
อ้างอิงจาก