เคยซื้อของชิ้นใหม่ เพียงเพราะอยากให้เข้ากับของชิ้นอื่นๆ ไหม
มีหลายเหตุผลที่ทำให้เราอยากซื้อของชิ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อทดแทนของชิ้นเก่าที่เสื่อมสภาพไปแล้ว หรือเพราะอยากได้มาครอบครองไว้กับตัว แต่นอกเหนือจากเหตุผลเหล่านี้ บางครั้งเราก็อาจเผลอซื้อของชิ้นใหม่ เพียงเพราะเพื่อให้เข้ากับของชิ้นอื่นๆ ที่เราเพิ่งซื้อมา
แม้จะฟังดูไร้เหตุผล แต่ที่จริงก็เป็นพฤติกรรมที่เคยเกิดขึ้นกับใครหลายคน ครั้งหนึ่งเราอาจเคยซื้อกระเป๋าใบใหม่ที่อยากได้มานาน เลือกแล้วเลือกอีกว่าคุ้มค่าคุ้มราคากับเงินที่จ่ายไปแน่นอน แต่หลังจากซื้อมาแล้วเรากลับรู้สึกว่าเจ้ากระเป๋าแสนสวย ดันไม่เข้ากับเสื้อที่มี หรือรองเท้าที่ใส่ จนเกือบโละตู้เสื้อผ้ายกชุด เพียงเพราะกระเป๋าชิ้นเดียว จากที่คิดว่าการลงทุนครั้งนี้จะคุ้มค่า กลับกลายเป็นต้องเสียเงินเพิ่มไม่รู้จบ
พฤติกรรมนี้เรียกว่า ‘Diderot effect’ หรือปรากฏการณ์การซื้อของใหม่ 1 ชิ้น ที่นำไปสู่ความไม่พอใจสิ่งในของชิ้นอื่นๆ ที่มีอยู่เดิม พฤติกรรมนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เราใช้จ่ายมากเกินความจำเป็นเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไลฟ์สไตล์เราค่อยๆ เปลี่ยนไปใช้ของแพงมากขึ้นด้วย
แล้วมันส่งผลกับการใช้เงินของเรายังไงบ้าง ทำไมเราถึงต้านทานความอยากได้ของชิ้นใหม่ไม่อยู่ และจะมีวิธีไหนช่วยให้เราไม่เผลอใช้เงินกับของที่เราไม่ต้องการได้บ้างไหมนะ?

เมื่อเราซื้อของชิ้นใหม่เพราะของเดิมไม่เข้ากัน
หลายคนอาจเคยได้ยินว่าวิธีเก็บเงินที่ดีที่สุดคือการไม่ซื้อข้าวของชิ้นใหม่ แม้จะฟังดูโหดร้าย และยากที่จะทำได้จริง แต่ก็ใช่ว่าวิธีนี้จะไร้เหตุผลเสมอไป เพราะที่จริงแล้วการซื้อของใหม่ 1 ชิ้น อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราซื้อของชิ้นใหม่ๆ (แม้ว่าจะไม่อยากได้) ไม่รู้จบ
มนุษย์เริ่มรู้ความลับข้อนี้นับตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 18 โดย เดนิส ดีเดอโรต์ (Denis Diderot) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เขาเคยเขียนบทความชื่อ ‘Regrets for my Old Dressing Gown, or A warning to those who have more taste than fortune’ พูดถึงความทุกข์จากการได้ของชิ้นใหม่ที่เกินฐานะตัวเอง โดยเขาได้คร่ำครวญต่อชีวิต หลังจากได้รับเสื้อคลุมสุดหรู นับแต่นั้นชีวิตเขาก็ไร้ซึ่งความสุข เพราะเมื่อมองไปรอบๆ ตัว ข้าวของต่างๆ กลับไม่มีอะไรที่เข้ากับเสื้อคลุมผืนใหม่เลย
ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทำให้เขาอยากเปลี่ยนข้าวของต่างๆ ให้คู่ควรกับผ้าคลุมหรูหรา ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนพรมเก่าๆ ให้เป็นพรมจากดามัสกัส ตกแต่งบ้านด้วยประติมากรรม ซื้อโต๊ะครัวใหม่กระจก หรือแม้แต่เก้าอี้ฟางก็ถูกแทนที่ด้วยเก้าอี้หนัง จนท้ายที่สุดรสนิยมอันเกินตัว ก็ค่อยๆ ทำลายชีวิตทีละน้อย จนเงินเก็บของครอบครัวร่อยหรอในที่สุด
วันเวลาผ่านไป ในปี 1986 เรื่องราวนี้ก็ถูกหยิบมาตั้งชื่อพฤติกรรม เรียกว่า ‘Diderot Effect’ โดย แกรนท์ แมคแคร็กเคน (Grant McCracken) นักมานุษยวิทยาและนักวิชาการด้านการบริโภค เพื่ออธิบายถึงพฤติกรรมการซื้อของใหม่ 1 ชิ้น ที่นำไปสู่การซื้อข้าวของมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อใช้คู่กันหรือเพื่อให้ทันกับของเดิม จนเป็นสาเหตุของการใช้จ่ายเกินตัว และสะสมสิ่งของมากกว่าที่ต้องการ
สาเหตุที่เราหรือผู้บริโภคอยากซื้อข้าวของชิ้นใหม่ เพื่อเติมเต็มให้ทุกอย่างเข้าดูเข้ากัน แกรนท์ อธิบายว่ามาจากความสัมพันธ์ของสิ่งของ และผู้บริโภค โดยปกติแล้วสินค้าหรือแบรนด์มักออกแบบมาให้เข้ากันเป็นชุด (unity) เช่น ลวดลาย หรือคุณภาพที่คล้ายๆกัน ดังนั้นเมื่อเราซื้อสินค้าแยกชิ้น จากหลายแหล่งที่มา ก็มีโอกาสที่จะทำลายความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสินค้า เหมือนอย่างงานเขียนของดิเดอโรต์ ที่ต้องซื้อข้าวของชิ้นใหม่ๆ มาเติมเต็ม
ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งของอันเหนียวแน่นนี้ ผู้บริโภคอย่างเราจึงมักพยายามทำให้สิ่งของเหล่านั้นเข้ากันอยู่เสมอ ไม่ใช่เพื่อใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่ยังเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ให้ตรงกับตัวตนในอุดมคติของตัวเองด้วย จึงไม่แปลกหากเราจะเคยเห็นบ้านคนมีฐานะมักมีของเข้าชุดกันทุกระเบียดนิ้ว เพราะนี่ก็เป็นหนึ่งในวิธีการแสดงออกทางฐานะด้วยนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนข้าวของเพื่อให้เข้าชุดกันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ถ้าหากว่าเราทำแล้วไม่เดือดร้อนด้านการเงิน แต่หลายครั้งพฤติกรรมนี้มักตามมาด้วยการใช้จ่ายเกินความจำเป็น และเป็นกับดักให้เราหมกมุ่นอยู่กับวัตถุภายนอกจนเกินพอดี
การซื้อสินค้าเพื่อเติมเต็มภาพลักษณ์ อาจทำให้เราไม่ใช้จ่ายไปกับสิ่งของที่เราต้องการจริงๆ หรือซื้อมาทั้งๆ ที่ชิ้นเดิมยังใช้งานได้อยู่ เมื่อเรายกระดับสิ่งของให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ความพึงพอใจจะทำให้เราต้องซื้อของชิ้นใหม่ราคาแพงมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นสาเหตุหนึ่งของ ‘Lifestyle inflation’ หรือการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามรายได้ เช่น จากเดิมที่เราเคยทานอาหารธรรมดาๆ ได้ แต่ตอนนี้เราอาจจะขยับไปทานอาหารในห้างฯ ที่มีราคาแพงขึ้นหลายเท่า ตามฐานะที่เพิ่มขึ้นแทน
เจมส์ เคอร์รี่ (James R. Curry) ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร จากบริษัทด้านจัดการทรัพย์สิน ชี้ให้เห็นว่าการใช้จ่ายเพื่อให้ชีวิตดูสมบูรณ์แบบ มักทำให้เราใช้จ่ายมากกว่าปกติ ยิ่งในยุคที่เราสามารถเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับคนอื่นง่ายขึ้นจากโซเชียลมีเดีย ความกดดันนี้ทำให้หลายคนรักษาภาพลักษณ์ตัวเอง แม้ว่าต้องกู้ยืมเงิน หรือยอมเป็นหนี้ก็ตาม
มีสติทุกครั้งก่อนจับจ่าย
แน่นอนว่าการซื้อของชิ้นใหม่ช่วยเติมเต็มความสุขให้กับเรา แถมการได้เลือกสิ่งของยังช่วยทำให้เรารู้สึกมีอำนาจได้ควบคุมสิ่งต่างๆ ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนใบนี้
อย่างไรก็ตาม ความสุขจากการจับจ่ายก็มักอยู่กับเราได้เพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น ไม่นานความพึงพอใจเหล่านี้ก็จะค่อยๆ จางหายไป เพราะเราสามารถปรับตัวกับระดับความสุขสมนั้นได้แล้ว ท้ายที่สุดเราก็ต้องพยายามมากขึ้นเพื่อให้ได้รับความรู้สึกแบบนั้นอีก จนลงเอยด้วยการซื้อของที่ไม่จำเป็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เจมส์ เคลียร์ (James Clear) นักจิตวิทยาด้านพฤติกรรม อธิบายว่าสิ่งที่จะช่วยให้เราไม่หลงไปกับความสุขชั่วครั้งชั่วคราว คือการเรียนรู้ที่จะคัดเลือก ตัดทิ้ง และโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญกับตัวเราจริงๆ

อันดับแรก เราอาจต้องเริ่มด้วยการคัดเลือกสิ่งของที่จะมาอยู่ในบ้านของเรามากขึ้น เพราะอย่างที่เรารู้ว่าการซื้อของชิ้นหนึ่ง อาจตามมาด้วยสินค้าอีกมากมาย สิ่งที่เราทำได้จึงเป็นการลดตัวกระตุ้นที่ทำให้เราอยากได้ของชิ้นใหม่ๆ เช่น การใช้โซเชียลมีเดียให้น้อยลง เพราะโลกออนไลน์มักเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองมีไม่ดีพอ จากเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่ขยันมาป้ายยา หรือชีวิตของคนรอบข้าง จึงต้องพยายามซื้อของใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากคัดเลือกแล้ว อย่าลืมตัดของที่ไม่จำเป็น เพื่อช่วยให้เราควบคุมสิ่งของในบ้าน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าหากเราต้องซื้อของ 1 ชิ้น อย่าลืมต้องปล่อยไป 1 ชิ้น เช่น ส่งต่อเสื้อผ้าให้คนอื่นทุกครั้งที่เราซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ หรืออาจใช้วิธีงดซื้อของ 1 เดือน เพื่อฝึกใช้ของที่มี หรือหาทางเลือกอื่นๆ ที่ทำให้เราไม่ต้องซื้อของชิ้นใหม่ เช่น การยืมหรือเช่าแทน
สุดท้ายคือเรียนรู้ว่าความอยากเป็นแค่อารมณ์ชั่วครู่ เราไม่จำเป็นต้องทำตามเสมอไป เป็นเรื่องปกติที่เราจะอยากได้สิ่งชิ้นใหม่ๆ ที่ดีกว่า เพราะอย่าลืมว่าเจ้าของแบรนด์ก็มีหน้าที่ทำให้เรายอมควักเงินเพื่อซื้อสินค้าของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการออกสินค้ารุ่นใหม่ๆ หรือโฆษณาว่าสินค้าตัวนี้มีดียังไง แต่หากเราเข้าใจว่าสิ่งที่เราต้องการจริงๆ คืออะไร และเข้าใจว่าเราไม่ต้องซื้อของใหม่ทุกครั้งที่อยากได้ การรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเองก็จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้เรา และไม่ต้องลงเอยที่การซื้อของใหม่ซ้ำๆ ไม่รู้จบ
ถ้าหากซื้อของสิ่งใหม่แล้วต้องตามมาด้วยภาระอีกมากมาย บางทีการมีของไม่กี่อย่างที่สำคัญกับเราจริงๆ แต่ช่วยให้เรามีอิสระมากขึ้นมากขึ้น อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าก็ได้นะ
อ้างอิงจาก