เคยรู้สึกว่างเปล่ากันบ้างไหม แม้เราจะมีเพื่อนรายล้อม แต่เราก็ยังรู้สึกเหงา แม้จะรู้สึกสบายใจกับงานที่ทำ แต่เราก็ไม่รู้สึกภูมิใจ
ทั้งที่เราก็ตั้งใจใช้ชีวิตอย่างดี เผลอๆ อาจเป็นชีวิตที่เคยฝันไว้ด้วยซ้ำไป แม้จะไม่ได้ตั้งความหวังไว้สูงถึงขนาดมีเงินเป็นพันล้าน แต่ก็ไม่ได้มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจในด้านอื่นๆ เช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่น่าพอใจสำหรับตัวเองแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมเรายังรู้สึกเฉยๆ กับชีวิต ไม่มีความสุขเท่าที่คิดไว้กันนะ
หลายคนเมื่อเจอภาวะนี้อาจมีคำถามมากมายผุดขึ้นในใจ ความว่างเปล่านี้คืออะไร เรามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า วันนี้ The MATTER ชวนไปดูว่ามีเหตุผลอะไรบ้างที่ทำให้เราไม่สามารถสัมผัสความสุขได้เท่าที่คิด แล้วจะมีทางไหนที่ทำให้เรายิ้มได้ในวันธรรมดาแบบนี้ได้บ้าง
เหตุผลที่เรายังไม่มีความสุข
พูดถึงหน้าตาของความสุข แต่ละคนนึกถึงอะไรกัน? แน่นอนว่าความสุขของแต่ละคนก็คงมีหน้าตาไม่เหมือนกัน เพราะความสุขเป็นเรื่องเฉพาะส่วนบุคคล จึงยากที่จะนิยามได้ว่าความสุขคืออะไรกันแน่
มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าความสุขเกิดขึ้นจากประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราหลายๆ อย่างประกอบเข้าด้วยกัน หลักๆ มักประกอบไปด้วย อารมณ์ที่เป็นสุข การอยู่ในความสัมพันธ์ที่ดี การมีเงินมากเพียงพอ หรือการได้รับยอมรับจากสังคม
อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน บางคนอาจโฟกัสไปที่ด้านใดด้านหนึ่ง เช่น คนที่ให้ความสำคัญกับครอบครัว แค่ได้ใช้เวลากับครอบครัวก็มีความสุขแล้ว กลับกันหากรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเวลาให้คนรอบข้าง แม้ชีวิตด้านอื่นๆ จะดี แต่เขาก็อาจรู้สึกไม่มีความสุข จนส่งผลต่อความรู้สึกด้านอื่นๆ ไปด้วย

ส่วนเหตุผลที่เราไม่สามารถมีความสุขได้ก็เป็นเรื่องซับซ้อน เพราะแม้ชีวิตด้านอื่นๆ ของเราจะไม่ได้เจอเรื่องแย่ๆ ร้ายแรง แต่เราก็อาจรู้สึกไม่มีความสุขได้เช่นกัน แอร์ลิน คันซิก (Arlin Cuncic) ผู้เชี่ยวชาญด้านความวิตกกังวลเชิงสังคม ชี้ว่าเหตุผลหลักๆ มีอยู่ 2 ข้อ คือ ประสบการณ์ในอดีต และพันธุกรรม
บางคนอาจเคยเจอเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิตมา จึงทำให้ไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองมีความสุข เช่น อาจเคยถูกตำหนิ หรือได้รับความเย็นชาจากพ่อแม่เวลาตัวเองเจอเรื่องดีๆ จึงทำให้เรารู้สึกผิด และใช้ความเย็นชาเพื่อปกป้องความรู้สึกตัวเอง ทำให้หลายครั้งแม้จะมีเรื่องดีๆ อยู่ตรงหน้า แต่ก็ไม่สามารถโอบรับความสุขได้ เพราะเชื่อเสียงในหัวที่บอกว่าความสุขเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องจริง และอีกไม่นานคงมีเรื่องไม่ดีตามมาแน่นอน
อีกเหตุผลหนึ่งคือเรื่องของพันธุกรรม ข้อมูลจากสถาบันสุขภาพจิตของสหรัฐอเมริกา (NIMH) ชี้ว่า ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล นอกจากเกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมแล้ว บางครั้งยังอาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ด้วย เราอาจพบว่าบางครั้งเรารู้สึกถึงความสุขได้ยากกว่าปกติ แม้ว่าชีวิตจะราบรื่น เพราะภาวะเหล่านี้ทำให้สารเคมีในสมองไม่สมดุลกัน ซึ่งส่งผลต่ออารมณ์ความสุขไปด้วย
ในอีกมุมหนึ่งการที่หลายคนไม่รู้สึกว่าชีวิตนี้มีความสุข หรือไม่ได้มองโลกด้วยเลนส์สีพาสเทลตลอดเวลาก็อาจถือเป็นเรื่องปกติ เพราะที่จริงมนุษย์เราถูกออกแบบมาให้มองโลกในแง่ร้ายอยู่แล้ว
สตีฟ ฮาเยส (Steven C. Hayes) นักจิตวิทยาและศาสตราจารย์ชาวอเมริกัน ที่ศึกษาจิตวิทยาวิวัฒนาการ ชี้ให้เห็นว่าสมองเราถูกออกแบบมาให้โฟกัสแต่ด้านลบเป็นพื้นฐาน อย่างการที่เรามักจินตนาการถึงแต่เรื่องอันตราย การหมกมุ่นกับอดีต คิดว่าตัวเองไม่ดีพอ กังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไง และรู้สึกว่าตัวเองขาดอะไรสักอย่างอยู่เสมอ โดยเหตุผลที่สมองต้องคิดในแง่ร้ายเป็นเพราะมันเป็นแรงจูงใจให้เราเคลื่อนไหว หรือแสวงหาสิ่งต่างๆ เช่นอาหาร หรือที่อยู่อาศัย เพื่อให้เราอยู่รอด
ดังนั้นจึงไม่แปลกหากบางครั้งเราจะรู้สึกไม่มีความสุข แม้ว่าจะไม่ได้เจอเรื่องร้ายแรง แต่เป็นเพราะเราอาจยังต้องการบางอย่างในชีวิต การที่เรารู้สึกไม่มีความสุขก็อาจเป็นสัญญาณหนึ่งให้เรากลับมาทบทวนชีวิตของตัวเองอีกครั้ง ว่าเรากำลังเผชิญกับปัญหาที่เราไม่รู้ตัวหรือเปล่า เพื่อให้เราจัดการกับสิ่งเหล่านั้นและก้าวข้ามมันไปให้ได้

ทำอย่างไรเมื่อเราไม่รู้สึกถึงความสุข
จากเหตุผลที่ว่ามา จะเห็นว่าบางครั้งการที่เรารู้สึกไม่มีความสุข ไม่ได้แปลว่าเราผิดปกติเสมอไป เพราะความสุขไม่ใช่ภาวะคงที่ แต่เป็นเหมือนอารมณ์อื่นๆ ที่ขึ้นลงได้เป็นปกติ ซึ่งเราเองก็สามารถเรียนรู้และอยู่กับตัวเองในช่วงเวลานี้ได้
แต่เพื่อไม่ให้เรารู้สึกว่างเปล่าจนเกินไป ลิซ่า ไฟร์สโตน (Lisa Firestone) นักจิตวิทยาคลินิกและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการศึกษาของสมาคมเกล็นดอนแนะนำวิธีปรับความคิดและอารมณ์ของเราในวันที่ไม่มีความสุขไว้ดังนี้
- แชร์สิ่งที่เรากำลังทำ: แม้ปกติเราอาจจะชอบทำอะไรคนเดียว ไปไหนมาไหนคนเดียวได้ไม่มีปัญหา แต่การได้มีส่วนร่วมกับคนอื่นมากขึ้น ก็ช่วยให้ชีวิตเราไม่จืดชืดมากเกินไปนะ บางทีเราอาจเริ่มด้วยการลองแบ่งปันเรื่องราวในแต่ละวันหรือสิ่งที่เราชอบให้คนใกล้ตัวฟัง เพื่อให้เรามีกำลังใจทำสิ่งนั้นต่อไป และทำให้วันธรรมดาๆ มีความหมายมากขึ้น
- เสียงในหัวอาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป: หลายครั้งเวลาเจอเรื่องดีๆ เราอาจจินตนาการถึงเหตุการณ์เลวร้ายก่อนอย่างแรก เช่น ตัวเองไม่สมควรได้รับสิ่งนี้ หรืออาจมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น แต่เสียงที่เราบอกตัวเองไม่ใช่ความจริงเสมอไป เราอาจต้องมองสิ่งต่างๆ ด้วยใจเป็นกลางมากขึ้น เพื่อไม่ให้เราจมอยู่กับความกังวลจนเกินไป
- โฟกัสกับความสำเร็จเล็กๆ: บางครั้งที่เราไม่มีความสุข อาจเป็นเพราะเราให้ความสำคัญกับภาพใหญ่ จนหลงลืมสิ่งเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันไป แต่ความสุขอาจเกิดขึ้นได้เพียงเพราะเราทำงานเสร็จ ได้ออกนอกคอมฟอร์ตโซน หรือได้ใช้เวลากับคนที่รัก หากเราให้ความสำคัญกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ก็จะช่วยให้เรารู้สึกพึงพอใจและมีคุณค่ามากขึ้น
- ลองทำสิ่งดีๆ เพื่อผู้อื่น: การช่วยเหลือคนอื่นแม้ไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่แค่ให้ความสำคัญกับคนรอบข้าง เช่น เปิดประตู กดรอลิฟต์ หรือให้กำลังใจ ก็สามารถเปลี่ยนวันธรรมดาๆ ของใครบางคนเป็นวันที่ดีขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้เรารู้สึกมีคุณค่าและมีความหมายในชีวิตมากขึ้น
สุดท้ายหากลองทำทุกวิธีแล้ว แต่เราก็ยังไม่รู้สึกมีความสุขกับชีวิตอยู่ดี การปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัดก็อาจช่วยให้เราหาทางออกได้นะ เพื่อให้เรากลับมายิ้มได้ในวันธรรมดาๆ อีกครั้ง
อารมณ์เป็นสิ่งที่ผ่านมาและผ่านไป การเข้าใจและยอมรับ ไม่ปล่อยให้มันกัดกินเรามากเกินก็เป็นทางหนึ่งที่ช่วยให้เราสบายใจขึ้นนะ
อ้างอิงจาก