มองหน้าอยากมีเรื่อง?
บางครั้งเหตุการณ์เล็กๆ ก็อาจนำพาไปสู่การทะเลาะวิวาทได้โดยไม่ทันตั้งตัว ค่ำคืนหนึ่งเราอาจกำลังเดินเล่นอยู่ดีๆ ดันเผลอไปกระทบไหล่กับคนแปลกหน้าเข้า หรือเพียงแค่กวาดสายตาไปรอบๆ แต่ดันสบตากับเจ้าถิ่น จนทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจขึ้นมา นาทีนี้คำขอโทษไม่เพียงพอจะเยียวยาให้สถานการณ์ดีขึ้นอีกแล้ว ศักดิ์ศรีกลายเป็นสิ่งที่ต้องกอบกู้กลับคืนมา ลงเอยที่ทั้งสองฝ่ายต้องมาวัดกันตัวต่อตัว อารมณ์ความโกรธยิ่งระอุขึ้นเรื่อยๆ ไม่ช้าผู้คนเริ่มล้อมวงกันเข้ามาสังเกตการณ์ พร้อมตั้งตัวเป็นเขตของสังเวียน ระฆังยกที่หนึ่งกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
แม้ว่าการเปิดฉากทะเลาะวิวาท จนถึงขั้นลงไม้ลงมือย่อมต้องมีคนเจ็บตัว ไม่มีใครรู้ว่าชนะแล้วได้อะไร แพ้ต้องเสียอะไร (ที่แน่ๆ เสียค่าปรับ) แถมกติกายังไม่มีใครทราบ ในเมื่อดูแล้วมีแต่เสียกับเสีย แต่ทำไมบางคนถึงยอมจะลงไปสู้กับศึกครั้งนี้ที่ไม่มีรางวัลอะไรด้วยนะ
วันนี้เราขอชวนไปดูเหตุผลเบื้องหลังการต่อสู้บนท้องถนนกับคนแปลกหน้า ว่าทำไมบางคนถึงยอมเอาตัวเข้าแลก แล้วถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เรามีทางเลือกอะไรบ้าง

อย่าถามหากฎ เพราะการสู้บนถนนไม่มีกติกา
แม้จะใช้คำว่าต่อสู้เหมือนกัน แต่การต่อสู้บนท้องถนนแตกต่างจากกีฬาป้องกันตัวทั่วไป เช่น มวยไทย เทควันโด หรือมวยปล้ำ เพราะการต่อสู้ที่ว่ายังมีกติกา กรรมการ อุปกรณ์ป้องกัน หรือพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ให้ แต่การต่อสู้ที่เราพบเห็นบนท้องถนนไม่มีสิ่งเหล่านี้สักข้อเดียว นั่นทำให้การต่อสู้ประเภทนี้อันตรายกว่าแบบอื่นๆ
ซาฮี เชเมช (Tsahi Shemesh) ทหารผ่านศึกชาวอเมริกันและผู้เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้คราฟมากา อธิบายว่าการต่อสู้ที่เราพบเห็นบนท้องถนน (Street fighting) ว่ามักหมายถึงการต่อสู้ในที่สาธารณะ ที่ไม่มีการควบคุมชัดเจน ไม่ว่าจะกฎเกณฑ์หรือขอบเขตด้านความปลอดภัย นอกจากนี้ยังมักมีคนผู้ชมยืนดูอยู่รอบๆ ซึ่งอาจจะเข้ามาร่วมวงเมื่อไหร่ก็ได้ แถมยังอาจหยิบอาวุธโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้จึงทำให้การต่อสู้บนท้องถนนอันตรายกว่าที่คิด เพราะเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ และอาจต้องไปลงเอยที่โรงพยาบาลหรือไม่ก็โรงพัก แม้ว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะยินยอมพร้อมใจงัดกันกลางถนน อย่างที่เรามักจะเห็นการวิวาทมากเป็นพิเศษตามย่านบันเทิงช่วงกลางคืน ในบาร์ ร้านเหล้า หรือหน้าเวทีคอนเสิร์ต
ทั้งที่เลี่ยงได้แต่ทำไมคนเราจึงมักกระโจนเข้าสู่สังเวียนกลางแจ้งนี้กันนะ อันที่จริงแล้วในด้านวัฒนธรรม การต่อสู้ประเภทนี้ก็ทำหน้าที่ทางสังคมอยู่เหมือนกัน จากการศึกษา Varieties of Violence in Street Culture ปี 2023 อธิบายว่าความรุนแรงบางประเภทมักทำไปเพื่อรักษาศักดิ์ศรี หรือเรียกความเคารพกลับคืนมา นอกจากนี้ยังอาจใช้เพื่อควบคุมสังคม หรือทวงคืนความยุติธรรมกลับคืนมา จนถึงเพื่อความบันเทิง

ส่วนใหญ่แล้วการวิวาทที่เกิดจากความมึนเมาเพราะฤทธิ์แอลกอฮอลล์ ที่ต่างฝ่ายต่างยั่วยุกันไปมา โดยที่ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกันชัดเจน มักทำไปด้วยเหตุผลหลักๆ คือเรื่องของศักดิ์ศรี และความสนุกเป็นส่วนใหญ่ เช่น การถูกคุกคามหรือท้าทายจากฝั่งตรงข้าม จะให้เดินหนีไปเลยก็อาจถูกมองว่ายอมแพ้ ดังนั้นแล้วหลายครั้งเราจึงพร้อมตอบโต้กลับ เพื่อทวงคืนอำนาจการควบคุมของเรากลับมา ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม จึงไม่แปลกที่หลายครั้งจุดเริ่มต้นเล็กๆ ก็อาจนำไปสู่เหตุการณ์บานปลายใหญ่โต
มองในมุมนี้ ศักดิ์ศรีอาจถูกมองเป็นเรื่องสมมติที่เราไม่จำเป็นต้องเอาตัวเข้าแลกก็ได้นี่นา แต่ที่จริง การได้รับการยอมรับหรือความเคารพเป็นสิ่งที่ตัวมนุษย์ทุกคน และเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงมักหมกมุ่นอยู่กับการแสดงอำนาจและความแข็งแกร่งนัก
เคนดรา เชอร์รี่ (Kendra Cherry) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาสังคม ชี้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนทำให้เราไม่พอใจ ไม่ว่าจะเป็นการวิจารณ์หรือคุกคาม สิ่งเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นความเครียด สมองเราจะเข้าสู่โหมด สู้หรือหนี (fight-or-flight) ร่างกายเราจะเตรียมพร้อมต่อภัยคุกคาม เราอาจจะเริ่มใจเต้นเร็ว รูม่านตาขยาย พร้อมทวงพื้นที่ของตัวเอง หรือกอบกู้สถานการณ์ให้ตัวเองกลับมาได้เปรียบอีกครั้ง
ดังนั้นการต่อสู้หลายครั้งจึงไม่ใช่เรื่องแพ้ชนะอย่างเดียว แต่ยังถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ที่ถูกเอามาใช้ในช่วงเวลาคับขับด้วย
ในสถานการณ์จวนตัวเราเลือกอะไรได้บ้าง
อย่างที่บอกว่าการต่อสู้ประเภทนี้ไม่มีกฎตายตัว อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ ตั้งแต่ฝ่ายที่มีคนมากกว่ารุมคนต่อสู้เพียงคนเดียว ใช้อาวุธ จนถึงต่อยใต้เข็มขัด เพราะอย่าลืมว่านี่ไม่ใช่การแข่งขันกีฬา แต่เป็นการต่อสู้นอกระบบที่มีศักดิ์ศรีเป็นเดิมพัน ต่างฝ่ายจึงใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้สุดท้ายกลายเป็นผู้ชนะ
ดังนั้นสิ่งที่เราต้องรู้ในสถานการณ์นี้คือมันอาจจะจบไม่สวยแน่นอน ยิ่งหากเราเป็นฝ่ายเริ่มก่อนก็ยิ่งทำให้ความชอบธรรมในการป้องกันตัวลดน้อยลงไป สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดจึงเป็นการหลีกเลี่ยงการปะทะ ไม่พาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์นี้ตั้งแต่ต้น
เกล ซอลท์ (Gail Saltz) จิตแพทย์และรองศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์คลินิก แนะนำวิธีคลี่คลายสถานการณ์ เพื่อไม่ให้ลุกลามไปสู่การใช้กำลัง อันดับแรกคือการถอยห่างออกมาก่อน ถ้าเจอเหตุการณ์ผิดปกติ เช่น มีคนเดินชนหรือมีปัญหากันเล็กน้อย ไม่ผิดเลยที่เราจะเดินหนีออกมา หรือจะกลายเป็นคนแพ้ เพราะสิ่งนี้จะช่วยให้เราไม่ต้องเผชิญหน้าซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการวิวาทที่ทำลายความสงบสุขของวันนี้ไป

สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เราออกจากสถานการณ์นี้ได้คือ ‘สติ’ ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่าเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งนี้จะทำให้เรามีอารมณ์โกรธ โมโห หงุดหงิดจนอยากซัดหน้าตัวต้นเรื่อง หรือเราอาจจะหยิบเหตุการณ์นี้มาผูกใจเจ็บ คิดเป็นเรื่องส่วนตัว อย่างไรก็ตามการใช้อารมณ์ตอนนี้จะยิ่งทำให้เราตัดสินใจแบบวู่วาม รู้ตัวอีกทีก็อาจจะลงไปนอนคลุกฝุ่นกับพื้นเรียบร้อย จนรู้สึกเสียใจภายหลัง ดังนั้นยิ่งเราควบคุมตัวเองและออกจากจุดเกิดเหตุเร็วเท่าไหร่ ก็จะช่วยลดการบาดเจ็บได้มากเท่านั้น
แต่ถ้าลองเดินหนีก็แล้ว ควบคุมอารมณ์ตัวเองก็แล้ว ก็ยังหนีไม่พ้นการเผชิญหน้าอยู่ดี หรืออีกฝ่ายรุกรานเราไม่เลิก มีแต่ต้องใช้หมัดคุยกันเท่านั้นถึงจะรู้เรื่อง ในสถานการณ์นี้ ซาฮี ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้แนะนำว่า ถ้าต้องสู้ ก็อย่าสู้เพื่อแพ้ชนะ หรือพิสูจน์ตัวเองกับใคร แต่ให้สู้เพื่อป้องกันตัว และสร้างจังหวะให้เราหนีออกมาได้อย่างปลอดภัยจะดีที่สุด
การมุ่งจะเอาชนะนอกจากจะทำให้มุมมองเราแคบลง และตัดสินใจได้แย่ลงแล้ว ยังนำไปสู่อันตรายได้มากขึ้นด้วย เราอาจจะมองสถานการณ์ไม่ออก ไม่มีระยะห่างที่เหมาะสม และเกมอาจพลิกได้ทุกเมื่อ หากในจังหวะนี้อีกฝ่ายใช้อาวุธขึ้นมา คนที่เสียเปรียบก็อาจเป็นเราเองก็ได้
สุดท้ายอย่าลืมว่าสังเวียนนี้ไม่มีกรรมการ ไม่มีกติกา คนที่ชนะก็อาจไม่ใช่คนที่ล้มอีกฝ่ายได้เสมอไป แต่อาจเป็นคนที่ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยโดยเจ็บตัวให้น้อยที่สุดต่างหาก
อ้างอิงจาก