การเลิกราแบบไหนทำให้รู้สึกเจ็บปวดที่สุด?
เมื่ออยู่ในความสัมพันธ์ การเลิกราที่หลายคนไม่อยากเผชิญหน้ามากที่สุดคงเป็นการถูกนอกใจ ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นการจบความสัมพันธ์แบบไม่ทันตั้งตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายความเชื่อใจ และกลายเป็นบาดแผลที่ติดอยู่ในใจนับจากนี้ต่อไปด้วย
แม้หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวการถูกนอกใจมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง และเข้าใจว่าเหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์มากแค่ไหน แต่การทำความเข้าใจความเจ็บปวดของคนที่เจอเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันเป็นบาดแผลที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แถมแต่ละคนยังมีวิธีรับมือกับความเจ็บปวดแตกต่างกันไป จนยากที่จะบอกได้ว่าวิธีที่ถูกต้องในการรับมือกับสถานการณ์นี้
เมื่อการถูกนอกใจซับซ้อนเกินกว่าที่ตาเห็น เราชวนไปสำรวจความรู้สึกของคนถูกนอกใจ ทำไมการถูกหักหลังจากคนรักถึงเจ็บปวดมากกว่าการเลิกราแบบอื่นๆ กันนะ แล้วเราควรเดินหน้าต่อยังไงกับความสัมพันธ์ที่ร้าวลึกเช่นนี้

แบบไหนที่เรียกว่าการนอกใจ
สำหรับความสัมพันธ์แบบการมีคู่ครองเดียว หรือ ‘Monogamy’ ที่ทั้งคู่ตกลงปลงใจว่าจะรักและซื่อสัตย์กับเราเพียงคนเดียว การนอกใจถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ไม่สามารถยอมรับได้มากที่สุด และมักนำไปสู่การเลิกราของคู่รักหลายคนด้วย
อย่างไรก็ตาม การนอกใจก็อาจแตกต่างไปตามมุมมองของแต่ละคน แม้จะเห็นพ้องต้องกันว่า เป็นการมีความสัมพันธ์กับคนอื่นที่ไม่ใช่คู่ของตัวเอง ทั้งแบบต่อหน้าหรือลับหลัง แต่ในความเป็นจริง แต่ละคนก็มีเส้นแบ่งของการนอกใจไม่เหมือนกัน
งานวิจัยเรื่องความรักและการนอกใจ ที่ตีพิมพ์ในวารสารงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขนานาชาติ ปี 2023 ระบุว่าการนอกใจมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก ไม่ว่าจะเป็น การนอกใจทางเพศ (การกอด จูบ ลูบคลำ หรือการมีเพศสัมพันธ์) การนอกใจทางอารมณ์ (การแบ่งปันความคิดที่ลึกซึ้งกับคนอื่น การตกหลุมรัก การเปิดเผยความอ่อนแอ จนถึงการเลี้ยงดูในเชิงชู้สาว) นอกจากนี้มีการนอกใจแบบผสม ที่รวมทั้งเรื่องเพศและอารมณ์ไว้ด้วยกัน
การนอกใจแต่ละรูปแบบก็ส่งผลกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน จากงานวิจัยชิ้นเดิมได้อ้างอิงผลสำรวจว่าการนอกใจแบบใดทำให้รู้สึกแย่มากกว่ากัน ก่อนพบว่า ผู้ชายมักรู้สึกแย่มากกว่าเมื่อถูกนอกใจทางเพศ ขณะที่ผู้หญิงจะรู้สึกแย่มากกว่าเมื่อถูกนอกใจทางอารมณ์ เช่นเดียวกับกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน อย่างเลสเบี้ยนหรือเกย์
แล้วอะไรที่ทำให้แต่ละคนมีความรู้สึกต่อการนอกใจแตกต่างกันละ? นักจิตวิทยาด้านวิวัฒนาการให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า เนื่องจากผู้หญิงมักเป็นฝ่ายตั้งครรภ์ จึงคาดหวังให้คู่รักเป็นคนดูแลและสนับสนุนครอบครัว การถูกหักหลังด้านอารมณ์ เช่นการปันใจไปให้ผู้หญิงคนอื่นจึงถูกมองว่าเป็นการคุกคามชีวิตมากกว่า ขณะที่ผู้ชายรู้สึกแย่กับการนอกใจทางเพศมากกว่าเพราะพวกเขาต้องการมั่นใจว่าเด็กในท้องคือลูกของตัวเองจริงๆ ดังนั้นจึงไม่แปลก หากเราอาจจะยังเห็นบางคนยังอยู่ในความสัมพันธ์เดิม แม้จะพบว่าอีกฝ่ายนอกใจก็ตาม

แม้การนอกใจมีหลายรูปแบบ แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถใช้เป็นข้ออ้างสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง อย่างที่เรามักเคยได้ยินคำพูดทำนองว่า ‘แค่นอกกายไม่ได้นอกใจ’ หรือ ‘แม้จะนอกใจ แต่ก็ยังยกให้เธอเป็นที่หนึ่ง’ อันที่จริงไม่ว่าการนอกใจแบบไหน ล้วนแล้วแต่สร้างความเจ็บปวดให้กับคนที่โดนทั้งนั้น
หากเลือกได้เราก็คงอยากอยู่ในความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ไม่ต้องคอยหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา เพราะคนที่ถูกนอกใจ มักต้องเผชิญอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก คอยจัดการกับหลากหลายอารมณ์ที่ผลัดเปลี่ยนเข้ามาในใจ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ วิตกกังวล หึงหวง ความไม่มั่นคง หรืออับอาย นอกจากนี้บางคนอาจมีอาการหายใจลำบาก ตัวสั่น กระวนกระวายอย่างมาก และหัวใจเต้นเร็วเมื่อนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
หากเราอยู่ในสถานการณ์นี้ ไม่ต้องกังวลว่าเรากำลังเผชิญมันอยู่คนเดียว คนที่ผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายต่างก็รู้สึกเหมือนกันทั้งนั้น เหตุผลที่เรารู้สึกเจ็บปวดจากเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ เพราะเราต่างถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีความสัมพันธ์กับใครสักคน และการสูญเสียเขาไปจึงไม่ต่างกับโลกทั้งใบกำลังพังทลายลง
จากหนังสือ Social: Why Our Brains Are Wired to Connect อธิบายว่าสิ่งที่เราแสวงหาในความสัมพันธ์โรแมนติก คือการได้กลับไปสัมผัสความรักที่เราเคยได้รับในวัยเด็กอีกครั้ง หากเป็นความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและปลอดภัยคงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากเป็นการทำลายความเชื่อใจ อย่างการนอกใจ สมองเราจะรีบตีความให้เป็นความเจ็บปวดทันที เพื่อส่งสัญญาณเตือนว่าเรากำลังเจอภัยคุกคามเข้าแล้ว
เมื่อเจอเหตุการณ์ถูกนอกใจ ไม่ต่างจากภัยคุกคามให้เราต้องเอาตัวรอด ไม่ผิดนักหากแต่ละคนจะมีปฎิกิริยาแตกต่างกันไป เราอาจร้องไห้ฟูมฟายมากกว่าที่คิด หรือไม่ได้โกรธจัดอย่างที่เราตั้งใจ เพราะแต่ละคนต่างมีการเรียนรู้รูปแบบความรักในแบบของตัวเอง และมีวิธีรับมือกับความเสียใจที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง
บาดแผลทางใจของคนถูกหักหลัง
สิ่งที่เจ็บปวดจากการถูกนอกใจ ไม่ใช่เพียงแค่ความเจ็บปวดทางอารมณ์เท่านั้น แต่หลายครั้งยังทิ้งบาดแผลทางใจจากการถูกหักหลัง หรือ Betrayal Trauma เอาไว้
หากเป็นบาดแผลจากคนแปลกหน้า ไม่นานเราก็คงลืมและทำใจได้ว่าเราอาจจะบังเอิญโชคร้ายไปเจอคนไม่ดีเอง แต่บาดแผลทางใจจากคนใกล้ตัวมักสร้างความเจ็บปวดให้เรามากเป็นพิเศษ เพราะเมื่อความจริงถูกเปิดเผยว่าเราถูกทรยศจากคนที่เราเคยเชื่อใจ ทำให้เราไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าต่อไปควรเชื่อใจใครได้อีก
ความรู้สึกแย่ไม่ได้ถูกผลักไปที่ฝ่ายที่กระทำฝั่งเดียว แต่มันยังย้อนกลับมาตั้งคำถามกับฝ่ายที่ถูกนอกใจด้วย เราอาจกลับมาตั้งคำถามต่อคุณค่าในตัวเอง หรือแม้แต่การโทษตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเราดีพอไหม ตัวเองเป็นต้นเหตุหรือเปล่า หรือตัวเองทำผิดพลาดตั้งแต่ตอนไหนกันแน่
บาดแผลทางใจอาจทำให้เราจมอยู่กับคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ จนสุดท้ายอาจทำให้เราไม่สามารถก้าวต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินออกจากความสัมพันธ์ เพราะรู้สึกเสียใจต่อนาคตที่เคยฝันไว้ เสียดายความทรงจำที่ผ่านมา หรือกลัวว่าการเริ่มต้นใหม่กับใครสักคนเหตุการณ์อาจกลับมาซ้ำรอยเดิม จนอาจทำให้เราต้องเจ็บปวดอีกครั้ง

สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือตัวเราเอง
เมื่อเจอเหตุการณ์ถูกนอกใจ เป็นธรรมดาที่เราอาจรู้สึกตกใจ และรับมือไม่ถูก นั่นเพราะไม่มีใครคาดคิดว่าตัวเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์นี้ แต่อันที่จริงการถูกนอกใจก็อาจไม่ต่างจากการรับรู้ความจริงที่เจ็บปวด ซึ่งเราสามารถใช้เวลาอยู่ตัวเองได้นานเท่าที่ต้องการ โดยไม่ต้องรีบตัดสินใจทันที
เคธี่ นิเคอร์สัน (Kathy Nickerson) นักจิตวิทยาคลินิกที่เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูความสัมพันธ์ อธิบายว่าสัญชาตญาณแรกของคนเรา มักรู้สึกอยากตอบโต้อย่างรุนแรง บางคนอาจอยากไล่อีกฝ่ายออกไปให้ไกล อยากประจานให้โลกรู้ว่าเขาเป็นคนเลวแค่ไหน ไม่แปลกเลยที่เราอาจจะทำเช่นนั้น เพราะความตกใจ ทำให้เราเลือกใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้อาจไม่ใช่การคิดว่าจะจัดการกับอีกฝ่ายอย่างไร หากแต่เป็นการกลับมาดูแลตัวเองก่อนต่างหาก
เราอาจรู้สึกว่าอยากตัดจบความสัมพันธ์ทันที เพื่อปกป้องตัวเอง หรือถูกกดดันจากสังคมรอบตัวว่าควรต้องทำอย่างไร แต่ที่จริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องตัดสินใจในช่วงที่เรายังไม่พร้อมก็ได้ ระหว่างนี้เราอาจต้องหันมารักษาความรู้สึกตัวเอง เช่น ใช้เวลาอยู่กับตัวเองสักพัก ลองคิดถึงสิ่งที่เราอยากทำแต่ไม่เคยทำเมื่อมีเขาอยู่ นอนหลับพักผ่อน ทานอาหารดีๆ ลองเล่าให้ใครสักคนที่ไว้ใจฟัง หรือใช้เวลากับสิ่งที่ตัวเองชอบได้เลย
หลังจากนั้นลองทบทวนความรู้สึกของตัวเอง และพูดคุยกับอีกฝ่ายอย่างใจเย็น สอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการคิดไปเอง และตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับความสัมพันธ์นี้ก็ต่อเมื่อตัวเองพร้อมแล้วเท่านั้น
อย่าลืมว่าบาดแผลนี้ไม่ใช่ความผิดของเรา และเราไม่จำเป็นต้องเป็นคนแบกรับความเจ็บปวดไว้เองเสมอไป แม้ว่าจะเป็นเรื่องยาก แต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องให้ความสำคัญกับตัวเองไว้ก่อนเสมอนะ
อ้างอิงจาก