ภาพที่หลายคนคงเห็นผ่านตาในค่ำคืน 25 เมษายน คงเป็นเหตุการณ์ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกหน่วยอารักขาประธานาธิบดี (Secret Service) นำตัวออกจากงานเลี้ยงอย่างเร่งด่วน พร้อมสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง
ภายหลังจึงทราบกันว่าในคืนนั้น เกิดเหตุกราดยิงที่โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน โดยต่อมา โคล โทมัส อัลเลน ผู้ต้องสงสัยวัย 31 ปี ก็ถูกศาลตั้งข้อหาพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐฯ
แม้ตอนนี้คดีดังกล่าวจะยังไม่เป็นที่สิ้นสุด แต่เหตุการณ์นี้ก็จุดประกายความสนใจให้กับประเด็น ‘การลอบสังหารทรัมป์’ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนนี้ตกเป็นเป้าสังหารของผู้ก่อเหตุ
The MATTER รวบรวมกรณีคล้ายๆ กันนี้ ซึ่งในอดีตเคยมีคนพยายามปลิดชีพโดนัลด์ ทรัมป์ มาแล้วหลายครั้ง–ด้วยวิธีการต่างๆ นานาแต่ทว่าไม่มีใครทำสำเร็จ เพื่อให้เห็นกันว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผ่านอันตรายอะไรมาบ้าง
*แม้เราจะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมีคนเคยพยายามลอบฆ่าทรัมป์มาแล้วกี่ครั้ง แต่ตัวอย่างต่อจากนี้ จะเป็นเหตุการณ์ที่ปรากฏในหน้าข่าวในช่วงที่เขาหาเสียง-ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในสมัยหนึ่งและสอง

มิถุนายน 2016, ลาสเวกัส
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2016 หรือช่วงที่โดนัลด์ ทรัมป์กำลังหาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในสมัยแรก ที่กาสิโนแห่งหนึ่งในลาสเวกัส รัฐเนวาดา
ในระหว่างงานปราศรัยนั้น ไมเคิล แซนด์ฟอร์ด ชายชาวอังกฤษวัย 20 ปี ได้พยายามแย่งปืนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่เขาขอลายเซ็นทรัมป์ แต่ถูกสกัดไว้ได้ ต่อมาจึงถูกตั้งข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ และข้อหาเกี่ยวกับอาวุธปืน
ตามรายงานของหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ แซนด์ฟอร์ดบอกกับตำรวจว่า เขาต้องการฆ่าทรัมป์ โดยได้วางแผนมาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว หลังจากที่เขาคาดว่าตัวเองจะฆ่าตัวตาย ส่วนพ่อแม่ของชายคนนี้เล่ากับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่า แซนด์ฟอร์ดไม่สนใจการเมือง และไม่แม้แต่จะบอกชื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ อย่างไรก็ตามเขาป่วยเป็นโรคแอสเพอร์เกอร์ซินโดรม (Asperger Syndrome) และโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD)
กันยายน 2017, นอร์ทดาโคตา
ในปีต่อมา หลังจากที่ทรัมป์ ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ แล้ว ก็เกิดเหตุลอบสังหารอีกครั้ง
ในเหตุการณ์นั้น เกรกอรี่ ลี เลิงกัง วัย 42 ปี ได้ขโมยรถยก และพยายามขับรถเข้าไปในเส้นทางขบวนรถของทรัมป์ ขณะที่เขาไปเยือนนอร์ทดาโคตาเพื่อพูดถึงกฎหมายภาษี แต่เขาก่อเหตุไม่สำเร็จ เพราะรถยกติดอยู่ในพื้นที่ที่มีรั้วกั้น จึงพยายามหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ แต่ถูกตำรวจท้องถิ่นติดตามและจับกุมได้
“เจตนาหลักๆ คือพยายามเข้าถึงรถลีมูซีน พลิกคว่ำรถลีมูซีน และเข้าไปหาประธานาธิบดี และเขาต้องการฆ่าประธานาธิบดี” แบรนดี แซสส์ รัสเซลล์ ผู้ช่วยอัยการสหรัฐฯ ในคดีนี้กล่าวในเวลาต่อมา
ก่อนที่จะพยายามพลิกคว่ำรถลีมูซีนของทรัมป์ ชายคนนี้ได้ก่อเหตุวางเพลิงที่โรงซ่อมบำรุงของสนามเบสบอลแห่งหนึ่ง ซึ่งเขารับสารภาพผิด ทำให้ต่อมาถูกตัดสินจำคุก 10 ปีในข้อหาวางเพลิง และได้รับโทษจำคุกเพิ่มอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 5 ปี ในข้อหาขโมยรถยกและข้อหาบุกรุกบ้านอีกคดีหนึ่ง โดยคาดว่า เลิงกังจะได้รับการปล่อยตัวในปี 2038
กันยายน 2020, กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
เดือนกันยายน 2020 ซองจดหมายฉบับหนึ่งถูกสกัดกั้นก่อนที่จะถึงทำเนียบขาว โดยจดหมายดังกล่าวระบุว่า “ฉันคิดชื่อใหม่ให้คุณแล้ว: ตัวตลกทรราชน่าเกลียด” พร้อมเรียกร้องให้ทรัมป์ถอนตัวจากการลงสมัครประธานาธิบดี
ต่อมาเจ้าหน้าที่ FBI พบรอยนิ้วมือของปาสคาล เฟอร์ริเยร์ หญิงสัญชาติฝรั่งเศส-แคนาดา วัย 55 ปี โดยต่อมาเธอรับสารภาพว่า ได้ผลิตสารพิษริซิน (Ricin) ซึ่งทำจากของเสียที่เหลือจากการแปรรูปเมล็ดละหุ่ง ที่บ้านของเธอในควิเบก จากนั้นก็ใส่สารพิษดังกล่าวลงในซองจดหมายที่เขียนถึงทรัมป์ที่ทำเนียบขาว นอกจากนี้ในเวลาเดียวกัน เฟอร์ริเยร์ยังส่งจดหมายปนเปื้อนสารพิษในลักษณะเดียวกันนี้ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเท็กซัสอีก 8 คนด้วย
ตามข้อมูลของศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐฯ ในตอนนั้นยังไม่มีสารแก้พิษสำหรับริซิน ซึ่งหากได้รับในปริมาณหนึ่ง พิษนี้อาจทำให้เสียชีวิตได้ภายใน 36-72 ชั่วโมง
กรกฎาคม 2024, เพนซิลเวเนีย
นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่หลายคนคงเคยเห็นภาพอันโด่งดัง ขณะที่ทรัมป์ชูกำปั้นขณะจับหูขวาเปื้อนเลือดของเขา พร้อมมีหน่วยอารักขาอยู่ล้อมรอบ
ในวันนั้น ทรัมป์กำลังปราศรัยหาเสียงท่ามกลางผู้สนับสนุนมากมาย บนเวทีในเมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2024
แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด ทำให้อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกยิงที่หู–เฉียดหัวของเขาไปเพียงเล็กน้อย ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยรีบวิ่งไปที่เวทีเพื่อปกป้องทรัมป์
ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น โทมัส แมทธิว ครูกส์ วัย 20 ปี ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญในที่เกิดเหตุ หลังจากที่เขาพยายามลอบสังหารทรัมป์ จากดาดฟ้าของอาคารแห่งหนึ่ง ใกล้ๆ กับสถานที่จัดงานชุมนุม โดยเหตุการณ์นี้มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมคนหนึ่งเสียชีวิต และอีกสองคนได้รับบาดเจ็บสาหัส
กรกฎาคม 2024, นิวยอร์ก
นับเป็นการลอบสังหารที่ซับซ้อนในระดับระหว่างประเทศ หลังจากที่อาซิฟ เมอร์แชนท์ ชายชาวปากีสถานวัย 47 ปี ได้ว่าจ้างมือปืนในนิวยอร์กให้สังหารทรัมป์ ในปี 2024
แต่มือปืนที่เขาติดต่อนั้น กลับเป็นเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ที่ปลอมตัวเป็นมือสังหาร ทำให้แผนการของเขาถูกขัดขวาง ก่อนที่จะมีการลงมือโจมตีใดๆ
ในการพิจารณาคดี เมอร์แชนท์ยอมรับว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ส่งเขาไปยังสหรัฐฯ เพื่อจัดการฆ่าทรัมป์, อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน และนิกกี้ เฮลีย์ เจ้าหน้าที่คณะรัฐมนตรีของทรัมป์ โดยเขากล่าวว่า แผนการนี้มีจุดประสงค์เพื่อแก้แค้นให้กับการเสียชีวิตของพลเอกกาเซม โซเลมานี หรือนายพลระดับสูงของอิหร่าน ในปี 2020
แม้ผู้ก่อเหตุจะแย้งว่าเขา “ไม่มีทางเลือกอื่น” นอกจากต้องร่วมมือกับแผนการดังกล่าว เพราะคนที่สั่งให้เมอร์แชนท์ทำเช่นนั้นรู้ว่า ญาติชาวอิหร่านของเขาเป็นใครและอาศัยอยู่ที่ไหน แต่คณะลูกขุนของศาลรัฐบาลกลางได้ตัดสินว่า เมอร์แชนท์มีความผิดฐานจ้างฆ่าและพยายามก่อการร้ายข้ามชาติ
กันยายน 2024, ฟลอริดา
อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ่ายวันอาทิตย์ ขณะที่ทรัมป์กำลังตีกอล์ฟกับสตีฟ วิทคอฟฟ์ มหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ ที่สนามกอล์ฟทรัมป์ อินเตอร์เนชันแนล (Trump International Golf Club) ในเวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริด
เสียงปืนหลายนัดดังขึ้น ณ เวลาราว 13.30 น. ขณะที่ทรัมป์ตีกอล์ฟบริเวณระหว่างหลุมที่ 5 และ 6 โดยหน่วยอารักขาประธานาธิบดีที่ประจำการอยู่ข้างหน้าเขาหนึ่งหลุม ได้สังเกตเห็นปืนไรเฟิลแบบ AK-47 โผลออกมาจากรั้วที่สนามกอล์ฟ ซึ่งอยู่ห่างจากทรัมป์ประมาณ 300-500 หลา หรือไม่กี่ร้อยเมตร
จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ “เข้าปะทะทันที” กับผู้ก่อเหตุ โดยเขาได้ทิ้งปืนไรเฟิลและวิ่งหนีเข้าไปในพุ่มไม้ ซึ่งแม้หลังจากนั้นเขาจะขับรถหนีไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ต่อมาเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว ไรอัน เวสลีย์ รูธ วัย 58 ปี บนทางหลวงหมายเลข 95
ในเวลาต่อมา รูธ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาพยายามฆ่าทรัมป์ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยผู้พิพากษาไอรีน แคนนอน กล่าวว่าอาชญากรรมของเขา “สมควรได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย”
“เขาได้ดำเนินการหลายเดือน เพื่อลอบสังหารผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนสำคัญ แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่จะฆ่าทุกคนที่ขวางทาง และนับตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ได้แสดงความเสียใจหรือสำนึกผิดต่อเหยื่อของเขาเลย” เธอระบุ
กุมภาพันธ์ 2026, ฟลอริดา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ คือกรณีที่ออสติน ทักเกอร์ มาร์ติน วัย 21 ปี บุกเข้าไปในรีสอร์ต Mar-a-Lago (มาร์-อา-ลาโก) ในโซนเขตปลอดภัยที่เป็นบ้านพักของทรัมป์ในปาล์มบีช รัฐฟลอริดา
BBC ระบุว่า การรักษาความปลอดภัยที่มาร์-อา-ลาโกนั้นเข้มงวดมาก โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นของปาล์มบีชคอยดูแลอยู่ด้านนอก และมีหน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ คอยดูแลอยู่ด้านใน ทั้งนี้ผู้ที่มารีสอร์ตจะต้องถูกตรวจค้น โดยรถยนต์และสัมภาระจะต้องถูกตรวจสอบโดยสุนัขและเครื่องตรวจจับโลหะ
แม้ในตอนนั้น ทรัมป์จะไม่ได้อยู่ที่รีสอร์ตที่เกิดเหตุ แต่ในเวลาประมาณ 1.30 น. ผู้ก่อเหตุถูกยิงเสียชีวิต หลังจากที่เขายกปืนลูกซองขึ้นในท่าเตรียมยิง
“ในช่วงกลางดึก ขณะที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่กำลังหลับ หน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดเพื่อระงับพฤติกรรมของบุคคลที่บ้าคลั่ง […] ซึ่งบุกรุกเข้ามาในบ้านของประธานาธิบดีทรัมป์” คาโรลีน ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว โพสต์แถลงการณ์เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยกล่าวเป็นนัยว่ามาร์ตินมีถังน้ำมันเบนซินติดตัวอยู่ด้วย
หลังจากเหตุการณ์นั้น ทรัมป์ก็บอกกับสื่อว่า “คุณรู้ไหม คุณอ่านข่าวเกี่ยวกับมือปืนบ้าคลั่งเหล่านี้ แต่พวกเขามักจะเลือกยิงเฉพาะประธานาธิบดีที่มีความสำคัญ ไม่ใช่ประธานาธิบดีที่ไม่สำคัญ”
“พวกเขาบอกว่า พวกเขาจะตามล่าเฉพาะบุคคลสำคัญเท่านั้น ดังนั้นบางทีผมอาจอยากลดความสำคัญของตัวเองให้น้อยลงหน่อย” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวติดตลก
เมษายน 2026, กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
เรื่องราวดำเนินมาถึงเหตุการณ์ครั้งล่าสุด ในงานเลี้ยงสำหรับผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวที่โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตันในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
งานเลี้ยงดังกล่าวเต็มไปด้วยผู้สื่อข่าวและบุคคลสำคัญของวงการสื่อหลายร้อยคน ซึ่งในงานเลี้ยงกำลังดำเนินอยู่นั้น ก็ได้ยิงปืนและพยายามฝ่าฝืนมาตรการรักษาความปลอดภัย
ในตอนนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมด้วยเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และสมาชิกคณะรัฐมนตรีของทรัมป์ ถูกหน่วยรักษาความปลอดภัยนำตัวออกจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้เข้าร่วมงานเลี้ยงคนอื่นๆ ต่างตื่นตกใจและเข้าไปหลบที่ใต้โต๊ะอาหาร
ทำเนียบขาวระบุว่า โคล โทมัส อัลเลน อายุ 31 ปี ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้ก่อนจะไปถึงบันไดที่นำลงไปยังห้องจัดเลี้ยง และต่อมาถูกตั้งข้อหาพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยทรัมป์กล่าวว่าเขามีอาวุธครบมือ และดูเหมือนจะลงมือเพียงลำพัง ทั้งนี้ในระหว่างการยิงปะทะ มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางคนหนึ่งถูกยิง แต่รอดชีวิตเพราะเสื้อเกราะกันกระสุน
อย่างไรก็ตาม งานเลี้ยงอาหารค่ำของผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวนี้จะจัดขึ้นใหม่อีกครั้ง ในอีก 30 วันข้างหน้า
แม้จะเป็นที่รู้กันดีกว่า หน่วยอารักขาประธานาธิบดีเป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี เพื่อช่วยปกป้องชะตากรรมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากภัยคุกคามร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้ในเวทีการเมือง
แต่เหตุการณ์เหล่านี้ ต่างก็ทำให้สังคมต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อความปลอดภัยของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่ายังคงเพียงพอหรือไม่–โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ปัญหาสังคมที่ความซับซ้อนหลากหลายมากขึ้น