เพียง 1 ปี (กับอีก 3 วัน) หลัง ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2025 โลกเราก็ต้องเจอกับความโกลาหลนับครั้งไม่ถ้วน
ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่กองทัพสหรัฐฯ โจมตีน่านฟ้าเวเนซุเอลา และจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ช่วงเช้ามืดของวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา
หรือจะเป็นกรณีที่ทรัมป์ขู่ว่าจะยึดเกาะกรีนแลนด์มาโดยตลอด แม้ล่าสุดเขาจะตัดสินใจว่า สหรัฐฯ จะไม่บุกกรีนแลนด์ด้วยกำลังแล้ว พร้อมประกาศ “กรอบข้อตกลงในอนาคตเกี่ยวกับกรีนแลนด์” ที่หารือกับเลขาธิการ NATO แล้ว แต่ชะตากรรมของกรีนแลนด์ก็ยังคงไม่แน่นอน
แค่สองเหตุการณ์นี้ ก็แทบจะสามารถฉีกตำราความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เราคุ้นเคยกันไปได้เลย และต้องไม่ลืมว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนนี้ ยังเหลือเวลาในทำเนียบขาวอีกตั้ง 3 ปี
จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมที่ผ่านมาหลายคนตั้งคำถาม (อย่างกังวล) ถึง ‘ระเบียบโลก’ ว่าต่อจากนี้ทิศทางการเมืองโลกจะมีหน้าแบบไหน นานาประเทศต้องคอยตามใจทรัมป์ต่อไปหรือไม่ จนถึง Trump Doctrine ที่เราเคยได้ยิน จะมีผลกระทบต่อโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างไร?
The MATTER ชวน ผศ.ดร.วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญการเมืองสหรัฐฯ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาช่วยเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการกระทำปั่นป่วนของทรัมป์ รวมถึงอธิบายความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นกับระบบระหว่างประเทศต่อจากนี้

ผศ.ดร.วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เหตุการณ์ที่สหรัฐฯ บุกและจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา สะท้อนอะไรบ้าง
อ.วิบูลพงศ์เริ่มเล่าว่า ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบสิ้นมา สหรัฐอเมริกาก็กลายเป็นคนวางระเบียบโลกที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ และใช้มาตลอดจนถึงปัจจุบัน แต่เมื่อทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขามองว่าระเบียบโลกที่ถูกสร้างไว้นั้น “มันทำให้อเมริกาเสียเปรียบ”

ภาพการประชุมสหประชาชาติครั้งแรกในนิวยอร์ก ณ อาคารฟลัชชิงเมโดว์พาร์ค (Flushing Meadow Park Bulding) เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 1946 (Photo by AFP)
โดยปกติแล้ว การที่รัฐๆ หนึ่งจะใช้กำลังบุกเข้าไปอีกรัฐหนึ่ง จำเป็นต้องผ่านกฎหมายระหว่างประเทศ หรือพูดง่ายๆ ก็คือว่า ต้องมีการรับรู้โดยสหประชาชาติ (United Nations หรือ UN) แต่เราจะเห็นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ทรัมป์ไม่ได้ดำเนินการในประเด็นนี้ ทำให้เห็นได้ว่า การกระทำของเขาในการบุกเวเนซุเอลา ทรัมป์มองถึงผลประโยชน์ของอเมริกาโดยตรง “โดยไม่แคร์กับสิ่งอื่นใดเลย”
“แน่นอนครับ เขาเป็นประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งในโลก เป็นที่หนึ่งในโลกเนี่ย ก็ย่อมทำได้นะ” แต่กรณีนี้ก็จะสร้าง ‘แบบอย่าง’ ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน (Precedent) และกลายเป็นกรณีให้เห็น ซึ่งต่อจากนี้ถ้ามีกรณีอื่นๆ เกิดขึ้นตาม “อันนี้ก็เป็นจุดซึ่งน่าเป็นห่วง”
อีกประเด็นคือ ‘กฎหมายระหว่างประเทศ’ โดยอาจารย์ชี้ว่า “การกระทำนี้ ถ้าพูดถึงกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว มันขัดตรงๆ นะ” คือการที่คุณเป็นรัฐอธิปไตยรัฐหนึ่ง แล้วอยู่ดีๆ จะบุกไปจับผู้นำของอีกรัฐอธิปไตยอีกรัฐหนึ่ง “มันไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศรองรับตรงนี้” แล้วยิ่งการที่ทรัมป์ประกาศว่า เขาจะเข้าไปจัดการเวเนซุเอลา “มันเหมือนกับ ทำประเทศนั้นเป็นเมืองขึ้นแล้ว”
“คือสรุปก็คือว่า แน่นอนครับ สิ่งที่ทรัมป์ทำเนี่ย ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศแน่นอน แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่อเขาเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก”

“ไม่มีชาติใดในโลกที่จะทำได้เหมือนที่อเมริกาทำ” ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวขณะแถลงข่าวที่ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2026 ถึงปฏิบัติการในกรุงการากัส ประเทศเวเนซุเอลา (White House Photo by Molly Riley)
กรณีคล้ายๆ กันนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนไหม?
อ.วิบูลพงศ์บอกว่า ถ้ามองจริงๆ แล้ว อเมริกาก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ถ้าเราจะย้อนไปสัก 200 กว่าปี ในสมัยอดีตประธานาธิบดี เจมส์ มอนโร (James Monroe) ตอนนั้นอเมริกา เข้าไปอยู่ในทวีปอเมริกาใหม่ๆ หลังประกาศตัวว่าเป็นประเทศแล้ว ซึ่งในขณะเดียวกันนั้น ประเทศต่างๆ จากทวีปยุโรป–ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ สเปน หรือโปรตุเกส ก็เข้ามาพยายามขยายอาณานิคมไปพร้อมๆ
ในตอนนั้นเอง ที่ประธานาธิบดีมอนโรก็ประกาศ ‘ลัทธิมอนโร (Monroe Doctrine)’ ที่เขาพูดออกมาตรงๆ ว่าตั้งแต่วันนี้ เขาจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอาณานิคมของประเทศอื่นๆ ในอเมริกา ที่เป็นของสเปนหรือโปรตุเกส
“แต่นับตั้งแต่วันนี้ต่อๆ ไป ตั้งแต่วันที่ประกาศ (Monroe Doctrine) นี้ อเมริกาจะไม่ยอมให้ประเทศยุโรป เข้ามาแสวงหาอำนาจหรือเมืองขึ้นในทวีปอเมริกา อีกต่อไป”

อดีตประธานาธิบดี เจมส์ มอนโร (Photo by The White House Historical Association)
ไม่ใช่แค่ใน ‘ประเทศอเมริกา’ แต่คำประกาศครั้งนั้นรวมถึงทั้ง ‘ทวีปอเมริกา’ ก็หมายความว่า ในครั้งนั้นมอนโรยืนกรานว่า จะไม่ให้ประเทศมหาอำนาจอื่นๆ เข้ามาแสวงหาอาณานิคม แม้แต่พื้นที่รกร้างว่างเปล่าในทวีปอเมริกา–คือการประกาศตัวเป็นเจ้าของทวีปอเมริกา
“มันก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วนะ เพราะฉะนั้นก็คงอาจจะไม่น่าประหลาดใจมากนัก ที่อยู่ดีๆ ทรัมป์อาจจะประกาศอย่างนี้ขึ้นมาได้บ้างนะครับ”
เราถามอาจารย์ต่อว่า แล้วสิ่งที่ทรัมป์ทำไป เราเรียกว่า ‘Trump Doctrine’ บ้างได้หรือไม่
“มันก็คงเป็นคนละแนว” อ.วิบูลพงศ์ อธิบายว่า แนวทางของทรัมป์อาจจะหมายถึงการที่จะเข้าไปยึดประเทศแคนาดาหรือกรีนแลนด์ ซึ่งไม่ได้อยู่แค่ในทวีปอเมริกา
ในกรณีของแคนาดา ทรัมป์เองก็ไม่ได้อายที่จะพูดว่า ต้องการแคนาดา ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ประเทศเล็กๆ หรือประเทศด้อยพัฒนา แต่เป็นประเทศเพื่อนบ้านตัวเอง และยังเป็นประเทศในระดับกลุ่มมหาอำนาจตะวันตก (Western World Power) หรือแม้กระทั่งกรณีของกรีนแลนด์ก็ตาม ที่ทรัมป์ก็พูดออกมาตรงๆ เลยว่า เขาจะเอากรีนแลนด์ เพื่อผลประโยชน์ของอเมริกา
“มันก็สะท้อนคล้ายๆ กับที่มอนโรเคยมองไว้ คืออะไรที่เป็นผลประโยชน์ของอเมริกา ก็คืออเมริกาต้องเอาไปก่อนครับ”
ถ้าอย่างนั้น เราสามารถสรุปสั้นๆ แบบนี้ได้ไหมว่า ความแตกต่างคือ สำหรับ Trump Doctrine จะมีหลักการอเมริกาต้องมาก่อน (America First) เป็นหลัก?
อ.วิบูลพงศ์บอกว่า “ถูกต้อง” เพราะนี่คือสิ่งที่ทรัมป์พูดมาตั้งแต่แรก หลักการที่ง่ายสุดเลยคือ “America First หมายความว่าผลประโยชน์ของอเมริกันต้องมาก่อนเสมอ” อีกทั้งยังเป็นมุมมองระดับโลก (Global view) คือครอบคลุมทั้งโลก ไม่ใช่แค่ในทวีปอเมริกา และผลประโยชน์ของมหาอำนาจต้องมาก่อน
“อันนี้เป็นหลักการของเขาเลย ซึ่งทรัมป์ประกาศมาตั้งแต่ต้นด้วยซ้ำไป”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินออกจากทำเนียบขาว ขณะสวมหมวก Make America Great Again เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2025 (Photo by Joshua Sukoff)
ถ้าเป็นเช่นนั้น ในกรณีนี้ทำให้น่าเป็นห่วงไหมว่า ระบบระหว่างประเทศเราอาจมีช่องโหว่อะไรก็ตาม ที่ให้ทรัมป์บุกเวเนซุเอลาได้?
อ.วิบูลพงศ์ระบุว่า องค์การสหประชาชาติเกิดจากการก่อตั้งของประเทศผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 และอเมริกาเป็นเหมือน ‘พี่เบิ้ม’ ในกรณีนี้ ดังนั้นแม้องค์การระหว่างประเทศจะมีบทบาทดีมาตลอด แต่ก็เป็นบทบาทที่อเมริการับรอง (endorse) ให้แล้ว
เราจะเห็นได้ว่า กรณีความขัดแย้งอื่นๆ ในโลก ที่หลายประเทศต้องขึ้นศาลโลก เนื่องจากผลของการกระทำของตัวเอง “แต่เราจะไม่เห็นสหรัฐฯ ขึ้นศาลโลกเด็ดขาด” แล้วก็กรณีที่เกิดขึ้นนี้ “ก็ไม่เคยมีใครคิดที่จะเอาทรัมป์ไปฟ้องศาลโลก” และถึงจะฟ้องศาลโลกไป ก็คงมารับฟ้อง “แล้วไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน” เพราะว่าศาลโลกก็พึ่งพาเงินจากสหรัฐฯ ในการดำเนินการอยู่
“พูดตรงๆ นะว่า สหรัฐฯ ก็มองว่า เขาเป็น Exceptional Power คือเป็นมหาอำนาจที่ได้รับการยกเว้น”
Exceptional Power หมายความว่า สหรัฐฯ เป็นผู้ก่อสร้างระบบระหว่างประเทศนี้ขึ้นมา หรือระเบียบโลก (International Order) ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเขาย่อมมีอำนาจเป็น “ผู้ประกาศออกมา ไม่ใช่เป็นผู้ใช้”
เราถามเพิ่มเติมว่า ถ้าหันมาดูระบบ ‘ในประเทศสหรัฐฯ’ บ้าง อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ทรัมป์เป็นแบบนี้ได้?
อ.วิบูลพงศ์ตอบว่า จริงๆ แล้วภายในสหรัฐฯ ก็คนมองว่า หลายๆ อย่างที่ทรัมป์ทำลงไปนั้น น่าจะขัดรัฐธรรมนูญ แต่ว่าถามว่า ทำไมทรัมป์ทำถึงทำได้? จริงๆ แล้วรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ เขียนไว้ชัดเจนว่า นโยบายต่างๆ จะต้องผ่านสภาคองเกรส (Congress) ยิ่งกับการบุกเข้าไปในประเทศอื่นด้วยเนี่ย ยิ่งต้องมีการแจ้งต่อสภาคองเกรส

ภาพอาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (The United States Capitol Building) ตั้งอยู่ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นสถานที่ประชุมของรัฐสภาคองเกรส (Photo by Geofox)
อ.วิบูลพงศ์ระบุว่า ตอนนี้สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ประกอบด้วยเสียงข้างมากเป็นพรรคริพับลิกัน (Republican) และที่สำคัญคือ เสียงข้างมากของพรรคริพับลิกัน นั้นไม่ใช่แค่พรรคเสียงมากแบบธรรมดาๆ ที่จะสามารถท้วงติง หรือตรวจสอบทรัมป์ “มันไม่ใช่ มันกลายเป็นลูกไล่ของทรัมป์ คือคนที่เข้ามาก็คือไม่มีเสียงอะไร”
พูดง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็น วุฒิสภา (สว.) หรือสภาฯ ล่าง (สส.) ก็ล้วนแต่เป็นคนที่อยู่ภายใต้ทรัมป์ทั้งนั้น ซึ่งคนเหล่านี้ไม่สามารถรั้งและถ่วงดุลการกระทำของทรัมป์ได้
“กลายเป็นจุดทำให้ทรัมป์เนี่ย เป็นเหมือนกับเผด็จการทางระบบประชาธิปไตย”
อ.วิบูลพงศ์เชื่อว่า จริงๆ แล้วระบบประชาธิปไตยต้องมีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ (Check and Balance) อยู่แล้ว “แต่เผอิ๊ญเผอิญ ในกรณีของทรัมป์เนี่ย คนของทรัมป์ที่เข้ามาเนี่ย ก็จะเป็นคนที่เรียกว่า เป็นพวกของทรัมป์เลย เพราะฉะนั้นจะไม่ขัดแย้งใดๆ ทั้งสิ้น” ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ไม่มีใครที่ขึ้นไปคัดค้านในการกระทำของทรัมป์ ซึ่งรู้ดีว่าผิดกฎหมายระหว่างประเทศ
“ทรัมป์จะไม่เลือกคนขึ้นมา ที่ความสามารถ แต่เลือกคนที่ขึ้นมาคือเขาชักจูงได้ นั่นคือจุดของเขา”
แต่นี่ไม่ได้แปลว่า ระบบภายในประเทศของสหรัฐฯ เป็นระบบที่ไม่มั่นคง
“อย่างที่ผมได้บอกไปแล้วว่า จริงๆ ระบบอเมริกาเนี่ยสร้างไว้ดีนะ” อ.วิบูลพงศ์บอกว่า ระบบการเมืองของสหรัฐฯ เป็นระบบที่มี Check and Balance อย่างชัดเจน คือประธานาธิบดีจะกระทำการใดๆ เช่น การประกาศสงคราม ก็ต้องให้สภาคองเกรสเป็นผู้ประกาศ–ไม่ใช่ประธานาธิบดี แล้วก็นโยบายใดๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินระหว่างประเทศ ก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
“ถามว่าทรัมป์ทำผิดใช่ไหม? ก็ไม่ผิด” เขาผ่านนโยบายได้หมด เพราะว่าในสภาฯ มีแต่เสียงของพรรคริพับลิกัน ที่ภักดีต่อทรัมป์ ก็เหมือนกับว่า “ทรัมป์เป็นเผด็จการ แต่จริงๆ แล้วเนี่ย เขาเนี่ยสร้างความเป็นเผด็จการขึ้นมาได้อย่างถูกต้องในระบบของเขา”
“พูดง่ายๆ ก็คือว่า มันมีระบบอยู่แล้ว แล้วก็ระบบค้านได้ แต่ระบบไม่ค้าน”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ณ ห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ของทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2025
ส่วนศาลสูงสหรัฐฯ ปัจจุบันศาลฎีกาสหรัฐฯ มีผู้พิพากษาทั้งหมด 9 คน ซึ่ง 3 คนเป็นเดโมแครต ส่วนอีก 6 คนเป็นริพับลิกัน และในจำนวน 6 คน (ที่เป็นริพับลิกัน) นั้นมี 3 คนที่ถูกแต่งตั้งโดยทรัมป์ แล้วคิดว่าอย่างไรครับ? อย่างไรก็ชนะอยู่ดี
ทรัมป์ได้ตั้งลูกน้อง ‘yes man’ ให้อยู่ในทุกส่วนของรัฐบาล จนทำให้ทรัมป์บริหารประเทศเหมือนกับเป็นคนคนเดียว ทั้งๆ ที่ระบบรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้อย่างนั้น
“อันนี้เป็นข้อที่ยกเว้นนะครับ” ไม่ใช่ว่ากรณีเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ตลอด แต่ว่าก็ต้องยอมรับว่าทรัมป์สามารถทำตรงนี้ได้ ก็เป็นข้อยกเว้นนะ จะด้วยวิธีการใดก็ตาม เราจะต้องพูดอีกยาวมากๆ แต่เรียกว่าเป็นข้อยกเว้นมากกว่า
อ.วิบูลพงศ์ยกตัวอย่าง กรณีของรัฐบาลอื่นๆ แม้พรรครัฐบาลจะมีเสียงข้างมากในสภาฯ แต่สภาฯ ก็จะยังคงตรวจสอบรัฐบาลเพราะ “มันเป็นเรื่องของระบบประชาธิปไตย”
“คือเราอย่ามองว่า ระบบอเมริกาเป็นระบบที่ใช้ไม่ได้นะ” อ.วิบูลพงศ์มองว่า ระบบของเขาดีแต่เผอิญบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งกรณีแบบนี้เป็นข้อยกเว้นที่อาจจะเกิดขึ้นได้บางครั้ง
เช่น ตอนบุกเวเนซุเอลา ทรัมป์ก็เลือกช่วงที่สภาฯ พักการประชุม (Recess) เพราะจริงๆ การจะส่งทหารออกไปรบในต่างประเทศ ก็ต้องขออนุญาตสภาฯ ตามกฎหมาย แต่เขาก็ไม่ต้องทำตรงนั้น อะไรแบบนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นก็มีหลายๆ อย่างที่ทรัมป์ทำได้ โดยที่อาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญของเขาบ้าง
“สรุปก็คือว่า นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ทรัมป์ เสมือนกับการบริหารแบบเป็นผู้เผด็จการ แต่จริงๆ แล้วเนี่ย เขาทำตามระบบหมดเลย เพียงแต่เขาจะใช้ช่องว่างต่างๆ”

“หากไม่มีเรา ตอนนี้พวกคุณทุกคนคงพูดภาษาเยอรมันและภาษาญี่ปุ่นได้บ้างเล็กน้อย” โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum หรือ WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2026 (Photo by AFP)
คำถามต่อมาคือ จากที่อาจารย์พูดเรื่อง Exceptional Power หากมองในภาพรวมตอนนี้ ระบบระหว่างประเทศของเรายังพอมี ‘ดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power)’ อยู่หรือไม่?
“มองได้สองมุมครับ” อ.วิบูลพงศ์ตอบ
เขาอธิบายว่า มุมหนึ่ง สหรัฐฯ เป็น Exceptional Power มีอำนาจสูงสุด เพราะว่า เขามีศักยภาพด้านอาวุธที่สูงที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าแม้ประเทศอื่นๆ อาจจะมีทรัพยากรใกล้เคียง แต่ก็ยังคงไม่เทียบเท่าสหรัฐฯ ทำให้ทรัมป์กล้าทำ และก็เป็น “เหมือนกับเป็นนักพนันที่กล้าลงสูง ใจถึง”
“คุณจะสู้ไหม อาจจะมีคนสู้ก็ได้ หรืออาจจะมีคนถอยก็ได้ แต่ตอนนี้คนยังไม่อยากสู้” อาจารย์ตั้งคำถามว่า ถ้าต่อไปประเทศอื่นๆ เลือกไม่สู้ แต่เขาเลือกทำอย่างเดียวกันบ้าง อะไรมันจะเกิดขึ้น?
“เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ถ้าเกิดขึ้นมา ทีนี้ทรัมป์จะว่าอย่างไร ทรัมป์อาจจะตอบกลับว่า เฮ้ย! ผมบุกกรีนแลนด์ได้ แต่คุณบุกไต้หวันไม่ได้ หรืออะไรจะเกิดขึ้น เราก็ไม่รู้ เรายังตอบไม่ได้” นี่ก็จะเป็นปัญหาของโลกอีกต่อไป

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะพูดคุยกับมาร์ค รุตเต (Mark Rutte) เลขาธิการองค์การ NATO เศรษฐกิจโลก (World Economic Forum หรือ WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2026 (Photo by MANDEL NGAN / AFP)
ในอีกมุม “เมื่อไหร่ก็ตามที่ทรัมป์หมดอำนาจไปแล้ว มันจะไม่ต่อเนื่องนะ” อ.วิบูลพงศ์เชื่อว่า คนอื่นๆ รวมถึงรองประธานาธิบดีปัจจุบันที่อาจขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น เจ.ดี. แวนซ์ (JD Vance) หรือใครก็ตาม จะไม่มีบารมีที่จะทำอย่างทรัมป์ทำแน่นอน และรับรองว่าจะโดนต่อต้านแน่นอน
อ.วิบูลพงศ์เชื่อว่า สิ่งนี้เป็นบุคลิกส่วนบุคคลเหมือนกัน ที่ทรัมป์อาจจะสั่งสมมาตั้งแต่ต้น ประกอบกับเหตุการณ์การเมืองระหว่างประเทศหรืออะไรก็ตาม
“ผมคิดว่า นี่เป็นผลเฉพาะตัว” ที่ทรัมป์บ้าบิ่นหรือทำอะไรแล้ว “เหมือนกับการทุ่มสุดหน้าตักไปในการพนันหนึ่ง” แล้วเกิดชนะขึ้นมาคล้ายๆ แบบนั้นนะ “ซึ่งอาจจะไม่ได้ชนะทุกครั้ง”
“เพราะฉะนั้นเราก็หวังตรงนี้ โลกเราก็หวังตรงนี้”
นักวิชาการคนนี้อธิบายว่า ถึงแม้ตอนนี้ทรัมป์จะยังเหลือเวลาในทำเนียบขาวอีกอยู่ แต่เราอาจไม่ต้องคอยจนถึงทรัมป์หมดวาระก็ได้ เพราะว่าในปีนี้ (3 พฤศจิกายน 2026) จะมีการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (midterm election) แล้วตอนนี้ทรัมป์เองก็หนาวแล้ว เพราะรู้ว่าจริงๆ แล้วตอนนี้ เดโมเครตจะตีกลับขึ้นมาเป็นเสียงข้างมากในสภาฯ อย่างน้อยก็สภาฯ ล่าง แค่นี้ก็ 50% แล้ว
หมายความว่า หลังจากนั้นไปทรัมป์จะผ่านอะไรแบบนี้ไม่ง่ายอีกต่อไปแล้ว “ถ้าทรัมป์จะทำอะไรเนี่ย ต้องผ่านสภาฯ ต้องแจ้งสภาฯ สภาฯ ก็จะต้านได้ อย่างน้อยถ้าสภาฯ ล่างก็ดึงไว้ได้ ถึงแม้สภาฯ บนจะให้ ก็ยังไปไม่ได้”
“ถ้าเรารอแบบนี้ รอไปเรื่อยๆ อีกสักพักหนึ่ง แล้วก็อย่าให้เกิดเหตุการณ์อะไรที่วุ่นวายมากไปกว่านี้ ผมคิดว่าบางทีระบบ (ระหว่างประเทศ) มันอาจจะแก้ไขตัวมันเองได้”

ชาวอเมริกันในนอร์ธแคโรไลนา เข้าแถวเพื่อลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อปี 2022 (Photo by Wileydoc)
เราถามว่า แล้วในระยะสั้นตอนที่ทรัมป์ยังมีชีวิตอยู่ ระเบียบโลกอาจยังไม่แน่นอน เพราะเป็นกรณีเฉพาะตัวของทรัมป์ แต่ถ้าในระยะยาวไม่มีใครที่มี ‘นิสัยทุ่มสุดหน้าตัก’ คล้ายๆ ทรัมป์ขึ้นมา ระเบียบโลกก็อาจจะแก้ไขตัวมันเองได้?
“ใช่ ผมคิดว่าแบบนั้นเลย” เพราะตอนนั้นต่อจากเจมส์ มอนโร ก็ไม่ได้มีใครมาสานต่อในนโยบาย Monroe Doctrine ดังนั้นก็เป็น “สถานการณ์เฉพาะตัว เฉพาะเวลาเช่นกัน”
“ตอนนี้โลกเราก็ต้องเล่นเกมเป็น ประเทศไทยเราก็ต้องเล่นเกมเป็น” อ.วิบูลพงศ์เสนอว่า เราต้องเข้าใจว่า เราจะรับมือกับเขาอย่างไร ทุกประเทศก็ต้องทำเช่นนั้น เพราะว่าเขามีอำนาจ และไม่ใช่อำนาจเพียงอย่างเดียว
“แต่เขาเป็นเจ้าของประเทศที่มีอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดในโลก” ซึ่งประเทศอื่นๆ ยังไม่มีศักยภาพทัดเทียมถึงขนาดนั้น เพราะฉะนั้นก็ต้องยอมตรงนี้ บอกตรงๆ
“ผมก็ไม่รู้จะสอนนักศึกษาอย่างไรแล้วตอนนี้ เวลาจะพูดเรื่องของอเมริกาก็ลำบากใจพอสมควรเหมือนกัน ที่เราเรียนมามันกลายเป็นอะไรกันแล้ว เพราะว่าความเป็นจริงมันเป็นแบบนี้ แต่เราก็พยายามบอกให้รู้ว่า มันอาจจะเป็นเพียงเป็นข้อยกเว้นในบางช่วงเท่านั้นเอง และก็ไม่ได้แปลว่า มันจะเป็นอย่างนี้ต่อไป”
สุดท้ายนี้ เราถามอาจารย์ว่า ถ้าลองมองในมุมประเทศไทย เราสามารถปรับตัวอย่างไรบ้าง ในสมัยที่ทรัมป์ยังอยู่ในอำนาจ
“รัฐบาลไทยก็ ถ้าที่ทำอยู่ก็โอเคนะ” อ.วิบูลพงศ์มองว่า “สำหรับทรัมป์เนี่ย เขาชอบความเยินยอสรรเสริญ เขาชอบคนที่เอาใจเขา” เพราะฉะนั้นตอนนี้เราต้องยอมเขาไปหน่อย ทำอย่างไรที่จะให้เขาเข้าใจว่า “เราเนี่ยไม่ได้ต่อต้านอเมริกานะ”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ขณะร่วมพิธีลงนามข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 (Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP)
“กระบวนการล็อบบี้ก็สำคัญมาก” อาจารย์ชี้ว่า ประเทศไทยเราจะต้องพยายามรู้จักคนในในพรรครีพับลิกันคนอื่นๆ ให้มีทางเข้าถึงได้บ้าง เพราะถ้าเกิดทรัมป์เข้าใจประเทศเราผิด เราก็จะได้มีโอกาสอธิบายบ้างและพยายามพูดจาให้เขาเข้าใจ โดย “อย่าไปต่อสู้ อย่าไปต่อต้านดีกว่า”
“ขนาดประเทศในยุโรป ขนาดเดนมาร์ก แล้วสหภาพยุโรป (European Union หรือ EU) ยังไม่รู้จะทำอย่างไร” ถ้าทรัมป์จะเอากรีนแลนด์ “แล้วนับประสาอะไรกับประเทศเล็กๆ อย่างเรา” เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเราขี้ขลาด แต่เราต้องเล่นเกมการเมืองเป็น
“คือมันไม่ใช่เหมือนเราขี้ขลาด มันไม่ใช่ แต่มันแค่เราเล็ก”