วันนี้ (6 สิงหาคม 2569) พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา มีกำหนดการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
ก่อนหน้านี้ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเคยให้สัมภาษณ์ว่า ในการพบกันครั้งนี้ ผู้นำทั้งสองจะหารือกันในหลานประเด็น ตั้งแต่ความมั่นคงชายแดน การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ จนถึงการแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำ
ขณะเดียวกัน การเยือนครั้งนี้ก็ถูกจับตาจากทั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนและประชาคมระหว่างประเทศ เนื่องจากตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้นำเมียนมาคนนี้เคยถูกกล่าวหาในหลายประเด็น–ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในการกวาดล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา การก่อรัฐประหาร การใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วง ไปจนถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อีกทั้งยังมีคำถามถึงท่าทีของรัฐบาลเมียนมาต่อปัญหาข้ามพรมแดนที่กระทบไทย คือ วิกฤตมลพิษในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง
The MATTER ชวนย้อนดูไทม์ไลน์ของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเผชิญกับข้อกล่าวหาและข้อวิพากษ์วิจารณ์อะไรบ้าง จนทำให้การเดินทางเยือนไทยครั้งนี้ กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองทั้งในและต่างประเทศ

วิกฤตโรฮิงญา (2017)
หากยังจำกันได้ เมื่อปี 2017 ชาวโรฮิงญาหลายแสนคนอพยพหนีออกจากเมียนมา หลังจากที่ปฏิบัติการทางทหารกองทัพพม่าหรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ตัดมาดอว์’ (Tatmadaw) ร่วมกับกองกำลังตำรวจ หน่วยรักษาชายแดน และพลเรือนที่ไม่ใช่ชาวโรฮิงญาบางส่วน ได้เริ่มต้นขึ้นในรัฐยะไข่
สหประชาชาติรายงานว่า หมู่บ้านมากกว่า 300 แห่งถูกเผาทำลาย ครอบครัวนับพันถูกฆ่าหรือพลัดพรากจากกัน ผู้หญิงและเด็กถูกข่มขืน และชาวโรฮิงญาชาย หญิง เด็ก และทารกแรกเกิด ราว 10,000 คนถูกสังหารอย่างเป็นระบบ จนนับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งใหญ่
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวโรฮิงญาจำนวนมากต้องหนีออกจากพื้นที่ โดยหลายคนเดินเท้าเป็นเวลาหลายวันผ่านป่าทึบ และเดินทางทางทะเลอย่างอันตราย เพื่อข้ามอ่าวเบงกอลเพื่อไปยังที่ปลอดภัยในบังกลาเทศ
ปฏิบัติการนั้นถูกเซอิด ราอัด อัล-ฮุสเซน (Zeid Ra’ad al-Hussein) ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชน (United Nations High Commissioner for Human Rights) ในตอนนั้น เรียกว่า “ตัวอย่างตามตำราของการกวาดล้างเผ่าพันธุ์”
ขณะนั้น มิน อ่อง หล่าย ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรักษาการประธานาธิบดีของเมียนมา โดยความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้สร้างเสียงประณามจากนานาชาติ พร้อมเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องออกมารับผิดชอบ

ภาพการเยือนวันที่ 6 สิงหาคม 2569 (Photographer: Asadawut Boonlitsak)
ต่อมาในปี 2024 อัยการสูงสุดของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ได้ขอหมายจับมิน อ่อง หล่ายในข้อหา ‘อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ’ ที่เขากระทำต่อชาวโรฮิงญา และแม้ว่าเมียนมาจะไม่ได้เป็นสมาชิก ICC แต่อัยการแย้งว่า อาชญากรรมที่ถูกกล่าวหาบางส่วนเกิดขึ้นในบังกลาเทศ ซึ่งเป็นสมาชิก ICC ด้วย จึงมีเหตุผลเพียงพอสำหรับการฟ้องร้อง
“การยื่นคำร้องขอหมายจับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางทหารสูงสุดในเมียนมานี้ ส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังผู้กระทำผิดว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” นิโคลัส คุมเจียน (Nicholas Koumjian) หัวหน้าคณะกลไกการสืบสวนอิสระเพื่อเมียนมาของ UN (Independent Investigative Mechanism for Myanmar หรือ IIMM) ระบุในแถลงการณ์
รัฐประหารเมียนมา (2021)
อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่พลิกโฉมการเมืองเมียนมา เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 กองทัพเมียนมา (ตัดมาดอว์) นำโดยมิน อ่อง หล่าย ได้รัฐประหารและยึดอำนาจรัฐบาลพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ภายใต้การนำของออง ซาน ซู จี ที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อปี 2020
ในปีนั้น กองทัพเมียนมาได้จับกุมผู้นำรัฐบาลที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งใหม่ และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยกองทัพจะควบคุมประเทศภายใต้รัฐบาลรักษาการเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี การประท้วงอย่างสันติในวงกว้างได้ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ากองกำลังทหารได้ตอบโต้การประท้วงด้วยการปราบปรามอย่างโหดร้ายและใช้กำลังเกินกว่าเหตุ โดยใช้กระสุนยาง กระสุนจริง แก๊สน้ำตา และปืนฉีดน้ำใส่ผู้ประท้วงที่ไม่ใช้ความรุนแรง และยิงทั้งอาสาสมัครช่วยเหลือทางการแพทย์และเด็ก

ภาพมิน อ่อง หล่าย เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2026 (Photo by ANTHONY WALLACE / AFP)
การปราบปรามประชาชน (2021-ปัจจุบัน)
“คณะรัฐบาลทหารของเมียนมาได้ดำเนินการโจมตีพลเรือนอย่างกว้างขวางและเป็นระบบทั่วประเทศ โดยการทิ้งระเบิดโรงเรียน โรงพยาบาล และอาคารทางศาสนาอย่างไม่เกรงกลัว”
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ระบุว่า นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 คณะรัฐบาลทหารของเมียนมาได้สังหารผู้คนไปมากกว่า 6,000 คน
พร้อมกันนี้ให้ข้อมูลว่า มีการจับกุมประชาชนมากกว่า 20,000 คนโดยพลการ และมีรายงานผู้พลัดถิ่นภายในประเทศมากกว่า 3.5 ล้านคน อีกทั้งกลุ่มสิทธิมนุษยชนยังพบกรณีการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมอื่นๆ ต่อผู้ต้องขัง การโจมตีแบบไม่เลือกเป้าหมาย จนถึงการปฏิเสธความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
แอมเนสตี้ฯ ย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ “อาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติและอาชญากรรมสงคราม” โดยระบุว่าต่อไปว่า “กลุ่มติดอาวุธที่ต่อสู้กับกองทัพก็ละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน” และแม้บางกลุ่มในเมียนมาจะให้คำมั่นว่า จะนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่เรายังคงต้องรอดูว่าจะเป็นจริงและเป็นไปตามมาตรฐานสากลหรือไม่
“วิกฤตสิทธิมนุษยชนของเมียนมาไม่ได้เริ่มต้นด้วยการรัฐประหาร แต่การกดขี่ข่มเหงมานานหลายทศวรรษนำมาสู่ช่วงเวลานี้” แอมเนสตี้ฯ ชี้ว่าการยุติการลอยนวลพ้นผิดต้องอาศัยแนวทางแก้ไขที่กล้าหาญและเหมาะสม และความมุ่งมั่นทางการเมืองและการเงินในระยะยาว โลกต้องลงมือทำในตอนนี้
มลพิษข้ามพรมแดน (2024–2026)
นอกจากความขัดแย้งและวิกฤตการเมืองแล้ว สถานการณ์ในเมียนมายังส่งผลกระทบต่อไทยในหลายด้าน รวมถึง ‘วิกฤตมลพิษในแม่น้ำภาคเหนือ’ ที่กลายเป็นวาระสำคัญของทั้งสองประเทศ
จากการตรวจสอบคุณภาพน้ำ เคยมีการพบสารหนูปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน ในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง จนหน่วยงานสาธารณสุขต่างๆ ต้องให้ประชาชนงดการสัมผัสน้ำโดยตรง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อคนในพื้นที่อย่างรุนแรง

มิน อ่อง หล่าย และอนุทิน ชาญวีรกูล ระหว่างการเยือนวันที่ 6 สิงหาคม 2569 (Photographer: Asadawut Boonlitsak)
ไม่นาน มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation หรือ SHRF) ก็เปิดเผยภาพถ่ายจากดาวเทียมของ “การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth)” กว่า 19 แห่ง ในพื้นที่ควบคุมของกองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (National Democratic Alliance Army หรือ NDAA) ในเขตเมืองยอง ภาคตะวันออกของรัฐฉาน ห่างจากแม่น้ำโขงเพียง 40 กิโลเมตร
บริเวณดังกล่าวเป็นต้นน้ำที่ไหลเข้ามาในประเทศไทย ทำให้คนจำนวนมากตั้งคำถามต่อรัฐบาลเมียนมาอย่างกว้างขวางขวาง เนื่องจากนี่เป็นปัญหาข้ามพรมแดนที่ร้ายแรง
ความคืบหน้าเมื่อเร็วๆ นี้ ประชาไทรายงานถึงเหตุการณ์เมื่อ 3 สิงหาคม 2569 ซึ่งเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้รวมตัวหน้ากงสุลใหญ่พม่า จ.เชียงใหม่ เพื่อยื่นหนังสือถึงมิน อ่อง หล่าย พร้อมเรียกร้องให้แก้ปัญหาสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำข้ามพรมแดนทันที
“พวกเราประชาชนชาวไทยหลายล้านคน ที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ต้องได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อาหารของเราปนเปื้อนด้วยสารพิษที่ไหลมาจากการทำเหมืองแร่ในพม่า” ระบุบนหนังสือที่ยื่นถึงผู้นำเมียนมา
ข้อความระบุต่อไปว่า ประชาชนอย่างน้อย 40,000 ครัวเรือน หรือราว 120,000 คน ใน จ.เชียงราย อาจต้องดื่มน้ำประปาที่ปนเปื้อนโลหะหนัก เนื่องจากสารพิษที่ปนเปื้อนในระบบน้ำ นอกจากนี้ยังส่งผลร้ายแรงต่อวิถีชีวิตคนที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ชาวประมง จนถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยว
“รัฐบาลทหารพม่าต้องยอมรับถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเหมืองแร่ริมฝั่งแม่น้ำกก สาย รวก และสาขาของแม่น้ำโขงอื่นๆ รวมทั้งแม่น้ำโขงที่ไหลในพม่า ซึ่งกำลังทำให้เกิดการปนเปื้อนข้ามพรมแดน และจะต้องยุติการทำเหมืองทุกประเภทที่อยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำทันที จนกว่าจะมีการแก้ปัญหาการปนเปื้อนในน้ำได้” คือข้อเรียกร้องของประชาชน
สถานการณ์ในแม่น้ำภาคเหนือสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า วิกฤตในเมียนมาไม่ได้เป็นเพียงปัญหาภายในประเทศอีกต่อไป แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคง สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยด้วย เราจึงต้องติดตามการหารือระหว่างรัฐบาลไทยกับมิน อ่อง หล่าย ระหว่างการเยือนไทยครั้งนี้อย่างใกล้ชิด