คิกคาปู้ บุ๋งๆ มะงึกๆ อุ๋งๆ เพลง ‘งง’ ในดวงใจ ฟังครั้งที่เท่าไหร่ก็ยัง ‘งง’

นี่ก็เป็นเวลาราวหนึ่งปีนิดๆ ที่ BNK48 เปิดตัววงอย่างเป็นทางการ อย่างตอนนี้ เฌอปราง กับ มิวสิค ก็สามารถคว้าอันดับเซ็นบัตสึได้สูงถึงอันดับที่ 39 และ 72 ตามลำดับ ซึ่งถือว่าเป็นอันดับที่สูงมากสำหรับชาวต่างประเทศแถมยังเป็นการลงตำแหน่งเลือกตั้งครั้งแรกด้วย

 

แต่ที่เราจะพูดถึงกันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสมาชิกอีกคนอย่าง อร BNK48 ที่หลายๆ คนชื่นชอบเธอในการสรรหาคำพูดมาใช้จนกลายเป็นสไตล์เป็นเฉพาะตัว จนถึงขั้นที่มีแฟนเพลงมาแต่งเพลงเต็มและเพลงสั้นๆ ให้อย่าง ‘มะงึกๆ อุ๋งๆ’ ‘ตังเมโฟร่ว’ ‘ดูดีดัมมาวูดัมดั่มบะอุ่มบะเว’ ฯลฯ

ด้วยความที่คำมันแปลกๆ นี่แหละทำให้มีคนรู้สึกไม่เข้าใจ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเพลงที่เหมือนจะไม่มีความหมายเหล่านี้ ดันติดหูติดใจหลายคน ซึ่งก็มีอีกหลายเพลงบนโลกของเรานี้ที่ไม่ได้ใช้ศัพท์ที่มีความหมายอะไร แต่ที่เลือกใช้เพียงเพราะคำอาจจะลงเมโลดี้ หรือตอนร้องแล้วเข้าปาก อาทิ เพลง Bad Romance ของ Lady Gaga มีท่อนสร้อยที่ไม่ได้มีความหมายอยู่เลย อย่าง “Rah rah ah-ah-ah! Ro mah ro-mah-mah Gaga ooh-la-la!”

เพลงยังมีความเป็นศิลปะที่แอบแฝงความติสต์อยู่ระดับหนึ่ง และเราก็ถือโอกาสนี้หยิบยกเอาเพลงไทยส่วนหนึ่งที่มีคำศัพท์ที่ใช้คำแปลกๆ มาแทนความหมาย จนบางทีเราก็เดาไม่ถูก แต่เพลงเหล่านั้นก็ค่อนข้างจะได้รับความนิยม มาให้คุณผู้อ่านได้ลองหาฟัง หรือแบ่งปันเพลงอื่นๆ ที่เราอาจต้องมารวมหัวช่วยกันตีความ เพราะก็ยังไม่แน่ใจว่าผู้แต่งเพลงต้องการบอกอะไรกับเรากันแน่

 

“เธอทำให้ฉันมะงึกอยู่อย่างนั้น จะไม่ให้อุ๋งเธอได้ไง”

ORNLY YOU – มะงึกๆ อุ๋งๆ

เพลงที่ถือว่าเป็นต้นเรื่องของเราในวันนี้ เนื้อหาของเพลงเกี่ยวข้องกับความรักของเด็กๆ วัยรุ่นที่อาจจะยังไม่ประสาความรัก เลยยังไม่กล้าจะใช้คำว่ารักแต่อยากจะใช้คำน่ารักๆ (ในรุ่นเขา) ทดแทนไป อย่างในเพลงก็จะใช้คำว่า ‘อุ๋ง’ เป็นคำว่า รัก ส่วน ‘มะงึก’ ใช้แทนคำว่า คิดถึง ละกัน ก็โมเมนต์วัยรุ่นอ่ะ เหมือนที่มีคนเรียกแฟนว่า ‘อ้วน’, ‘หมี’, ‘ตะเอง’ โดยไม่เกี่ยวกับกายภาพแต่อย่างไร

…ก็มันคำที่คนรักเขาตกลงกันเองอ่ะ จะใช้คำไหนก็ไม่ผิดหรอก มันแค่ทำให้เกิดอาการอิจฉาหรือหรือที่มีคนใช้คำว่า ‘เหม็นความรัก’ อะไรบ้างเท่านั้นเอ๊งงง #เสียงสูง

 

“ฉันโต๊ะเธอ ฉันโต๊ะเธอ นอกจากเธอ ฉันไม่โต๊ะใคร”

ไท ธนาวุฒิ – ฉันโต๊ะเธอ

โจทย์ของเพลงนี้จริงๆ แล้วเหมือนกับ เพลง ‘มะงึกๆ อุ๋งๆ’ ของกลุ่มแฟนคลับ อร BNK48 เปลี่ยนคำว่ารักให้กลายเป็นคำอื่น เพราะเพลงอื่นหรือใครคนอื่นๆ ก็ใช้คำว่า ‘รัก’ กันหมดแล้ว งั้นเรามาใช้คำที่รู้กันแค่สองคนก็พอละกัน อุ๊ย ฟังดูจั๊กจี้หัวใจ

…แต่พอเทียบความรักกับโต๊ะแล้วมันก็ดูเป็นเชิงวัตถุมากไปนิดนึง

 

“ติงนังนังตังนิง ชะเอิงเอ่อเอย”

รุ่ง สุริยา – รักจริงให้ติงนัง

เพลงเมื่อกี้เราบ่นๆ ไปว่ามันออกจะบอกเล่าเชิงวัตถุ มาเพลงนี้เลยที่เล่าความรักแบบนามธรรมสุดๆ เพราะคำว่า ‘ติงนัง’ ที่ว่านี่ไม่มีบอกอธิบายเลยว่ามันแปลว่าอะไรกันแน่ จะมีพูดถึงก็แค่อ้อมค้อมว่า เป็นภาษาสวรรค์ที่ ‘คนรักจะรู้กันสองคนเท่านั้น’

…อะหือ นามธรรมระดับจับต้องกันแทบไม่ได้เลยทีเดียวเชียว

 

“บอกว่าฉัน อา โบ เด เบ ฉัน อา โบ เด เบ ฉัน อา โบ เด เบ แต่เธอ”

ทาทา ยัง – อา โบ เด เบ

อีกหนึ่งเพลงที่เราก็ยังไม่สามารถถอดรหัสเนื้อเพลงของมันได้ แต่จับใจความแล้วเราคิดเองเออเองว่า ตัวคนร้องเพลงมีคนที่ชอบละแต่อีกฝั่งดูเบลอๆ ดูงงๆ ดูไม่สนใจเสียเลย มันก็เลยต้องแสดงออกกันเสียหน่อย แต่ไอ้ที่แสดงออกดันเป็นคำว่า อา โบ เด เบ … เราน่าจะคาใจความหมายของเพลงนี้มาสักสิบปีแล้ว ก็พยายามตอบคำถามตัวเองว่าคำดังกล่าวคงหมายถึง ‘ชอบ’ ในลักษณะคล้ายๆ กับเพลงอื่น

จนกระทั่งเรากลับไปคิดถึงเนื้อเพลงอีกท่อนที่บอกว่า “ก็เธอเป็นอะไร เอาแต่งงก็เอาแต่งง ไม่ยอมแชแด๊แดบ แชแด๊แดบ … เอาสิ จะแปลว่าอะไรดี หรือบางทีเราก็ควรจะปล่อยให้ความหมายของเพลงนั้นเป็นความลับไปตลอดกาล แค่รู้ว่าเพลงนี้กระตุ้นต่อมเต้นของใครให้ไปดิ้นบนฟลอร์ได้ง่ายๆ ก็พอแล้ว

 

“ไม่รู้แล้วฉันจะ บุ๋ง บุ๋ง บุ๋ง บุ๋ง บุ๋ง บุ๋ง บุ๋ง บุ๋ง”

มารีญา ลินน์ เอียเรียน – บุ๋ง

เพลงนี้ถ้าเทียบกับงานศิลป์แล้ว เนื้อหาของมันคงเป็นแนวโพสต์โมเดิร์นที่ไม่ยึดติดโครงสร้าง ไม่มีระเบียบ ไม่มีลำดับ คืออยู่ๆ จบอินโทรเพลงปุ๊ป คนฟังจะต้องตะลึงว่าทำไมอยู่ๆ ก็นางก็บ่น ‘ไม่มีรถไม่ไปละ’ แล้วอยู่ๆ ก็ถาม ‘ไม่คิดจะ Get กันหน่อยเหรอ’ พอตามติดไปอีกนิด ก็ชวน ‘สูดออกซิเจน’ แล้วคุณเธอก็บอก ไม่รู้แล้วฉันจะ บุ๋งๆๆๆ อะไรคะ งงค่ะซิส อยู่ๆ น้องแปลงร่างเป็นปลากลางเพลงหรือไงคะถึง บุ๋งๆ ให้ฟัง!

ความซับซ้อนของเพลงทำให้มีคนเคยตีความว่า นี่อาจจะหมายถึงการไปเที่ยวผับจนเมาแล้วพูดไม่รู้เรื่องบ้าง, ไม่ก็ตีความเป็นชีวิตของวัยรุ่นจากเมืองนอกที่มาอาศัยในเมืองไทยแล้วเจอรถติดเข้าไปฉันขออยู่บ้านกับปลาทองที่ทำปากบุ๋งๆ บ้าง, บางคนก็ตีความจาก MV ว่าเป็นการ ‘พยายามอกจากกรอบ’ ที่อึดอัดแต่มันออกไม่ได้เลยมีความ ‘บุ๋ง’ อยู่กับตัวเองดีกว่า … เอ๊ะ นี่เพลงมันลึกล้ำหรือว่าเราฉลาดไม่พอกันแน่ ?!

 

“ลู่พู่ลายชูย ล่านู่ลาตูลีดูลามู ลามู ลามูลิซุลามู”

ปราง ปรางทิพย์ – ลามู ลามู

จะบอกว่าเพลงนี้ไม่มีความหมายก็ไม่ใช่เสียทีเดียวหรอก และเพลงนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวกับตัวละครการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อละม้ายคล้ายกัน แค่ตัวภาษาที่เพลงใช้นั้นเป็น’ภาษาลู’ ที่กล่าวกันว่าเป็นภาษาของเหล่าเพศที่สามทั้งหลายและมีใช้กันมานานแล้ว ซึ่งจริงๆ ตัวเพลงก็เคยถูกโปรโมตว่าเป็นเพลงภาษาลูเพลงแรกของประเทศไทยด้วย ผสมผสานกับเนื้อเพลงสไตล์ไทยๆ ที่เข้าทางเสียงของผู้ร้อง เนื้อหาของเพลงบอกเล่าเกี่ยวกับ คนที่ตามหาหนุ่มหล่อมาข้างกายดังนั้นมันก็ต้องแต่งองค์ทรงเครื่องจัดบอดี้งามๆ เป๊ะๆ ล่อตาล่อใจหนุ่มนิดนึง

…แนะนำหาผู้สัดทัดกรณีภาษานี้มาช่วยชี้แนะให้ผู้ไม่เข้าใจได้นะ

“จิงปิงจางปางแจงแปงโจงโปง”

ฝน ธนสุนทร – ฮักอ้ายโจงโปง

เป็นอีกเพลงที่ถ้าฟังเฉพาะท่อนสร้อยเพลงลูกทุ่งเพลงนี้อาจจะรู้สึกว่าไม่มีความหมายใดๆ เป็นพิเศษ ถึงอย่างนั้นในตัวเพลงที่ ฝน ธนสุนทร ร้องนั้นอธิบายชัดเจนว่า แต่ละคำใช้ในกรณีไหน อย่าง จิงปิง ไว้ใช้บอกตอนเพิ่งเริ่มรัก, พอคบจนรักกันอีกนิดก็กลายเป็นจางปาง แล้วตามด้วยแจงแปง ก่อนจะบอกว่าความรักมากสุดวัดได้ด้วย มาตรวัดระดับ โจงโปง

คำดังกล่าวนี้มีคนกล่าวไว้ว่าเป็นคำวิเศษณ์ของภาษาอีสาน ซึ่งแต่ละคำนั้นหมายความ กว้างใหญ่, ชัดเจน ซึ่งระดับความชัดเจนนั้นก็ตามลำดับที่เพลงเรียงเอาไว้ ทั้งนี้เพลงนี้เป็นการนำเอาเพลงเก่าของ สร้อยจันทร์ จตุพร มาร้องใหม่จนหลายคนคุ้นเคยว่าเพลงนี้เป็นของฝน ธนสุนทร เป็นเจ้าของบทเพลง

 

“เธอมันน่าคิกคาปู้ น่าดู ต้องโดด สักกิ๊กล่ะ สักกิ๊กล่ะจะรู้”

อนัน อันวา – คิกคาปู้

คิกคาปู้ สำหรับหลายคนมันคือน้ำอัดลมสีเขียวรสซิตรัสที่เพิ่งกลับมาทำตลาดใหม่ราวๆ 4-5 ปีก่อน หลังจากที่เคยป๊อปฮิตในช่วงปี 1970-1980 และหลายๆ คนก็น่าจะรู้จักคำนี้จากเพลงในอัลบั้มที่สามของ อนัน อันวา ที่เราคิดว่า ฟังๆ ดูแล้วเนื้อหาของเพลงก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับน้ำอัดลมเท่าไหร่ ที่พอจะเข้าใจเนื้อหาของเพลงก็คือเด็กหนุ่มเบื่ออาการน่าลำไยของแฟนสาวเลยอยากจะ ‘คิกคาปู้’ ใส่สักที

…เราอนุมานเอาเองว่าเนื้อหาเพลงเป็นการเอาน้ำอัดลมไปเสิร์ฟให้แต่สาวเจ้าไม่รู้จักเลยร้องอู้หู ละกัน

 

มีเพลงฝรั่งที่ร้องเกี่ยวกับ คิกคาปู้ ด้วย แต่เป็นเพลงของคู่หู Tenacious D ที่ประกอบในหนัง The Pick Of Destiny ซึ่งร้องเกี่ยวกับการเดินทางออกจากเมือง Kickapoo ในรัฐมิสซูรี สหรัฐอเมริกา มาสู่วงการร็อคของตัวละครเอกในเรื่อง ไม่เกี่ยวอะไรกับน้ำอัดลมหรือเพลงของอนัน อันวาแต่อย่างไร

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

Huffington Post

BBC

 

Illustration by Waragorn Keeranan

 

Share This!
  • 9
  • 1
  •  
  •  
  •  
  •  
    10
    Shares
No Comments Yet

Comments are closed