มินต์ จอย และฝ้าย เป็นแก๊งรูมเมทสุดซี้ในหอแห่งนี้ ทั้งสามคนอยู่ด้วยกันมาหลายเดือนแล้ว มินต์บ่นว่าเริ่มปวดท้องเมนส์ อีกสองคนก็พูดขึ้นมาว่ามาตรงกันเลย และเหตุการณ์ประมาณนี้ คือหนึ่งสัญญาณความคุ้นเคยของกันและกันระหว่างเพื่อนผู้หญิง เป็นความเชื่อที่ส่งต่อกันมานานจนแทบจะเหมือนกับสัญชาตญาณ ว่าแต่มันจริงไหมเนี่ย?
ความเชื่อนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า ‘แมคคลินต็อกเอฟเฟคต์ (The McClintock effect)’ กำเนิดในปี 1971 จากงานวิจัยของ มาร์ธา แมคคลินต็อก (Martha McClintock) ที่ติดตามวันเริ่มประจำเดือนของนักศึกษาหญิง 135 คน ในหอพักมหาวิทยาลัย จนได้ความว่าในกลุ่มรูมเมท และกลุ่มเพื่อนสนิท วันเริ่มประจำเดือนจะค่อยๆ เขยิบมาตรงกันเรื่อยๆ ตลอดทั้งปี
มาร์ธาจึงมีข้อสันนิษฐานว่าร่างกายของผู้หญิงสามารถผลิตฟีโรโมนลึกลับที่จะคอยส่งสารทางด้านวงจรนี้ไปมาระหว่างผู้หญิงที่อยู่ด้วยกันบ่อยๆ ได้ และร่างกายจะปรับให้วงจรสอดคล้องกันเพื่อผลประโยชน์ทางด้านความสัมพันธ์ ซึ่งแน่นอนว่าปรากฏการณ์แมคคลินต็อกก็โด่งดังชั่วข้ามคืน ไปปรากฏในนิตยสารผู้หญิง หนังสือพิมพ์ สาวๆ พูดถึงกันอย่างกว้างขวางและหันมามองตัวเองกับเพื่อน

อะไรที่โด่งดัง น่าทึ่ง และลึกลับในคราเดียวกัน ย่อมถูกสืบสวนสอบสวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นธรรมดา งานวิจัยของมาร์ธาถูกมองว่าใช้วิธีการติดตามและการวิเคราะห์ฐานข้อมูลอย่างไม่รัดกุม ไม่มาตรฐาน โดยก็มีการทดลองเล็กใหญ่ถูกทำเลียนแบบขึ้นมากมายโดยนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ปรากฏว่าไม่พบการ “ขยับเข้าหากันเรื่อยๆ” ของวันเริ่มประจำเดือนเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเมื่อปี 1991 ที่ติดตามนักศึกษา 132 คน และในปี 2006 ที่ติดตาม 186 คน และได้ข้อสรุปว่างานวิจัยของแม็คคลินต็อกอาจเป็นความบังเอิญทางสถิติเฉยๆ ตัวเธอเองก็ยังยืนกรานด้วยความเชื่อว่าปรากฏการณ์นี้อาจเกิดขึ้นได้จริงในสเกลเล็กๆ ในบางปัจจัย
การติดตามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในยุคที่มนุษย์เรามีแอปพลิเคชั่นสำหรับทุกอย่าง
ในปี 2017 แอปพลิเคชั่น Clue ที่มีไว้ให้ผู้หญิงโดยเฉพาะ ร่วมมือกับนักวิจัยของอ็อกซ์ฟอร์ด ติดตามข้อมูลของคู่หูผู้หญิงถึง 360 คู่ (ผู้หญิง 720 คน) แต่ละคู่อาจเป็นเพื่อน พี่น้องแท้ รูมเมท เพื่อนร่วมงาน หรือคู่รัก โดยจะมีการติดตามทั้งช่วงเริ่มมีประจำเดือน ช่วงตกไข่ และช่วงก่อนมีประจำเดือน โดยคู่อาสาเหล่านี้ต่างเชื่อกันว่าประจำเดือนของพวกเขาซิงค์กันจริงๆ หรืออย่างน้อยก็สงสัย แต่ผลปรากฏมาว่า 273 คู่ หรือ 76% จากทั้งหมด กลับมีวงจรที่เคลื่อนออกห่างกันเสียด้วยซ้ำ มีเพียง 79 คู่เท่านั้นที่เคลื่อนเข้าหากัน เพราะฉะนั้นเราอาจตีความเชื่อเมนส์ตรงกันว่าเก๊

แล้วทำไมยังเชื่อกันได้ทั้งๆ ที่ไม่จริง? เราจะคิดไปเองกันขนาดนั้นเลยเหรอ?
ต้นตอที่เป็นฟืนสำหรับไฟความเชื่อนี้ คือเรื่องของคณิตศาสตร์ และปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาเกี่ยวกับความทรงจำ
วงจรประจำเดือนในผู้หญิงที่สุขภาพดีนั้นสามารถยืดหดไปมาได้หลายครั้งในหนึ่งปี ครั้งหนึ่งอาจสั้นเพียงแค่ 3 สัปดาห์ หรือยาวถึง 5 สัปดาห์ หรือคงที่สม่ำเสมอทั้งปี ผู้หญิง 2 คนที่มีความยาวของวงจรต่างกัน ก็เหมือนกันนาฬิกา 2 เรือนที่เดินเร็วไม่เท่ากัน ในช่วงแรกที่วัด วงจรจะแยกจากกัน แต่แล้วก็ค่อยๆ กับมาซิงค์กัน และแยกออกจากกันอีก ซึ่งแปลว่า ผู้หญิง 2 คนอาจมีช่วงที่ซิงค์กันจริงหลายครั้งในสองสามปี แล้วถ้าเติมผู้หญิงคนที่ 3 คนที่ 4 เข้ามาในกลุ่มเพื่อนสนิท นี่แปลว่าแทบทุกเดือน อย่างน้อย 1 คู่จะต้องซิงค์กันแน่ๆ กลายความรู้สึกถึงความเชื่อมโยงระหว่างกันและกัน นำไปสู่ความทรงจำแบบคัดเลือก (Selective memories)

เมื่อในสมองของมนุษย์ที่หิวกระหายแพทเทิร์น ถ้าคุณซิงค์กัน คุณจะจำ คุณจะเม้ากัน แต่ถ้าคุณไม่ซิงค์ คุณก็แค่ไม่ได้จำกัน และนอกจากนี้ ความเครียดที่เกิดขึ้นพร้อมกันจากปัญหาร่วมกัน อย่างการทะเลาะกันในกลุ่มหรือระหว่างกลุ่ม หรือการเตรียมสอบด้วยกัน ทำโปรเจ็กต์ด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน ก็สามารถค่อยๆ เคลื่อนวงจรให้ตรงกันได้จากการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในร่างกายที่กำหนดด้วยสภาวะจิตที่คล้ายกัน ในช่วงเวลาเดียวกัน ไม่ใช่เพราะว่ามีฟีโรโมนจากเพื่อนลอยมาบอก เพราะฉะนั้นอาจต้องพูดว่า ประจำเดือนซิงค์กันเพราะวิถีชีวิตเดียวกัน ไม่ใช่เพราะคุ้นเคยกันทางชีววิทยา และยังมีอีกจุดหักมุมหนึ่งที่ยิ่งผลักเรื่องฟีโรโมนให้หายไป นั่นก็คือวงจรข้างขึ้นข้างแรมของดวงจันทร์สามารถส่งผลต่อวงจรประจำเดือนได้! และชัดเจนเป็นพิเศษในช่วงฤดูหนาวแต่ละปี
การมาคอยถามคอยบอกกันเรื่องการซิงค์กันของประจำเดือน ท้ายที่สุดแล้วมันไม่ได้แปลว่าเราอยากให้ประจำเดือนมาตรงกันจริง ๆ ขนาดนั้น แต่มันเป็นสัญชาตญาณของผู้หญิงที่ต้องการดูแลเอาใจใส่กันและกัน มันใจว่าเพื่อนไม่เจอกับปัญหาใดใด และมีสุขภาพที่ดี นี่คือแก่นสำคัญที่น่ามอง