กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างหนัก หลังกระทรวงศึกษาธิการมีแนวคิดผลิตสื่อการเรียนรู้ความยาวไม่เกิน 2 นาที บนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ โดยหวังช่วยให้การเรียนรู้ของเด็กไทยเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา แนวคิดนี้กลับสวนทางแนวคิดด้านการศึกษาของบางประเทศ เริ่มนำผู้เรียนออกห่างจากหน้าจอ เพื่อทวงคืนสมาธิของพวกเขากลับมาด้วยกระดาษและดินสออีกครั้ง
ปัจจุบัน ‘หน้าจอ’ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชั้นเรียนไปแล้ว เด็กไทยราว 81% มีมือถือเป็นของตัวเอง เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ และสมาธิของพวกเขาจะเดินทางไปที่ไหนก็ได้ตามที่อัลกอริทึมป้อนให้บนหน้าฟีด การเรียนรู้กำลังถูกรบกวนด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ปรากฎขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว นี่เป็นโจทย์ (ไม่) ใหม่ของโลกการศึกษาที่หลายชาติพยายามแก้ไข และสวีเดนก็เป็นหนึ่งในนั้นหลังจากที่เป็นผู้นำการใช้เครื่องมือดิจิทัลในห้องเรียนมาอย่างยาวนาน
ทำไมสวีเดนเลิกใช้แท็บเล็ตในห้องเรียน
ตั้งแต่ปี 2537 สวีเดนได้นำสมรรถนะด้านดิจิทัล (Digital Competency) บรรจุลงในหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติ และได้นำร่องการใช้งานแท็บเล็ตในชั้นเรียนมาอย่างต่อเนื่อง และนับตั้งแต่ช่วงปี 2553 เป็นต้นมา การที่เด็กหนึ่งคนจะมีแท็บเล็ตข้างกายอยู่หนึ่งเครื่อง ก็เป็นเรื่องที่พบเห็นจนชินตา รายงานของ OECD ชี้ว่า กว่า 93% ของนักเรียนสวีเดนสามารถเข้าถึงแท็บเล็ตได้ที่โรงเรียน สวีเดนจึงนับเป็นชาติที่มีการปฏิรูปห้องเรียนสู่ความเป็นดิจิทัลมากที่สุดชาติหนึ่ง
พวกเขาคาดหวังว่าการบ่มเพาะให้นักเรียนคุ้นชินกับเครื่องมือดิจิทัลตั้งแต่วัยแรกเริ่ม จะช่วยให้พวกเขามี ‘ทักษะดิจิทัล’ ที่เท่าทันต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง แต่ผลที่ได้กลับสวนทาง รายงานของยูเนสโกระบุว่า นักเรียนส่วนใหญ่เสียสมาธิ พวกเขาแยกแยะเวลาเล่นเกม แชตกับเพื่อน หรือเรียนหนังสือไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น นักเรียนกว่า 4 ใน 10 ไม่มีความสามารถด้านดิจิทัลระดับพื้นฐาน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่รัฐบาลวางเป้าหมายเอาไว้
เราต้องเข้าใจก่อนว่า ‘ทักษะดิจิทัล’ ไม่ใช่แค่การที่เด็กคนหนึ่งเล่นแท็บเล็ตเป็น แต่มันนับรวมถึงการแยกแยะข้อเท็จจริงในโลกข้อมูลข่าวสารได้ การรู้จักจัดการข้อมูลส่วนตัวและป้องกันตัวได้ การใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตจริงได้ ไปจนถึงการรู้เท่าทัน AI และอื่นๆ อีกมาก ดังนั้น การเอาอุปกรณ์ดิจิทัลเข้าห้องเรียน และให้เด็กอยู่กับมัน ไม่ได้นำไปสู่การมี ‘ทักษะดิจิทัล’ ที่ดีโดยอัตโนมัติ
ปี 2567 กระทรวงศึกษาธิการสวีเดนเริ่มตระหนักได้ว่า การที่เด็กจะมีความสามารถด้านดิจิทัลได้นั้น ต้องมีทักษะพื้นฐานอย่างการอ่าน การเขียน และการคำนวณให้แข็งแรงเสียก่อน เพราะทั้ง 3 อย่างนี้เป็นทักษะที่จะนำพาพวกเขาไปสู่ความรู้ใดใด แต่ตอนนี้ 1 ใน 4 ของนักเรียนสวีเดนยังอ่านหนังสือไม่ได้ไม่คล่อง นี่จึงนำไปสู่การกลับมาใช้ดินสอ กระดาษ และหนังสือกันอีกครั้ง
ไม่มีเทคโนโลยีใดเปลี่ยนแปลงการศึกษาได้ด้วยตัวมันเอง
ปัจจุบัน รัฐบาลสวีเดนพยายามกำจัดหน้าจอให้ออกไปจากห้องเรียนให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในห้องเรียนเด็กเล็ก (จากที่ก่อนหน้านี้หลักสูตรกำหนดให้มีการใช้แท็บเล็ตในห้องเรียนเด็กเล็ก) ตั้งแต่ปี 2568 เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีจะไม่ได้รับแท็บเล็ตอีกต่อไป และปลายปีนี้ สวีเดนจะบังคับใช้กฎหมายห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน แม้จะใช้เพื่อการเรียนการสอนก็ตาม ทางรัฐบาลให้เหตุผลว่า ห้องเรียนที่ปลอดหน้าจอจะทำให้เด็กมีสมาธิ และการกลับมาขีดเขียนบนกระดาษจะพัฒนาทักษะการอ่านเขียนได้ดีขึ้น
จริงๆ แล้ว ดินสอและกระดาษก็ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่เก่าเก็บขนาดนั้น เมื่อเทียบกับพัฒนาการของมนุษยชาติ เราเริ่มรู้จักหัดขีดเขียนด้วยดินสอและกระดาษกันเมื่อไม่กี่พันปีก่อน และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้ตั้งแต่เกิด เด็กเล็กต้องอาศัยเวลาหลายปีฝึกใช้กล้ามเนื้อจับดินสอ ทั้งต้องฝึกถอดรหัสเส้นยึกๆยือๆ บนกระดานที่ครูเขียน หัดอ่านออกเสียง จดจำรูปแบบและความหมายของมัน และเริ่มใส่รหัสบนกระดาษด้วยมือของเขาเอง จนก่อร่างเป็นทักษะพื้นฐานของการเรียนรู้ทั้งปวง นั่นคือการอ่านและการเขียน
ด้วยเหตุนี้เราจึงยังต้องมีครูคอยสอนจับดินสอ ยังต้องมีหนังสือดีๆ เนื้อหาน่าสนใจให้เด็กได้อ่าน เพราะลำพังการเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะใหม่หรือเก่า ก็ยังต้องมี ‘ระบบ’ ที่หนุนเสริมไปพร้อมกัน รัฐบาลสวีเดนจึงได้ทุ่มงบสนับสนุนกว่า 2.1 พันล้านโครนาสวีเดน (ราว 7.3 พันล้านบาท) เพื่อใช้ลงทุนในหนังสือเรียน คู่มือครู และหลักสูตรใหม่ที่เน้นการเรียนผ่านหนังสือเรียนเป็นหลัก พร้อมให้สัญญาว่าจะเพิ่มเจ้าหน้าที่ประจำห้องสมุดทุกโรงเรียนเพื่อส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่ออีกด้วย
ไม่ได้หันหลังให้กับดิจิทัลเสียทีเดียว
ถึงแม้นโยบายใหม่ของสวีเดน ดูเหมือนจะผลักให้เทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นตัวร้ายในโลกการศึกษา แต่ถ้าพูดให้ชัดขึ้น นี่เป็น ‘การจัดลำดับความสำคัญ’ กันใหม่เสียมากกว่า โดยเริ่มต้นจากการบ่มเพาะให้เด็กมีทักษะการอ่าน เขียน และคำนวณให้แม่น ก่อนที่จะเริ่มนำดิจิทัลเข้ามาบูรณาการในชั้นที่สูงขึ้น บวกกับเด็กโตจะควบคุมตัวเองได้มากขึ้น
การมองว่าสวีเดนกำลังปฏิเสธเครื่องมือดิจิทัลนั้นคงเป็นความเข้าใจผิด การยกเลิกแท็บเล็ตก็เป็นเพียงการจัดที่ทางใหม่ให้เครื่องมือดิจิทัลเท่านั้น ครูสวีเดนก็ยังใช้เครื่องมือเหล่านี้มาใช้ในการทำงานและส่งเสริมการสอนในชั้นเรียน จนถึงวันนี้ แม้แต่ระบบการศึกษาก็ยังต้องเรียนรู้กันต่อไปว่า ไม่มีเทคโนโลยีใด ไม่ว่าจะทรงพลังแค่ไหน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการศึกษาได้ด้วยตัวของมันเอง
นอกจากสวีเดน หลายๆ ชาติก็เริ่มออกกฎคุมโซเซียลมีเดียในเด็กและวัยรุ่น อย่างออสเตรเลียและอินโดนีเซียประกาศแบนไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงโซเชียลมีเดีย เช่นเดียวกับ กรีซกำลังเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมสหภาพยุโรป เพื่อผลักดันให้เกิดมาตรการสร้างสิ่งแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยในระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ยังต้องดำเนินควบคู่ไปกับการคำนึงถึงสิทธิของเยาวชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เพื่อไม่ให้การคุ้มครองกลายเป็นการปิดกั้นสิทธิขั้นพื้นฐานของพวกเขา
อ้างอิงจาก