สิ่งแวดล้อมแบบไหนที่บ่มเพาะศิลปะให้งอกงามได้กันนะ?
หลายครั้งไอเดียงานศิลปะชิ้นเยี่ยมมักมาในช่วงที่เราไม่ทันตั้งตัว เราอาจปิ๊งมุกตลกจากการออกไปเดินเล่นในสวน ได้แรงบันดาลใจจากการใช้เวลาเงียบๆ ในแกลอรี่ หรือได้ประโยคเด็ดๆ ไปใส่ในนิยายจากคนแปลกหน้าในร้านกาแฟ สถานการณ์ไม่คาดฝันเหล่านี้ต่างเคยเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการสร้างสรรค์ผลงาน และไอเดียเหล่านี้อาจเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดพื้นที่เหล่านี้ไป
แต่ทุกวันนี้พื้นที่สร้างสรรค์เริ่มเลือนหายไปตามกาลเวลา เราอาจเห็นร้านหนังสืออิสระเพียงไม่กี่แห่ง โรงหนังนอกกระแสเพียงไม่โรง หรือพื้นที่ที่เคยเป็นแหล่งพบปะของคนหลากหลายวัยลดน้อยลงทุกที จนอดรู้สึกไม่ได้ว่าความแปลกใหม่ในชีวิตเริ่มจางหายไป แถมเราเองยังเชื่อมโยงกับคนอื่นได้ยากขึ้น
ทำไมพื้นที่สร้างสรรค์จึงส่งผลกับไอเดียแปลกใหม่ และจะเกิดอะไรขึ้นถ้าสายงานสร้างสรรค์ขาดพื้นที่เหล่านี้ไป เราชวนไปรู้จักความสำคัญของพื้นที่สร้างสรรค์มากขึ้น ก่อนชวนไปดูว่าผลงานศิลปะจะอยู่รอดได้อย่างไรในวันที่พื้นที่เหล่านี้เหลือน้อยลงทุกที

เมื่อพื้นที่สร้างสรรค์ถูกแทนที่ด้วยโลกเสมือนจริง
หากใครชื่นชอบการได้พบปะผู้คนตัวเป็นๆ หรือชอบสัมผัสสิ่งต่างๆ ที่มีรูปร่างให้จับต้องได้จริง อาจรู้สึกได้ว่าทุกวันนี้พื้นที่สร้างสรรค์ที่รอให้เราแวะไปเยือนน้อยลงกว่าเดิม นี่ไม่ใช่ความรู้สึกที่หลายคนคิดไปเอง แต่คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ต่างก็รู้สึกว่าตัวเองขาดพื้นที่สร้างสรรค์มากกว่าคนรุ่นก่อนๆ
มีการศึกษาจากเดอะราวด์เฮาส์ (The Roundhouse) สถานที่จัดกิจกรรมศิลปะจากลอนดอน รายงานว่า 87% ของคนอายุ 18-30 ปี บอกว่าตัวเองมีโอกาสพบปะผู้คน และมีพื้นที่ใช้สร้างสรรค์น้อยกว่าคนรุ่นก่อน โดยเหตุผลหลักๆ มาจากการขาดแคลนพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กๆ จนไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับคนในละแวกเดียวกันได้
ในมุมหนึ่งพื้นที่สร้างสรรค์ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่ 3 หรือ third places ซึ่งเป็นคำที่นักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน รามอน โอลเดนเบิร์ก (Ramon Oldenburg) และ เดนนิส บริสเซตต์ (Dennis Brissett) ได้ให้นิยามไว้ตั้งแต่ปี 1982 หมายถึงเป็นพื้นที่นอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน โดยมักเป็นสถานที่ที่เราไว้นัดเจอเพื่อนฝูง ได้ใช้เวลานอกบ้าน หรือแม้กระทั่งได้พบเจอคนใหม่ๆ เช่น ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ โรงหนัง แกลลอรี่ หรือแม้แต่สวนสาธารณะ
พื้นที่นี้ไม่ใช่แค่แหล่งพักผ่อนหย่อนใจธรรมดาๆ แต่มีความสำคัญกับหลายคนในเมือง ย้อนกลับไปแนวคิดปฏิวัติฝรั่งเศสคงเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากร้านกาแฟในปารีส หรือทางรถไฟสาธารณะแห่งแรกคงเกิดขึ้นได้ช้ากว่านี้ หากขาดผับในอังกฤษ ที่วิศวกรในเมืองในรวมตัวกัน เรียกง่ายๆ ว่าพื้นที่เหล่านี้เป็นเหมือนที่ให้เราได้มามีปฏิสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนกับคนในเมือง ต่อยอดความคิดที่ล่องลอยในอากาศเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นพลังเปลี่ยนแปลงสังคมในที่สุด

ทั้งๆ ที่พื้นที่สร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญขนาดนี้ แล้วอะไรที่ทำให้พื้นที่เหล่านี้ค่อยๆ หายไป ข้อมูลจาก Newport healthcare องค์กรที่ให้บริการบำบัดและดูแลสุขภาพจิตในวัยรุ่น อธิบายว่าส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นของโซเชียลมีเดีย ซึ่งสามารถเข้ามาแทนพื้นที่สร้างสรรค์ในโลกจริงได้
เมื่อก่อนเราอาจเคยมีร้านประจำที่ชอบไปบ่อยๆ แต่ทุกวันนี้ทุกอย่างล้วนค้นหาได้เพียงปลายนิ้วคลิก เราอาจไม่จำเป็นต้องไปร้านหนังสือเหมือนเดิม เพียงเพื่ออ่านหนังสือ เราอาจไม่ต้องไปถึงไลฟ์เฮ้าส์ เราก็สามารถฟังเพลงได้ที่บ้าน หรือแม้กระทั่งผลงานของศิลปินที่ชื่นชอบ เราก็ชมได้เลย เพียงแค่กดติดตามบนโซเชียลมีเดีย
เมื่อเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพื้นที่จริงเพียงทางเดียว พื้นที่สร้างสรรค์หลายแห่งจึงค่อยๆ ล้มหายตายจากไป เพราะพิษเศรษฐกิจที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงโรคระบาด ทั้งค่าเช่าที่สูงขึ้น หรือการแข่งขันจากร้านค้าออนไลน์ที่สะดวกและราคาถูกกว่า จนทำให้พวกเขาเลือกปิดกิจการอย่างเลี่ยงไม่ได้
แน่นอนว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยน สิ่งต่างๆ ย่อมเปลี่ยนตามไปด้วย ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่สร้างสรรค์ ที่ทุกวันนี้อาจถูกปรับเปลี่ยนไปอยู่บนหน้าจอมือถือที่ให้เราเชื่อมโยงกับผู้คนได้ทันที หรือพื้นที่สร้างสรรค์อิสระถูกยุบรวมให้อยู่ในศูนยการค้าขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะสามารถทดแทนพื้นที่สร้างสรรค์แบบดั้งเดิมได้เสมอไป
ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียเองก็ไม่ได้ให้ความเป็นคอมมูนิตี้เหมือนเมื่อก่อน จากบทความของ The Daily Star ชี้ว่าทุกวันนี้พื้นที่โลกดิจิทัลไม่ได้เป็นตัวแทนของพื้นที่ที่ 3 ที่เราเคยตื่นเต้นกันแล้ว ส่วนหนึ่งมาจากการครอบงำของแพลตฟอร์มขนาดใหญ่เพียงไม่กี่เจ้า เช่น Instagram TikTok หรือ YouTube ที่ผู้คนไม่ได้มีอิสระในการตั้งชุมชนเล็กๆ เสมอไป นอกจากนี้ให้ความสำคัญกับการแสวงหารายได้ ทำให้เนื้อหาส่วนใหญ่มีการชี้วัดยอดการเข้าถึง แทนการสร้างบทสนทนาจริงๆ
สุดท้ายแล้วความฝันว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้จะช่วยจุดประกายความคิดสร้างสรรค์อาจจะต้องแตกสลายลง เหลือทิ้งไว้เพียงความโหยหาพื้นที่ดั้งเดิม ที่ทำให้เราได้พบปะมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อจริงๆ

เราสูญเสียอะไรไปเมื่อขาดพื้นที่สร้างสรรค์
ความน่ากังวลเมื่อเราขาดพื้นที่สร้างสรรค์ อาจไม่ได้หมายถึงการขาดพื้นที่ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าเท่านั้น แต่ยังหมายถึงเส้นทางการฝึกฝน เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่น หรือการค้นหาตัวเอง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในงานสร้างสรรค์ย่อมหายไปด้วย
แจ็ค รูค (Jack Rooke) นักเขียนเจ้าของรางวัล BAFTA สถาบันศิลปะภาพยนตร์และโทรทัศน์แห่งบริติช และผู้สร้างซีรีส์ Big Boys กล่าวในฐานะของผู้ที่ทำงานสร้างสรรค์ด้วยความรู้สึกสะเทือนใจว่า เมื่อเขาหันกลับไปมองจุดเริ่มต้นของอาชีพ เขาพบว่าสถานที่มากมายที่เคยหล่อเลี้ยงตัวตนและไอเดียของตัวเอง บัดนี้ได้หายไปแล้ว
คงไม่เกินจริง หากจะบอกว่าการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะชิ้นเยี่ยม ไม่ได้อาศัยทักษะฝีมือเท่านั้น แต่ยังต้องสะท้อนความรู้สึกของผู้คนในสังคมออกมาอย่างจริงใจด้วย ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้คงเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากเราไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน สบตาขณะนั่งฟัง หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมชั่วขณะเดียวกัน สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เองที่ช่วยให้งานสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน เพลง หรือภาพยนตร์มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้

พื้นที่สร้างสรรค์ไม่เพียงแต่ช่วยให้งานศิลปะรื่นรมย์ขึ้นเท่านั้น แต่การมีพื้นที่สร้างสรรค์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ โดยไม่จำกัดต้นทุน พื้นที่อยู่อาศัย ยังช่วยให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสทำงานสร้างสรรค์มากขึ้นด้วย เพราะจะช่วยให้พวกเขาลองทำสิ่งใหม่ๆ ฝึกฝน และเชื่อมโยงกับคนอื่นๆ ได้มากขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินจ่ายราคาแพงในการเข้าถึงสายงานศิลปะ
แม้ว่าพื้นที่สร้างสรรค์ในยุคสมัยนี้จะอยู่รอดยากเต็มที แต่ถึงอย่างนั้นการรักษาพื้นที่เหล่านี้ไว้ก็เป็นความหวังที่จะช่วยทำให้มีคนสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ในอนาคต ซามูเอล เอบรามส์ (Samuel J. Abrams) นักวิจัยอาวุโส จากสถาบัน American Enterprise อธิบายว่า การปกป้องพื้นที่สร้างสรรค์ย่อมเป็นเรื่องที่ต้องมีหน่วยงานเข้ามาดูแลอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่เราพอทำได้คือการส่งเสียงออกไปให้ถึงผู้มีอำนาจเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่สาธารณะ และเข้าไปใช้พื้นที่สาธารณะให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อรักษาพื้นที่เดิมไว้
เพราะพื้นที่สร้างสรรค์ไม่ได้เป็นแค่สิ่งปลูกสร้าง แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้เรียนรู้คนอื่นๆ ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ แม้ว่าจะมีมุมมองแตกต่างกันแค่ไหนก็ตาม
อ้างอิงจาก