เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. 2569 เกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ การวางมาตรฐาน และการดูแลผลกระทบเรื่องไฟฟ้าและน้ำที่อาจเกิดขึ้น
ภายในระเบียบได้กำหนดอำนาจและหน้าที่คณะกรรมการฯ ให้มีหน้าที่ในการเสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการอนุมัติ อนุญาต ออกบัตรส่งเสริมการลงทุน หรือให้บริการต่าง ๆ ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจ ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักร ต่อคณะรัฐมนตรี
นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังต้องศึกษาวิเคราะห์ และติดตามประเมินผลกระทบของการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือทำการใด ๆ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย และปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
ในบทความนี้ The MATTER จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ว่าคืออะไร ทำไมกลายเป็นหนึ่งในนโยบายที่ภาครัฐเริ่มให้ความสำคัญ และมีผลกระทบหรือข้อกังวลอะไรเกี่ยวกับโครงการบ้าง โดยศึกษาจากกรณีของต่างประเทศ
ประเทศไทย มีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่แล้วกว่า 65 แห่ง
ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) คือ สถานที่ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่จัดเก็บ ประมวลผล และบริหารจัดการระบบคอมพิวเตอร์ เช่น แชตบอต แอปพลิเคชั่นนำทาง แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง โซเชียลมีเดียต่างๆ โดยโครงการเหล่านี้มักถูกวิพากษ์ในฐานะโครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งการใช้พลังงานไฟฟ้าในโครงการ และระบบระบายความร้อนที่ต้องใช้น้ำจำนวนมาก
ข้อมูลจาก Data Center Map ในวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่อย่างน้อย 65 แห่ง ซึ่งกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร 35 แห่ง ขณะที่บางส่วนขยายไปที่ปริมณฑลและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
บุศรินทร์ ประดิษฐยนต์ Country Head บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยผ่านกรุงเทพธุรกิจว่า สาเหตุที่ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเป้าหมายการลงทุนกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากสิงคโปร์และมาเลเซียซึ่งเคยเป็นพื้นที่ยอดนิยมก่อนหน้านี้ เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านพื้นที่และพลังงาน
ขณะที่ประเทศไทยซึ่งมีเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อยู่แล้ว แม้เดิมจะทำเพื่อรองรับอุตสาหกรรมการผลิต แต่โครงสร้างเหล่านี้กลับกลายเป็นฐานรากชั้นดีที่พร้อมรองรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในเบื้องต้นได้ทันที
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ในปี 2568 มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้า เซ็นเตอร์ รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ โดยเป็นการลงทุนขนาดใหญ่จากผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ
10 สิงหาคม 2569 ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับกลไกการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ระบุว่า ในช่วงปี 2567–2569 มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 750,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพประเทศไทย
แม้จะมีการก่อสร้างและอนุมัติโครงการเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ไปแล้ว แต่ข้อกังวลที่เกิดขึ้น คือ ช่องโหว่ทางกฎหมายและนโยบายที่อาจสร้างความเสี่ยงระยะยาว เพราะปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีแนวทางการจัดการทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า รวมถึงการจัดการมลพิษอย่างเป็นรูปธรรม
เนื่องจากการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่ต้องผ่านการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพราะเป็นการขออนุญาตทำ ‘อาคารชุด’ ที่ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.โรงงาน ขณะที่การตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นมากำกับดูแลก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
หากหันไปมองกรณีศึกษาในสหรัฐอเมริกา มีงานวิจัยและบทความสะท้อนถึงผลกระทบของดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งในมิติพลังงานไฟฟ้า ทรัพยากรน้ำ มลพิษทางอากาศ ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง ไปจนถึงเศรษฐกิจหรือการจ้างงาน ดังนี้
ผลกระทบด้านพลังงาน ค่าไฟฟ้า
ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นพื้นที่กักเก็บข้อมูลด้านเทคโนโลยีจึงมีความต้องการในการใช้พลังงานเพื่อประมวลผล ดังนั้น ดาต้าเซ็นเตอร์จาก AI เพียงแห่งเดียว อาจใช้พลังงานเทียบเท่ากับบ้านเรือน 100,000 หลัง และคาดการณ์ว่าภายในปี 2028 ดาต้าเซ็นเตอร์อาจใช้น้ำและไฟฟ้าคิดเป็น 12% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในสหรัฐฯ
การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ยังส่งผลให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น โดยในปี 2025 มีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าทั่วประเทศกว่า 60 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,970.31 พันล้านบาท) ซึ่งชาวอเมริกันต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเกือบ 10% เมื่อเทียบกับปี 2024
อย่างไรก็ตาม หลายรัฐและบริษัทสาธารณูปโภคได้พยายามหาหนทางที่จะทำให้การเปิดดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นภาระของประชาชน โดยบริษัทสาธารณูปโภค AEP Ohio ได้กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ โดยให้ดาต้าเซ็นเตอร์จ่ายค่าพลังงานอย่างน้อย 85% ของปริมาณที่สมัครใช้บริการ ไม่ว่าจะใช้จริงมากน้อยเพียงใด
ผลกระทบด้านน้ำและทรัพยากรธรรมชาติ
การขยายตัวอย่างรวดเร็วของดาต้าเซ็นเตอร์ถูกมองเป็ยภัยคุกคามแหล่งน้ำจืด ซึ่งน้ำจืดบนโลกมีเพียงร้อยละ 3 ของน้ำทั้งหมด และมีเพียงร้อยละ 0.5 ที่ยังปลอดภัยและสามารถเข้าถึงได้สำหรับการบริโภคของมนุษย์
ปริมาณการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์คำนวณจากผลรวมของการใช้น้ำ 3 ประเภท ได้แก่ การใช้น้ำภายในดาต้าเซ็นเตอร์ โรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟให้ดาต้าเซ็นเตอร์ และการใช้น้ำในกระบวนการผลิตชิปประมวลผล โดยแหล่งน้ำสามารถมาจากน้ำผิวดิน น้ำบาดาล น้ำประปา น้ำเสียที่ผ่านการบำบัด หรือน้ำที่ไม่สามารถดื่มได้แล้ว
ประมาณ 80% ของน้ำที่ถูกใช้จะระเหยไปเนื่องจากความร้อน โดยน้ำที่เหลือจะถูกปล่อยลงสู่โรงบำบัดน้ำเสียของเทศบาลในสหรัฐฯ ซึ่งพบปัญหาที่ว่าปริมาณน้ำเสียจำนวนมากที่ถูกปล่อยออกมา อาจทำให้ระบบบำบัดน้ำเสียที่มีอยู่ในท้องถิ่นไม่สามารถรองรับได้ เนื่องจากระบบเหล่านั้นไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับปริมาณน้ำเสียจำนวนมากเช่นนี้
ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ปริมาณน้ำมหาศาลเพื่อรักษาอุณหภูมิของเซิร์ฟเวอร์ให้เย็นเพียงพอต่อการทำงาน เพียงดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดกลาง (ใช้กำลังไฟฟ้าประมาณ 1-5 เมกะวัตต์) อาจใช้น้ำมากถึง 1 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่สามารถใช้น้ำได้มากถึง 19 ล้านลิตรต่อวัน เทียบเท่ากับการใช้น้ำของเมืองที่มีประชากร 10,000-50,000 คน
โดยคาดว่าภายในปี 2028 ดาต้าเซ็นเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ในสหรัฐอเมริกาอาจต้องการน้ำมากถึง 121 พันล้านลิตรต่อปี เทียบเท่าการใช้งานน้ำภายในบ้านของครัวเรือนประมาณ 360,000 หลัง
ทั้งนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่มักสร้างในพื้นที่ที่มีปัญหาภัยแล้งอยู่แล้ว เช่น แอริโซนา เท็กซัส ซึ่งนำไปสู่การประท้วงและการเรียกร้องให้มีการจำกัดการสูบน้ำบาดาล ให้เปลี่ยนไปใช้น้ำเสียบำบัด หรือใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศหรือของเหลวแทน
มลพิษทางอากาศและสภาพภูมิอากาศ
มลพิษทางอากาศจากดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่เป็นผลกระทลทางอ้อม จากความต้องการแหล่งจ่ายไฟที่สม่ำเสมอ หลายแห่งจึงเลือกแหล่งกำเนิดไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ และใช้พลังงานดีเซลสำรองฉุกเฉิน ซึ่งล้วนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ในปริมาณมากสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ยกตัวอย่าง เมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการติดตั้งกังหันก๊าซ (Gas Turbine) มากกว่า 30 เครื่อง เพื่อใช้งานประจำวันในดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่และ National Association for the Advancement of Colored People (NAACP) ได้ยื่นหนังสือแจ้งความประสงค์ที่จะฟ้องร้องโครงการดังกล่าวภายใต้กฎหมายอากาศสะอาด เนื่องจากโครงการนี้อาจทำให้คุณภาพอากาศที่อันตรายอยู่แล้วในเมือง ซึ่งมีอัตราโรคหอบหืดสูงและปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อมมายาวนานแย่ลงไปอีก
นอกจากนี้ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองที่ใช้ดีเซลยังปล่อยมลพิษทางอากาศที่เป็นอันตราย รวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และไนโตรเจนออกไซด์ ซึ่งเชื่อมโยงกับโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ โรคหอบหืด และความเสี่ยงต่อสุขภาพร้ายแรงอื่นๆ แม้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเหล่านี้จะถูกใช้เฉพาะในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก
ตอนนี้ โครงการดาต้าเซ็นเตอร์หลายแห่งในสหรัฐฯ เริ่มมองหาทางเลือกพลังงานที่จะลดมลพิษได้บางส่วน อย่างการใช้พลังงานแบตเตอรี่แทนไฟฟ้าดีเซล หรือการจับคู่ไมโครกริดแบบไฮบริด (Hybrid Microgrid) ซึ่งเป็นระบบไฟฟ้าขนาดเล็กที่รวมแหล่งผลิตพลังงานหลายประเภทเข้าด้วยกัน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม
ความร้อนในเมืองและปัญหาเสียงรบกวน
คาเรน เซโตะ ศาสตราจารย์เฟรเดอริค ซี. ฮิกสัน ด้านภูมิศาสตร์และวิทยาศาสตร์การวางผังเมือง ผู้อำนวยการศูนย์ฮิกสันเพื่อความยั่งยืนของเมือง และผู้อำนวยการร่วมของศูนย์เยลเพื่อการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ กล่าวถึงผลกระทบต่อความร้อนในเมืองของดาต้าเซ็นเตอร์ไว้ดังนี้
เนื่องจากพลังงานไฟฟ้าเกือบทั้งหมดที่ใช้ในการขับเคลื่อนเซิร์ฟเวอร์จะถูกเปลี่ยนเป็นความร้อน ทำให้ระบบระบายความร้อนต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดึงความร้อนภายในอาคารแล้วพ่นระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมโดยรอบ ในรูปแบบของความร้อนเหลือทิ้ง (Waste Heat) โดยดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่สามารถปล่อยความร้อนเหลือทิ้งได้เทียบเท่ากับความร้อนที่เกิดจากครัวเรือนหลายหมื่นหรือหลายแสนครัวเรือน
ความร้อนเหลือทิ้งเหล่านี้สามารถเพิ่มอุณหภูมิพื้นผิวโดยรอบได้มากถึง 8.8 องศาเซลเซียส และเพิ่มอุณหภูมิในละแวกใกล้เคียงได้มากถึง 2.2 องศาเซลเซียส ความร้อนที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นปัจจัยบีบให้ชุมชนใกล้เคียงต้องเปิดเครื่องปรับอากาศหนักขึ้นเพื่อสู้ความร้อน ส่งผลให้ค่าไฟพุ่งสูง และเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีรายงานจากผู้อยู่อาศัยในเขตลูเดน รัฐเวอร์จิเนีย ว่าเสียงจากดาต้าเซ็นเตอร์ส่งผลต่อการนอนหลับของพวกเขา ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เนื่องจากการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบระบายความร้อน และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง ก่อให้เกิดเสียงดังรบกวนตั้งแต่ 85-100 เดซิเบล ซึ่งเป็นระดับที่อาจเป็นอันตรายต่อการได้ยิน
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ผู้พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์และรัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งเริ่มใช้มาตรการต่างๆ เช่น กำแพงกันเสียงตามธรรมชาติ การเว้นระยะห่างจากบ้านเรือนมากขึ้น และการปรับปรุงฉนวนกันความร้อนสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง
เศรษฐกิจและการจ้างงาน
ในส่วนของโอกาสทางเศรษฐกิจ นอกจากเงินลงทุนที่เข้ามาสร้างอาคารในประเทศแล้ว หนึ่งในสิ่งที่ถูกพูดถึงคือ ‘การจ้างงาน’ โดยในสหรัฐอเมริกามีงานที่มีรายได้ดีจากโครงการดาต้าเซ็นเตอร์หลายร้อยตำแหน่ง แม้เป็นงานชั่วคราว เช่น ช่างเทคนิค ช่างไฟฟ้า คนงานก่อสร้าง แต่ก็ยังมีบางตำแหน่งที่เป็นการทำงานเต็มเวลา เช่น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ผู้จัดการอาคาร
ดาต้าเซ็นเตอร์ของ Google ในรัฐโอไฮโอตอนกลาง ช่างเทคนิคดาต้าเซ็นเตอร์มีเงินเดือนประมาณ 74,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.428 ล้านบาท) ขณะที่ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการมีเงินเดือนถึง 160,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 5.25 ล้านบาท) แต่ตำแหน่งเหล่านี้ค่อนข้างจำกัด เพราะหากพิจารณาจากดาต้าเซ็นเตอร์มากกว่า 1,200 แห่ง ในปี 2025 ของสหรัฐอเมริกาพบว่า แม้แต่ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดก็จ้างพนักงานประจำน้อยกว่า 150 คน โดยบางแห่งมีเพียง 25 คนเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม รายงานจาก PwC ซึ่งได้รับการว่าจ้างจาก Data Center Coalition (DCC) เพื่อประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ของสหรัฐอเมริกา โดยอาศัยข้อมูลจากช่วงปี 2017–2023 ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากการลงทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม
โดยรายได้รวมของรัฐบาลอเมริกาที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นจาก 66 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.16 ล้านล้านบาท) ในปี 2017 เป็นมากกว่า 162 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.31 ล้านล้านบาท) ในปี 2023 อย่างไรก็ตาม หลายรัฐและเมืองได้เสนอสิ่งจูงใจทางภาษีจำนวนมากเพื่อดึงดูดดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งหมายความว่าผลกำไรที่แท้จริงอาจน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก
แม้จะมีเม็ดเงินไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจจากการลงทุน แต่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็ควรถูกนำมาเปรียบเทียบกับ ‘ต้นทุนที่ต้องเสียไป’ ในระยะยาว โดยเฉพาะทรัพยากรน้ำ ไฟฟ้า และมลภาวะทางอากาศ เพราะหากดาต้าเซ็นเตอร์ลดขนาดหรือย้ายที่ตั้งไปก่อนที่จะคืนทุน ชุมชนในพื้นที่ก็อาจต้องกลายเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายและผลกระทบเหล่านั้นไว้เสียเอง
นำมาสู่คำถามสำคัญว่า การพัฒนาเศรษฐกิจที่แลกมาด้วยสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ คุ้มค่าจริงหรือไม่? ซึ่งยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า คณะกรรมการกำกับดูแลฯ ที่รัฐบาลเพิ่งแต่งตั้งขึ้นมา จะมีแนวทางและมาตรการรับมือเรื่องนี้ออกมาอย่างไร
อ้างอิงจาก