นับตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน ที่ผ่านมา เกิดการจลาจลและการประท้วงครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส เหตุผลมาจากปัญหาหลายอย่างที่สะสมมานาน ทำให้มีประชาชนหลายกลุ่มออกมาต่อต้านรัฐบาลปัจจุบัน แม้จุดเริ่มต้นการประท้วงครั้งนี้จะเริ่มจากกลุ่มนักเรียนที่ไม่พอใจต่อระบบการศึกษา สภาพโรงเรียนที่เสื่อมโทรม และการขาดแคลนครู
แต่ดูเหมือนว่าการลุกฮือครั้งนี้ขยายวงกว้างไปเรื่อย ๆ เพราะมีประชาชนฝรั่งเศสหลายกลุ่มที่ออกมาประท้วง ความไม่พอใจในการบริหารของรัฐบาลเริ่มสะสมเยอะขึ้น เนื่องจากประเทศมีหนี้สาธารณะสูงถึง 112-118% ของ GDP รัฐบาลจึงมีมาตรการรัดเข็มขัด ตัดงบประมาณบริการสาธารณะ สภาพเศรษฐกิจในประเทศก็เริ่มเสื่อมถอย และค่าครองชีพสูง
ภาพความรุนแรงของการประท้วงในฝรั่งเศสเผยแพร่ไปสู่สายตาคนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่หลายคนติดตามข่าวสารเรื่องนี้ ก็จะเห็นว่ามีผู้ชุมนุมที่ออกมาเรียกร้องด้วยความโกรธแค้น บางกลุ่มมีการจุดไฟเผาอาคารของรัฐ ซึ่งหลายคนก็ถกเถียงกันว่าการกระทำแบบนี้ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ หรือนี่เป็นความปกติของประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง
The MATTER ชวนทำความเข้าใจโครงสร้างการเมืองและการประท้วงในฝรั่งเศส หนึ่งในประเทศที่ถูกมองว่าประชาชนมีเสรีภาพอย่างมาก แล้วเมื่อเทียบกับโครงสร้างการเมืองของไทย อะไรคือความต่างที่เราสามารถนำมาเรียนรู้ในการแสดงออกทางการเมืองได้บ้าง
ทำไมฝรั่งเศสถึงเป็นประเทศที่ประท้วงบ่อย ?
หลายคนสงสัยว่าเมื่อคนฝรั่งเศสไม่พอใจกับอะไร ก็จะออกมาประท้วง เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม บางครั้งผู้ชุมนุมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ บางครั้งเกิดเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างรุนแรง แต่สาเหตุของภาพจำเหล่านี้อาจมาจากหลายปัจจัย
รศ.ดร. วรรณภา ติระสังขะ สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้อธิบายว่า “ที่ฝรั่งเศส การออกมาพูดบนท้องถนนถือเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองปกติ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ”
หากลองวิเคราะห์จะพบว่า ปัจจัยแรก คือ “มรดกทางประวัติศาสตร์” ก็อาจเป็นส่วนสำคัญ เพราะในอดีตประชาชนชาวฝรั่งเศส มีบทบาทในการสร้างความชอบธรรมของรัฐ ตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 เสียด้วยซ้ำ แต่หลังการปฏิวัติ 1789 ทำให้แนวคิดเรื่องอำนาจอธิปไตยของประชาชน เสรีภาพ และความเสมอภาคกลายเป็นรากฐานสำคัญของสาธารณรัฐ ประชาชนจึงไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะผู้ที่ต้องเชื่อฟังรัฐอีกต่อไป แต่เป็นผู้มีสิทธิท้าทายอำนาจที่ไม่ชอบธรรมด้วย
ปัจจัยที่ 2 ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจระดับชาติ อย่าง การกำหนดนโยบาย วรรณภามองว่า แม้ฝรั่งเศสจะเป็นประเทศที่กระจายอำนาจมาก แต่การตัดสินใจที่เกี่ยวกับนโยบายที่สำคัญ เช่น ด้านบำนาญ การคลัง แรงงาน และบริการสาธารณะ มักเชื่อมโยงกับการตัดสินใจระดับชาติ เมื่อประชาชนไม่เห็นด้วยกับนโยบาย การรวมตัวประท้วงในระดับประเทศจึงเป็นวิธีส่งสัญญาณกดดันผู้มีอำนาจโดยตรง และทำให้ข้อขัดแย้งกลายเป็นประเด็นสาธารณะได้อย่างรวดเร็ว ทำให้หลายครั้งเรื่องที่ประชาชนออกมาเรียกร้องเป็นประเด็นเดียวกันทั้งประเทศ
ปัจจัยที่ 3 การมีสหภาพแรงงาน การนัดหยุดงานถือว่าเป็นเครื่องมือต่อรองชั้นดี เพราะที่ฝรั่งเศสมีประเพณีการเคลื่อนไหวของแรงงานที่เข้มแข็ง การประท้วงจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเดินขบวน แต่รวมถึงการนัดหยุดงานและการหยุดชะงักของระบบขนส่ง หรือบริการบางประเภท
ทั้งนี้ กฎหมายรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสยังรับรองสิทธิของลูกจ้างในการนัดหยุดงาน แต่การใช้สิทธินี้ต้องคำนึงถึงบริการสาธารณะ เช่น รถไฟ โรงพยาบาล หรือขนส่งด้วยว่าต้องดำเนินการต่อไปได้
จะเห็นว่าการหยุดงานอาจทำให้นายจ้างหรือรัฐเสียหายเพราะการทำงานหยุดชะงัก ทำให้มีโอกาสที่ข้อเรียกร้องของแรงงานจะถูกรับฟังมากขึ้น และแรงงานมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น
“กฎหมายกับเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะในฝรั่งเศสเป็นการแจ้งล่วงหน้าไม่ใช่การขออนุญาต รัฐห้ามได้เมื่อเห็นว่ากระทบความสงบ เพดานของเสรีภาพจึงมีสูง”
ปัจจัยที่ 4 พื้นที่สาธารณะ จะเห็นว่าประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสหลายต่อหลายครั้ง ล้วนมาจากการชุมนุมบนท้องถนน เพราะท้องถนนเป็นพื้นที่สาธารณะ ที่สามารถใช้ได้ทุกกลุ่ม อีกทั้งท้องถนนยังเป็นเหมือนภาพความทรงจำทางการเมืองที่สำคัญ พื้นที่ทางการเมืองที่ยอมรับกันมาตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศส และการชุมนุมมักจบด้วยการต่อรองหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบาย
การประท้วงแบบฝรั่งเศส สะท้อนโครงสร้างการเมืองหรือเสรีภาพอย่างไร ?
วรรณภาให้ความเห็นประเด็นนี้ว่า การประท้วงสะท้อนให้เห็นโครงสร้างทางการเมืองฝรั่งเศส ซึ่งเป็นระบบกึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภาที่มีรัฐบาลเข้มแข็ง โดยมีรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐที่ 5 ซึ่งใช้ตั้งแต่ปี 1958 ให้อำนาจฝ่ายบริหารโดยเฉพาะประธานาธิบดีและรัฐบาล ขณะเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรยังเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการตรวจสอบและอภิปราย อีกทั้งรัฐบาลเลือกใช้เครื่องมือทางรัฐธรรมนูญเพื่อเร่งผลักดันนโยบาย แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะได้รับการยอมรับเสมอไป
ฝรั่งเศสจึงเป็นตัวอย่างของรัฐที่มีขีดความสามารถในการกำหนดนโยบายและบังคับใช้กฎหมายสูง แต่ความสามารถในการตัดสินใจนั้น อาจไม่เท่ากับความสามารถในการสร้างฉันทามติทางสังคมให้ผู้คนยอมรับได้ หมายความว่ารัฐมีอำนาจในการออกกฎหมาย แต่หากกลุ่มประชาชนรู้สึกว่าตนไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างเพียงพอ ความขัดแย้งก็อาจย้ายจากรัฐสภาไปสู่ท้องถนนได้ เพื่อแสดงออกและต่อรอง
นอกจากนี้ วรรณภายังมองว่าการประท้วงอาจสะท้อนให้เราเห็นเรื่องการจัดการความขัดแย้ง แม้ความขัดแย้งจะเป็นเรื่องปกติของการเมือง แต่วิธีการจัดการความขัดแย้งต่างหากที่เผยให้เห็นถึงโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับผู้มีอำนาจ ดังนั้น อาจจะไม่ได้มองแค่เรื่องการประท้วงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิธีการที่รัฐจะสามารถเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นการเจรจาและมีการปรับนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการได้หรือไม่ด้วย

ความรู้สึกร่วมของประชาชนฝรั่งเศสที่มีต่อการประท้วง
ประชาชนฝรั่งเศสอาจมองว่ารัฐเป็นแค่โครงสร้างหนึ่ง ไม่สามารถใช้อำนาจมาบังคับประชาชนได้ การประท้วงจึงเป็นเรื่องที่ชาวฝรั่งเศสทำได้เป็นปกติ แต่ วรรณภา อยากชวนดูประเด็นนี้ว่านอกจากวัฒนธรรมการประท้วงของฝรั่งเศสแล้ว ยังต้องมองเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ และความเข้าใจว่าที่มาของอำนาจรัฐคืออะไร
สำหรับชาวฝรั่งเศสอาจมองว่า “รัฐไม่ใช่เจ้าของอำนาจ แต่เป็นผู้ใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมาย” แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับหลัก Souveraineté nationale et populaire หรืออธิปไตยของชาติและประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสาธารณรัฐฝรั่งเศส นับตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 ความชอบธรรมทางการเมืองถูกผูกเข้ากับแนวคิดที่ว่า อำนาจอธิปไตยไม่ได้เป็นสมบัติส่วนตัวของกษัตริย์หรือผู้ปกครอง แต่เป็นของชาติหรือประชาชนตามกรอบรัฐธรรมนูญ สิ่งนี้นำไปสู่ความสัมพันธ์ทางการเมืองที่สำคัญ 3 ประการ คือ
1) รัฐเป็นสถาบันที่จัดระเบียบสังคม ไม่ใช่เจ้าของประชาชน 2) รัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจตามกติกา ไม่ใช่เจ้าของอำนาจโดยสมบูรณ์ และ 3) ประชาชนสามารถตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของการใช้อำนาจ แม้การใช้อำนาจนั้นจะอ้างฐานทางกฎหมายก็ตาม
แนวคิดนี้สอดคล้องกับปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมือง ค.ศ. 1789 ซึ่งระบุในมาตรา 2 ถึงสิทธิในการต่อต้านการกดขี่ (résistance à l’oppression) และมาตรา 3 ว่าอำนาจอธิปไตยมีรากฐานอยู่ที่ชาติ โดยไม่มีบุคคลหรือองค์กรใดใช้อำนาจที่ไม่ได้มาจากแหล่งอำนาจดังกล่าว
เราจึงต้องแยกอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย (legal authority) ออกจาก ความชอบธรรมในการใช้อำนาจ (political legitimacy) เพราะทั้งสองอย่างเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และในท้ายที่สุด ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนจึงไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้ที่ต้องเชื่อฟังเท่านั้น แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ต้องมีทั้งอำนาจตามกฎหมาย ความชอบธรรม และความรับผิดรับชอบต่อกัน
ทำไมมีคนไทยบางคนมองการประท้วงที่ฝรั่งเศสว่ารุนแรงและก้าวร้าว หรือคนไทยคิดว่าบ้านเมืองที่ดีต้องอยู่ในความสงบเรียบร้อย
วรรณภาให้ความเห็นว่า คนเรามักจะใช้แว่นที่มองผ่านสามัญสำนึก หรือมีคุณค่าที่ยึดถือแตกต่างกันไป สิ่งที่น่าคิดคือ เหตุใดผู้คนในสังคมต่างกันจึงใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันในการตัดสินว่าอะไรคือ “บ้านเมืองที่ดี” และ “ความสงบเรียบร้อย” เป็นเพียงสภาพของสังคม หรือเป็นคุณค่าทางการเมืองด้วย ?
วรรณภาชวนตั้งคำถามว่าทำไมความรู้สึกแรกของคนนอกถึงมองว่าผู้ประท้วงกำลังทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย แต่กลับลืมมองไปว่าสาเหตุใดประชาชนจึงต้องออกมาต่อต้านหรือประท้วง
ดังนั้น เราอาจต้องยอมรับว่า ผู้คนไม่ได้ประเมินภาพเดียวกันด้วยเกณฑ์เดียวกัน แต่มีกรอบความคิดเกี่ยวกับระเบียบสังคมและความชอบธรรมที่แตกต่างกัน
ที่เราเห็นภาพความรุนแรงก็เพราะมีความรุนแรงที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ซึ่งฝังรากลึกและเราอาจจะไม่เห็น บางครั้งเราก็ยอมและคุ้นชินกับความรุนแรงแบบนี้หรือไม่ ในขณะที่อีกสังคม ไม่ยอมให้ความรุนแรงในเชิงโครงสร้างเกิดขึ้นได้
สิ่งที่ชวนให้มองต่อ คือ บางสังคมความสงบอาจถูกเชื่อมโยงกับการรู้จักกาลเทศะและการยอมรับลำดับชั้น การแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยต่อผู้มีสถานะหรืออำนาจสูงกว่า จึงอาจถูกตีความว่าเป็นการไม่เคารพมากกว่าจะเป็นการใช้สิทธิของพลเมือง
บางสังคม การไม่สร้างความขัดแย้ง อาจถูกให้คุณค่ามากกว่า การเปิดเผยความขัดแย้ง เมื่อสังคมให้ความสำคัญกับความกลมเกลียว การนำปัญหามาเผชิญหน้าในที่สาธารณะอาจถูกมองว่าเป็นผู้สร้างปัญหา ทั้งที่ผู้ประท้วงอาจกำลังเปิดเผยปัญหาที่มีอยู่ก่อนแล้ว
ความชอบธรรมอาจถูกผูกเข้ากับความประพฤติของผู้เรียกร้อง ประชาชนอาจตั้งคำถามว่าผู้ประท้วงสุภาพหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ หรือทำให้คนอื่นเดือดร้อนหรือไม่ จนบางครั้งข้อเรียกร้องและการใช้อำนาจของรัฐถูกทำให้เป็นประเด็นรอง
วรรณภาย้ำว่าการวิเคราะห์นี้ ไม่ได้เหมารวมหรือสรุปว่าคนไทยทุกคนมีวัฒนธรรมแบบเดียวกัน หรือคนฝรั่งเศสมีวัฒนธรรมแบบเดียวกัน แต่อยากชวนให้เกิดแว่นในการมอง และตรวจสอบข่าวสารความคิดเห็นในสื่อสังคม และทัศนคติของประชาชนที่มีต่อการชุมนุมประเภทต่าง ๆ
ส่วนทำไมภาพการประท้วงของฝรั่งเศสจึงดู “ก้าวร้าว” ในสายตาคนนอก วรรณภาบอกว่า ต้องไม่ลืมว่าเมื่อเราดูข่าวการประท้วงจากต่างประเทศ เราไม่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่เห็นเหตุการณ์ที่ถูกเลือกมานำเสนอ ผ่านมุมกล้อง ภาษาข่าว ภาพการปะทะ และการตัดสินใจว่าอะไรควรเป็นข่าว ภาพควันไฟ การปะทะ และตำรวจควบคุมฝูงชน แน่นอนว่าภาพแบบนี้ดึงดูดความสนใจ และสื่อถึงความร้ายแรงได้ทันที แต่ก็อาจทำให้ผู้เห็นภาพเชื่อมโยงการประท้วงทั้งหมดเข้ากับความรุนแรง ทั้งที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่อาจไม่ได้มีส่วนร่วมในการปะทะนี้ก็ได้ และก็ไม่ได้หมายความว่าความรุนแรงไม่มีอยู่จริงหรือเราควรยอมรับการทำร้ายผู้อื่น
เราควรแยกให้ได้ระหว่าง การประท้วงที่สร้างความเดือดร้อนหรือรบกวนชีวิตประจำวัน การฝ่าฝืนกฎหมายในระหว่างการชุมนุม การทำลายทรัพย์สินหรือใช้ความรุนแรงต่อบุคคล การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐต่อผู้ชุมนุม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และไม่ควรถูกเหมารวมเป็นภาพเดียวของการประท้วงทั้งหมด เพราะอาจทำให้หลงลืมไปว่าประเด็นสำคัญของการเรียกร้องคืออะไรกันแน่

คนฝรั่งเศสกับคนไทยมีมุมมองต่อการประท้วงต่างกันอย่างไร
ความจริงแล้วเราไม่สามารถวัดได้ว่าประเทศไหนมีการประท้วงมากกว่ากัน หรือประชาชนประเทศไหนตื่นตัวทางการเมืองกว่ากัน แต่ต้องดูที่เงื่อนไขเชิงสถาบันที่ทำให้ประชาชนสามารถเรียกร้องได้ จนการเรียกร้องกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
วรรณภาอธิบายว่า ความแตกต่างของโครงสร้างสถาบันการเมืองฝรั่งเศสกับไทย มีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ โครงสร้างสถาบันการเมือง รูปแบบรัฐ บทบาทของสถาบันตัวแทน วัฒนธรรมทางการเมือง กฎหมาย ช่องทางการมีส่วนร่วม เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งเหล่านี้ ล้วนแตกต่างกับไปในแต่ละประเทศ
ส่วนการที่กฎหมายแตกต่างกันจะส่งผลต่อการได้รับความสนใจของคนชายขอบมากน้อยเพียงใด ต้องเริ่มจากการเข้าใจว่า คนชายขอบไม่ได้ขาดเพียงทรัพยากรทางเศรษฐกิจหรืออำนาจทางการเมือง แต่อาจขาดโอกาสทำให้ปัญหาของตนเป็นที่มองเห็นและทำให้รัฐตอบสนอง
กฎหมายการชุมนุมกำหนดว่าใครสามารถออกมาแสดงเสียงได้ พื้นที่สาธารณะกำหนดว่าเสียงนั้นจะปรากฏต่อใคร ส่วนสื่อและสถาบันการเมืองมีส่วนกำหนดว่าเสียงนั้นจะได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใด
วรรณภาจึงมองว่า พื้นที่สาธารณะเป็นทรัพยากรทางการเมือง ไม่ใช่เพียงสถานที่ สำหรับคนชายขอบ การปรากฏตัวในพื้นที่สำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง อาจช่วยให้ปัญหาของพวกเขาเป็นที่รับรู้ เมื่อขาดอำนาจในรัฐสภา ช่องทางเข้าถึงผู้กำหนดนโยบาย หรือพื้นที่ในสื่อ
อย่างไรก็ตาม การมีสิทธิชุมนุมเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากการชุมนุมมีต้นทุนสูง เสียงเข้าไม่ถึงสื่อ หรือข้อเรียกร้องไม่เข้าสู่กระบวนการตัดสินใจ ก็อาจไม่เกิดอำนาจการต่อรองทางการเมืองได้จริง ขณะเดียวกัน การเปิดให้ชุมนุมอย่างเสรีก็ไม่ได้มีความเท่าเทียมเสมอไป เพราะกลุ่มที่มีเงินทุน เครือข่าย และความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ มักทำให้เสียงของตนได้รับความสนใจมากกว่า
ประสบการณ์ของคนไทยที่เคยอยู่ฝรั่งเศส การประท้วงเป็นเรื่องปกติ และยอมรับได้
นอกจากนี้ The MATTER ยังได้พูดคุยกับ ดร. พิชัยวัฒน์ แสงประพาฬ อาจารย์ประจำภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้มีประสบการณ์ในระบบการศึกษาของฝรั่งเศสและเคยใช้ชีวิตที่นั่นเป็นเวลาหลายปี เพื่อสอบถามมุมมองต่อสถานการณ์การประท้วงในฝรั่งเศส
พิชัยวัฒน์ ให้ความเห็นว่า นอกจากฝรั่งเศสจะเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยสูงแล้ว ยังมีวัฒนธรรมความรู้สึกร่วม (Solidarity) โดยคนฝรั่งเศสมีแนวคิดเรื่องการรู้สึกร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้อื่นในสังคม
เขาเล่าถึงประสบการณ์ตรงที่เคยเจอตอนทำงานในบริษัทที่ฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ค่อนข้างไกลจากเมืองที่พักอยู่ ต้องเดินทางด้วยรถไฟเป็นชั่วโมง หลายครั้งเมื่อไปถึงสถานีก็พบว่ารถไฟหยุดวิ่งและมีรถบัสมารับส่งแทน ทำให้การเดินทางใช้เวลานานขึ้นและลำบากกว่าเดิม
แต่เมื่อได้อ่านแถลงการณ์ของผู้ที่นัดหยุดงาน ก็เข้าใจว่าพวกเขากำลังเรียกร้องอะไรและมีปัญหาอะไรบ้าง เช่น ครั้งหนึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วรถไฟถูกทำร้ายระหว่างทำงานตอนกลางคืน ซึ่งสหภาพแรงงานเรียกร้องมานานแล้วว่าควรมีเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วสองคน จึงเกิดการนัดหยุดงานขึ้น
แม้จะไม่ได้เป็นพนักงานรถไฟ เป็นเพียงผู้โดยสารคนหนึ่ง แต่ก็รู้สึกมีส่วนร่วมและเข้าใจทั้งความทุกข์และความเดือดร้อนของพนักงาน ดังนั้น ถ้าต้องลำบากขึ้นเพราะต้องนั่งรถบัสแทนรถไฟก็ยอมรับได้
พิชัยวัฒน์ มองว่าสิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่การเข้าร่วมการชุมนุมโดยตรง แต่ยังรวมถึงการรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม แม้เราจะไม่ได้ไปร่วมชุมนุมด้วยตัวเองก็ตาม
การประท้วงอย่างเป็นระบบ
พิชัยวัฒน์ เล่าว่าแม้ไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่เป็นขบวนประท้วงโดยตรง แต่การใช้ชีวิตในฝรั่งเศสทำให้ได้รู้ว่าการชุมนุมที่นั่นมีการจัดอย่างเป็นระบบมาก เพราะไม่ใช่ว่าใครจะมารวมตัวกันได้ทันที โดยทั่วไปจะต้องมีการขออนุญาตหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีการประชุมวางแผนกันก่อน
“สิ่งหนึ่งที่คิดว่าสำคัญและควรทำความเข้าใจ คือในกลุ่มผู้ชุมนุมมีคนหลากหลายกลุ่ม ไม่ได้มีเพียงกลุ่มที่มาเรียกร้องเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น บางคนอาจเลือกแสดงออกด้วยวิธีที่ต่างกัน เช่น การพ่นกำแพงเพื่อให้สังคมรับรู้ประเด็นที่พวกเขาสนใจ”
ขณะเดียวกัน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจมีบางคนที่ไม่ได้เข้าร่วมผ่านกระบวนการจัดตั้ง และเลือกทำลายข้าวของ จึงไม่ควรเหมารวมว่าผู้ชุมนุมทุกคนเป็นผู้ก่อความเสียหาย การมองภาพการชุมนุมจากเหตุการณ์ทำลายข้าวของเพียงอย่างเดียวเป็นการเหมารวม และอาจทำให้สังคมไม่เข้าใจผู้ชุมนุมอย่างรอบด้าน
บทบาทของสื่อในการนำเสนอการประท้วงในฝรั่งเศส
เมื่อเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ขึ้น สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจว่าต้นเหตุของปัญหาคืออะไร พิชัยวัฒน์คิดว่าสังคมฝรั่งเศสยังมีพื้นที่สำหรับการอธิบายเรื่องเหล่านี้ โดยสื่อกระแสหลักของฝรั่งเศสยังมีบทบาทที่เข้มแข็ง สื่อยังสามารถเชิญผู้มีความรู้และความเข้าใจมาช่วยอธิบายเหตุการณ์ได้ เพราะการทำความเข้าใจปรากฏการณ์หนึ่ง ไม่ควรหยุดอยู่แค่การชี้ว่าใครทำอะไรผิด หรือใครเป็นผู้ก่อความเสียหาย แต่ควรนำเสนอความรู้จากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นสังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ หรือศาสตร์อื่น ๆ เพื่อช่วยกันอธิบายเหตุการณ์
สำหรับพิชัยวัฒน์ สังคมฝรั่งเศสทำหน้าที่นี้ได้ดีในหลายวิกฤต แม้แต่ละครั้งจะมีความสูญเสียและผลกระทบตามมา แต่บทบาทของสื่อก็ช่วยให้ยังมีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการทำความเข้าใจปัญหาอยู่และยังเชื่อว่าการชุมนุมของคนฝรั่งเศสเป็นรูปแบบหนึ่งของการแสดงออก แม้บางครั้งอาจดูเอิกเกริกหรือรุนแรง แต่ก็ยังเป็นการแสดงออกที่ยอมรับได้
อย่างไรก็ตาม เราต้องแยกผู้ชุมนุมที่มีข้อเรียกร้องชัดเจนออกจากกลุ่มคนที่ตั้งใจสร้างความวุ่นวายเพื่อก่อความรุนแรง ซึ่งกลุ่มหลังนี้มีอยู่ได้ในทุกสังคมและอาจฉวยโอกาสจากสถานการณ์เช่นนี้
อีกเรื่องที่สำคัญคือการพิจารณาข่าวเกี่ยวกับการชุมนุม หากข่าวไม่มีที่มาชัดเจน ไม่ระบุว่าใครเป็นผู้บันทึกภาพ หรือไม่มีข้อมูลให้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ก็ไม่ควรรีบเชื่อหรือแชร์ออกไป เพียงเพราะเนื้อหานั้นตรงกับความรู้สึกของเรา
ซึ่งเรื่องนี้ใช้ได้กับข่าวหลายประเภท เมื่อเราเห็นคลิปหรือข้อมูลที่ดูสะเทือนใจ ควรตรวจสอบก่อนว่าเกิดขึ้นที่ไหนและมีแหล่งข่าวน่าเชื่อถือรองรับหรือไม่ อย่างคลิปที่มีคนพูดถึงกันว่าเป็นภาพการขโมยกระเป๋าจากร้านแบรนด์เนมแล้วนำไปขายข้างถนน หากดูให้ละเอียดจะพบว่าเหตุการณ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นในฝรั่งเศส
แต่พิชัยวัฒน์ มองว่า ที่น่าห่วง คือบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ที่วางตัวเป็นนักข่าว แต่สื่อสารเรื่องละเอียดอ่อนโดยไม่มีความรับผิดชอบต่อข้อมูล บางรายตั้งตัวเป็นสำนักข่าวย่อย ๆ แล้วนำข้อมูลที่มีที่มาไม่ชัดเจนมาเผยแพร่ บางครั้งก็โพสต์ตามอารมณ์หรือเพื่อความสะใจ โดยไม่ได้อ้างอิงแหล่งที่มา
ปัญหาคือการสื่อสารลักษณะนี้อาจทำให้สังคมไทยไม่ได้พยายามแสวงหาความรู้หรือเหตุผลที่แท้จริงอย่างรอบด้าน แต่อาจไปใช้อารมณ์ตัดสินแทน
สำหรับการเสพข่าวการประท้วงในฝรั่งเศสครั้งนี้ คนไทยอาจมองว่าเป็นความก้าวร้าวหรือสร้างความวุ่นวาย แต่ในสังคมฝรั่งเศสและสังคมตะวันตก การออกมาชุมนุมหรือเรียกร้องถือเป็นเรื่องพื้นฐานมาก
ตัวอย่างเช่น การเดินขบวนพาเหรดก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการออกมาแสดงออกบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นการประกาศจุดยืน แสดงความเชื่อ หรือสนับสนุนหรือคัดค้านบางเรื่อง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ และมีรากฐานทางวัฒนธรรมมายาวนาน อย่างน้อยก็ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เมื่อสหภาพแรงงานเริ่มเข้มแข็งขึ้น และผู้ที่ไม่มีเสียงในสังคมเริ่มมองเห็นว่าการชุมนุมเป็นวิธีหนึ่งในการแสดงออก
ส่วนในสังคมไทย แม้จะมีการชุมนุมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่มักไม่ค่อยเห็นการอธิบายว่าการชุมนุมเป็นเรื่องปกติ จึงอาจถูกเชื่อมโยงกับความรุนแรงหรือความวุ่นวาย พิชัยวัฒน์คิดว่า การมองเช่นนี้ทำให้เราเข้าใจเรื่องการชุมนุมคลาดเคลื่อนไป ทั้งที่โดยพื้นฐานแล้ว การรวมตัวเพื่อแสดงความคิดหรือจุดยืนเป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมี
อย่างไรก็ตาม พิชัยวัฒน์ ทิ้งท้ายว่าการชุมนุมกับการกระทำผิดกฎหมายเป็นคนละเรื่องกัน หากมีการใช้ความรุนแรงหรือฝ่าฝืนกฎหมายก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเหมาะสม โดยแยกการกระทำของแต่ละคนออกจากสิทธิในการชุมนุมของคนทั้งกลุ่ม
เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังผันผวน ภาพการออกมาเรียกร้องของประชาชนอาจไม่ได้มีเพียงแค่ที่ฝรั่งเศส แต่เกิดขึ้นได้ในหลายประเทศ
โครงสร้างทางการเมืองถือเป็นกรอบใหญ่ที่ทำให้การประท้วงดำเนินไปได้ และแต่ละพื้นที่ก็มีวิธีการที่ต่างกัน ดังนั้น การทำความเข้าโครงสร้างทางการเมืองไปด้วย อาจทำให้เราเข้าใจบริบทของสังคมฝรั่งเศสมากยิ่งขึ้น
Graphic Designer: Krittaporn Tochan (IG: krittochan)
Editorial Staff: Thanyawat Ippoodom