ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการฝรั่งเศสเผยว่า ราว 10% ของชั่วโมงเรียนในระดับมัธยมฯ ต้องสูญเปล่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่สามารถหาครูมาสอนได้ และใช่ว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะรอให้ครูสอนครบชั้นเสียเมื่อไหร่ นักเรียนส่วนมากจึงต้องขวนขวายเรียนเพิ่มกันเองเพื่ออนาคตของตน
สำนักข่าว Reuters ได้สัมภาษณ์นักเรียนหญิงวัย 17 ปี ในเขตชุมชนผู้มีรายได้น้อยของแซน-แซ็ง-เดอนี เธอเล่าว่า ตนมีความฝันที่จะเป็นครู แต่ในปีที่ผ่านมา ตนและเพื่อนต้องสอบวิชาภาษาฝรั่งเศสโดยไม่มีครูสอนประจำวิชา และนี่จึงเป็นสาเหตุที่เธอก้าวลงถนน เพื่อย้ำว่านี่ไม่ใช่สภาพของโรงเรียนที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้
เช่นเดียวกันกับเด็กอีกหลายคนทั่วประเทศ พวกเขาเผชิญกับสภาพโรงเรียนอันทรุดโทรม ก๊อกน้ำรั่ว เพดานถล่ม ทั้งยังมีหนูวิ่งเพ่นพ่านในโรงเรียน รายงานจาก Le Monde ระบุว่า โรงเรียนมัธยมฝรั่งเศสมีอายุเฉลี่ยถึง 61 ปี และมีอาคารเพียงแค่ 15% ที่สร้างใหม่หรือปรับปรุงตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา นักเรียนจึงเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจลงทุนกับระบบการศึกษามากกว่านี้
The MATTER ชวนมองดูสภาพการศึกษาของฝรั่งเศส พร้อมย้อนมองภาพห้องเรียนไทย เรามีครูสอนครบชั้นแล้วหรือไม่ สภาพห้องเรียนพร้อมต่อการใช้งานแค่ไหน โรงเรียนได้สอนทักษะที่จำเป็นต่อโลกยุคปัจจุบันจริงหรือไม่? ทั้งหมดนี้ไม่ได้จะบอกว่าใครสภาพแย่กว่ากัน แต่ชวนคิดใหม่ว่า การศึกษาจะดีขึ้นได้ อาจต้องเริ่มจากการยอมรับปัญหาที่มีอยู่ด้วยเช่นกัน
ครูสอนไม่ครบชั้น
ฝรั่งเศส:
ข้อมูลกระทรวงศึกษาธิการฝรั่งเศสชี้ว่า ในปีการศึกษา 2024 ถึง 2025 ชั่วโมงเรียนเกือบ 10% ในโรงเรียนมัธยมของรัฐไม่ได้รับการจัดการเรียนการสอน โดยประมาณ 7.5% ของชั่วโมงเรียน ที่สูญเสียไปมีสาเหตุจากการไม่สามารถหาครูมาสอนแทนได้
สำนักข่าว Reuters รายงานจากโรงเรียน Lycée Le Corbusier ในเมือง Aubervilliers เขตชานเมืองของกรุงปารีส พบว่าตั้งแต่เปิดภาคเรียน นักเรียนส่วนหนึ่งไม่ได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และพลศึกษา เนื่องจากปัญหาขาดครู
ไมซา นักเรียนหญิงวัย 17 ปี ให้สัมภาษณ์กับ Reuters โดยระบุว่า เธอมีความฝันอยากเป็นครูภาษาอังกฤษในอนาคต แต่ในปีที่ผ่านมาเธอต้องเข้าสอบวิชาภาษาฝรั่งเศสโดยไม่มีครูประจำวิชาสอน เธอจึงตัดสินใจลงถนนเช่นเดียวกับนักเรียนอีกหลายคน พร้อมย้ำว่า สภาพห้องเรียนแบบนี้ ไม่เอื้อให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้
รายงานจาก OECD ฉายให้เห็นภาพรวมของปัญหาครูขาดแคลนในฝรั่งเศส ระบุว่า โรงเรียนตามเขตชนบทแม้มีจำนวนนักเรียนน้อย แต่ฝรั่งเศสก็มีปัญหาเรื่องการกระจายครูให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ คล้ายกับไทยที่โรงเรียนในเมืองมักดึงดูดครูเข้ามาบรรจุได้มากกว่า สาเหตุหนึ่งเพราะโรงเรียนในเมืองก็มีความพร้อมทางทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่า
ไทย:
สำหรับประเทศไทย เราพอจะทราบอยู่บ้างว่าเรามีจำนวนครูอยู่ไม่น้อย และเราก็มีสถาบันผลิตครูอยู่มากมาย แต่ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่ว่าครูเรามีไม่พอ แต่เราไม่สามารถจัดสรรครูให้สอนได้ครบชั้นเรียนได้ โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศ
ตามเกณฑ์ของคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ระบุว่า โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียน 10 ถึง 40 คน ต้องมีครูอย่างน้อย 4 คน แต่หากมองตามจริง ไม่ว่าโรงเรียนจะเล็กแค่ไหน ก็ยังต้องสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึง ป.6 ถ้าจะให้ดีก็ควรมีครูอยู่ประจำชั้นทุกระดับ ดังนั้น แค่ครู 4 คน สอนไม่ไหวแน่นอน มันเลยทำให้ครูในโรงเรียนขนาดเล็กต้อง ‘สอนควบชั้น’ เช่น เอาชั้น ป.1 กับ ป.2 มาอยู่ในห้องเรียนเดียว แล้วแบ่งครึ่งกระดานสอนหนังสือ
นี่ยังไม่นับว่า ในบางวิชาต้องอาศัยครูเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ศิลปะ ดนตรี ภาษาต่างประเทศ ไปจนถึงฝ่ายสนับสนุนอื่นเช่น ครูโสตทัศนศึกษา ครูแนะแนว ครูพยาบาลเป็นต้น ปัญหาครูไม่ครบชั้นเรียนจึงส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กในโรงเรียนขนาดเล็กโดยตรง ซึ่งจากข้อมูล เมื่อปี 2566 พบว่า 94% ของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กในประเทศไทยมีครูสอนไม่ครบชั้น
อย่าลืมว่า ชั้นประถมศึกษาเป็นรอยต่อสำคัญว่าเด็กคนหนึ่งจะมีพื้นฐานการอ่าน เขียน คำนวณที่แข็งแรงพอหรือไม่ หากพวกเขาไมได้รับการเรียนรู้ที่มีคุณภาพมากพอ มันจะส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ในช่วงมัธยมศึกษา อาจกลายเป็นเด็กเรียนช้า ตามเพื่อนไม่ทัน และอาจรู้สึกกดดันกับการเรียน ทั้งที่เขาอาจไม่ได้ขาดศักยภาพ แต่ระบบต่างหากไม่ได้สนับสนุนให้เขาได้สนุกกับการเรียนอย่างที่ควรจะเป็น
ทางออกของเรื่องนี้มีหลายทาง ทางหนึ่งที่หลายฝ่ายพูดกันมากคือการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก แล้วแบ่งหน้าที่กัน เช่น โรงเรียน ก รับเด็ก ป.1 ถึง ป.3 ส่วนโรงเรียน ข รับเด็ก ป.4 ถึง ป.6 เป็นต้น เพื่อเป็นการลดจำนวนชั้นเรียน ครูจะได้สอนคล่องตัวขึ้น หรืออีกทางหนึ่งคือการยุบโรงหนึ่งไปแล้ว แล้วโอนหน้าที่ทั้งหมดไปให้อีกโรงหนึ่งแทน แต่อย่างหลังก็จะมีข้อกังวลตามมาว่า เด็กจะต้องเดินทางไกลมากขึ้นไหม ยิ่งเป็นพื้นที่ห่างไกล การเดินทางยิ่งเป็นอุปสรรคมาก แล้วทำไมการศึกษาต้องยากสำหรับเด็กคนหนึ่งขนาดนั้น?
โดยสรุปแล้ว เราไม่สามารถบังคับใช้เพียงมาตรการเดียวทั้งประเทศ เพราะแต่ละพื้นที่ก็มีบริบทที่แตกต่างกัน ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการจึงโยนโจทย์ไปให้เขตพื้นที่จัดการแทน แต่ปัญหาคือ เขตพื้นที่ก็ไม่มีอำนาจมากขนาดนั้น ฝ่ายการศึกษาจึงมองว่า การร่างกฎหมายการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น อาจเป็นโอกาสในการกระจายอำนาจให้โรงเรียนตัดสินใจเรื่องการจัดการเรียนการสอนได้สอดคล้องกับบริบทของตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาครูไม่เพียงพอ ซึ่งควรเปิดให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดแนวทางแก้ไข ไม่ใช่รอรับนโยบายจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
ภาวะโลกรวนทำให้โรงเรียนไม่ใช่ที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้
ฝรั่งเศส:
ก๊อกน้ำรั่ว น้ำท่วมห้องน้ำนักเรียน เพดานถล่ม และหนูที่วิ่งเพ่นพ่าน กลายเป็นภาพที่ถูกแชร์กันอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ โดยบรรดานักเรียนฝรั่งเศสแห่แสดงความเห็นว่าตนเองก็ต้องเรียนในโรงเรียนที่มีสภาพแบบนี้เช่นกัน ไม่นานนัก ปัญหาโรงเรียนทรุดโทรมก็ได้กลายเป็นข้อเรียกร้องหลักของการประท้วงของนักเรียน
รายงานจากสำนักข่าว Le Monde ระบุว่าโรงเรียนมัธยมในฝรั่งเศสมีอายุเฉลี่ยถึง 61 ปี ขณะที่โรงเรียนสายอาชีพมีอายุเฉลี่ยราว 71 ปี และมีอาคารเพียง 15% ที่สร้างใหม่หรือปรับปรุงตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ด้วยเหตุนี้ทำให้นักเรียนจำนวนมากต้องทนเรียนในอาคารที่ทรุดโทรม แต่ปัญหาไม่ใช่เพราะมันเก่าอย่างเดียว แต่มันขาดเครื่องมือในการรับมือปัญหาสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนมากขึ้นในยุโรป
สำนักข่าว France24 เผยให้เห็นภาพห้องเรียนอันร้อนระอุ หลังโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองแวร์ซายส์ได้รับการปรับปรุงเมื่อปี 2010 แต่กลับติดตั้งกระจกกักเก็บความร้อนเป็นตลอดทางเดินในโรงเรียน ทำให้นักเรียนต้องรับแสงแดดเต็มๆ ในช่วงบ่าย ห้องเรียนยังระบายอากาศได้น้อย ส่งผลให้อุณหภูมิข้างในสูงถึง 30 ถึง 35 องศาเซลเซียส และยิ่งรุนแรงมากในช่วงวิกฤตคลื่นความร้อนปกคลุมยุโรป
ไทย:
เราอาจจะดูเบากับปัญหาสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ แต่จากวิกฤตฝนตกหนักและน้ำท่วมใหญ่ก็ทำให้เราเห็นแล้วว่า ไทยเปราะบางต่อปัญหาภาวะโลกรวนแค่ไหน และคนที่ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกๆ ก็คือเด็กที่อยู่ในวัยกำลังเรียนรู้นั่นเอง
รายงานจากยูนิเซฟ (UNICEF) ร่วมกับนิด้าโพล (NIDA Poll) สุ่มสำรวจโรงเรียนในสังกัด สพฐ. 329 แห่งในปี 2568 พบว่า โรงเรียน 100% เคยเผชิญสภาพอากาศรุนแรงอย่างน้อยหนึ่งครั้งในรอบ 3 ปี และเกือบครึ่งหนึ่งได้รับความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน
โรงเรียนในต่างจังหวัดยังได้รับผลกระทบหนักกว่าในกรุงเทพฯ เพราะส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่รับน้ำช่วงหน้าฝน ยกตัวอย่างโรงเรียนบ้านสันติพิทยาคาร จ.สุโขทัย ซึ่งมีนักเรียน 36 คน ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจนต้องหยุดเรียนสามวัน แม้โรงเรียนจะเร่งระบายน้ำและกลับมาเปิดสอนได้ แต่เด็กบางคนยังไปโรงเรียนไม่ได้เพราะเส้นทางระหว่างบ้านและโรงเรียนถูกตัดขาด
น้ำท่วมทำให้ห้องน้ำใช้งานไม่ได้ น้ำดื่มก็ไม่สะอาด โรงเรียนก็ไม่ปลอดภัยพอต่อการเรียนรู้ ยูนิเซฟยังเผยว่า โรคอุจจาระร่วงและโรคที่มากับน้ำอาจทำให้เด็กต้องหยุดเรียนซ้ำ แม้น้ำท่วมจะผ่านไปแล้วก็ตาม อุปสรรคเหล่านี้ทำให้เด็กสูญเสียเวลาที่ได้อยู่กับเพื่อนและครู สูญเสียพื้นที่ปลอดภัยที่คุ้นเคย และอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตได้ หากพวกเขาต้องเผชิญเหตุภัยพิบัติอยู่บ่อยครั้ง
น่าสนใจที่ในรายงานฉบับเดียวกันยังบอกว่า โรงเรียนเกือบครึ่งหนึ่งระบุว่า ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือหลังประสบสภาพอากาศรุนแรง ขณะที่บางโรงเรียนได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ แต่ก็ไม่ได้มีข้อมูลเปิดเผยอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลว่า เงินที่จัดสรรให้ไปนั้น มีโรงเรียนซ่อมเสร็จแล้วกี่แห่ง หรือเด็กกลับมาเรียนตามปกติครบถ้วนมากน้อยแค่ไหน
ยูนิเซฟมีข้อเสนอว่า รัฐไทยจำเป็นต้องสร้างอาคารเรียนที่ปลอดภัยและฟื้นตัวได้เร็ว และเสนอให้มีการเรียนรู้ทดแทนระหว่างที่โรงเรียนปิด เพื่อให้เด็กไม่สูญเสียโอกาสทางการศึกษานานเกินไป และต้องคำนึงถึงเด็กที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตหรืออุปกรณ์เรียนด้วย เพราะพวกเขาเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ต้องได้รับผลกระทบเมื่อประตูโรงเรียนปิดลง
เรียนหนักเกินไป ไม่ตอบโจทย์โลก
ฝรั่งเศส:
เรียกได้ว่าเป็นข้อเรียกร้องคลาสสิก เมื่อมีการชุมนุมให้ปฏิรูปการศึกษาเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า ข้อค้นพบทางการเรียนรู้ยุคใหม่ชี้ไปในทางเดียวกันว่า การทุ่มชั่วโมงเรียน (ในโรงเรียน) และอัดความรู้เชิงวิชาการให้เด็กมากๆ อาจไม่ทำให้เด็กมีความรู้มากขึ้น และแม้เด็กจะเรียนรู้ได้ จดจำดี แต่องค์ความรู้นั้นก็ไม่อาจนำไปสู่ทักษะที่จำเป็นต่อโลกศตวรรษที่ 21 เหมือนที่นักการศึกษามักชวนให้ผู้กำหนดนโยบายมองใหม่ว่า แทนที่เราจะบอกว่าสอนอะไร เราควรคิดจากปลายทางว่า เมื่อเรียนแล้ว เด็กจะทำอะไรเป็น?
เช่นเดียวกับฝรั่งเศสที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน หลังรัฐบาลฝรั่งเศสรับทราบข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียนที่ออกมาประท้วง จึงได้เปิดแพลตฟอร์มรับฟังความเห็นจากกลุ่มนักเรียนซึ่งได้รับการตอบกลับมากกว่า 6 หมื่นรายการ ผลสรุปพบว่า 70% ของนักเรียนกล่าวถึงปัญหาตารางเรียน เด็กต้องเรียนยาวตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ทั้งยังมีภาระงานมากเกินไป จนกระทบต่อการพักผ่อนของผู้เรียน
บทวิเคราะห์ของนักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยตูร์ที่เผยแพร่ผ่านรายงานของ Le Monde สะท้อนความรู้สึกของนักเรียนฝรั่งเศสต่อปัญหาตารางเรียน พบว่า นักเรียนราว 2 ใน 3 แม้จะเลิกเรียนแล้ว ก็ยังคิดวนอยู่กับการบ้านที่ต้องทำ บ้างรู้สึกผิดที่อ่านหนังสือไม่พอ และมีเพียงราว 40% ที่มีสุขภาวะทางใจในระดับสูงตามตัวชี้วัดขององค์การอนามัยโลก และมีเพียง 30% ที่นอนหลับเพียงพอ ซึ่งสาเหตุการนอนไม่พอมากจากความเครียดในการเรียน
ในขณะที่ผลการประเมิน PISA 2025 ซึ่งเป็นแบบทดสอบวัดสมรรถนะของผู้เรียนวัย 15 ปีทั่วโลก กลับชี้ให้เห็นว่า คะแนนของนักเรียนฝรั่งเศสในทักษะการอ่าน และคณิตศาสตร์ กลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด และในรายงานของทาง OECD เมื่อปี 2015 ก็วิเคราะห์ให้เห็นแล้วว่า การเพิ่มชั่วโมงเรียนเพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยให้ผลการเรียนดีขึ้นโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาไปด้วยว่า หลักสูตรเราเท่าทันโลกไหม ครูมีคุณภาพพอไหม และพื้นที่ที่ใช้เรียนหนังสือมีความปลอดภัยมากพอหรือไม่ เป็นต้น
ส่วนหนึ่งต้องเข้าใจว่าข้อสอบ PISA เป็นข้อสอบวัดความเข้าใจและการนำไปใช้ นักเรียนจะต้องแก้ไขโจทย์ที่พลิกแพลงมาจากสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างว่า ข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ จะวัดว่า นักเรียนสามารถแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข่าวปลอมในโลกออนไลน์ได้หรือไม่ ทั้งนี้ก็เพื่อวัดว่า นักเรียนสามารถใช้กระบวนการคิดเพื่อพิสูจน์ความจริงแบบนักวิทยาศาสตร์ได้หรือเปล่า
ดังนั้น เมื่อข้อสอบวัด ‘สมรรถนะ’ และการนำไปใช้ในโลกจริง การเพิ่มพูนชั่วโมงเรียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ ในเมื่อทุกวันนี้เด็กสามารถเรียนจากที่ไหนก็ได้ โจทย์ของห้องเรียนคือการวางบทบาทใหม่ ว่าจะช่วยจุดประกายความอยากรู้ในตัวเด็กได้อย่างไร เพื่อให้แม้ชั่วโมงเรียนจบลง แต่นักเรียนก็ยังใฝ่หาความรู้รอบตัวอยู่เสมอด้วยตัวเขาเอง
ไทย:
ตัดภาพมาที่ไทย เราทราบดีอยู่แล้วว่าเด็กไทยเรียนหนักอย่างไร คำถามอาจจะไปได้ไกลกว่านี้อีกนิดคือ เมื่อเรียนหนักขนาดนั้น แล้วเราได้ใช้ประโยชน์อะไรจากความรู้เหล่านั้นหรือไม่
จะตอบคำถามนี้ ชวนดูผลการสอบ PISA 2025 กันอีกครั้ง คราวนี้เป็นคะแนนของประเทศไทย แม้แนวโน้มคะแนนเราจะสูงขึ้นเทียบกับครั้งที่ผ่านมา แต่ถ้าดูที่ผลคะแนนเพียวๆ (จากตารางข้างต้น) เราจะเห็นว่า เด็กไทยเกินครึ่งมีระดับสมรรถนะทางคณิตศาสตร์และการอ่านต่ำกว่าระดับ 2 แปลเป็นภาษาง่ายๆ คือ นักเรียนไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถตีความหรือ ‘อ่านระหว่างบรรทัด’ ไม่สามารถแยกแยะอคติออกจากข้อมูลได้ และไม่สามารถใช้ทักษะทางคณิตศาสตร์ เช่น เศษส่วน ทศนิยม เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของคะแนนรีวิวสินค้าได้ เป็นต้น
ความจริงนี้ยังคงสอดคล้องกับข้อค้นพบของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ ธนาคารโลกในปี 2024 พบว่า 64.7% ของประชากรไทยตั้งแต่ 15 ถึง 64 ปี มีทักษะด้านการรู้หนังสือที่ต่ำกว่าเกณฑ์ หมายความว่า คนไทยวัยเรียนและแรงงานส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะอ่านและเข้าใจข้อความสั้นๆ เพื่อแก้ปัญหาง่ายๆ เช่น การทำตามคำสั่งบนฉลากยา เป็นต้น
ข้อค้นพบเหล่านี้มีความน่ากังวลมาก ในแง่ที่ว่า ถ้าเราหวังให้โรงเรียนบ่มเพาะให้เด็กสามารถเอาตัวรอดในสังคม และต่อยอดทักษะได้เองในอนาคต ทักษะการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ที่ PISA นำมาใช้วัดผล ล้วนเป็น ‘เครื่องมือพื้นฐาน’ ที่เด็กจะเอาไปใช้ขุดเหมืองแห่งปัญญาเพื่อพัฒนาตัวเองได้ ลองจินตนาการว่าหากคุณอ่านหนังสือไม่แตก หรือไม่มีเซนส์ทางวิทยาศาสตร์สิ มันจะยากมาก หากคุณต้องไปเรียนเนื้อหาที่มีความซับซ้อนในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น
ทางออกของเรื่องนี้ มีความซับซ้อนอยู่ไม่น้อย เพราะมันไม่ใช่การปรับลดชั่วโมงเรียนลง แล้วเด็กจะเก่งขึ้นอัตโนมัติ โจทย์จริงๆ คือ เราจะทำให้ชั่วโมงเรียนที่ไม่ว่าจะมากหรือน้อย มันมีคุณค่ามากขึ้นได้อย่างไรต่างหาก แนวทางหนึ่งที่ภาคการศึกษาไทยก็พยายามขับเคี่ยว คือการเปลี่ยนไปใช้หลักสูตร ‘ฐานสมรรถนะ’ ที่เน้นตอบคำถามว่าผู้เรียนจะทำอะไรเป็นหลังเรียนจบ มากกว่าคุณครูจะสอนอะไร แล้วเปลี่ยนคอนเซปต์ของวิชาในฐานะองค์ความรู้บนหิ้ง เป็นความรู้จากประสบการณ์ให้เด็กได้ลงมือทำ ซึ่งจะเชื่อมโยงโลกวิชาการและโลกความเป็นจริงได้มากขึ้น
สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรใหม่ที่กำลังเริ่มใช้ในชั้นประถมศึกษา ในบางโรงเรียนได้ ที่นี่
นักเรียนทั่วโลกกำลังลงถนน แล้วไทยควรเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์เหล่านั้น?
ถอยออกมาจากประเทศฝรั่งเศส เราจะเห็นการเคลื่อนไหวของนักเรียนและนักศึกษาทั่วโลก จะมากจะน้อย พวกเขาก็มีข้อเสนอต่อผู้ใหญ่และภาครัฐถึงระบบการศึกษาที่ดีกว่าอยู่เสมอ
อย่างประเทศอินเดีย นักเรียนและนักศึกษาออกมาลงถนนเนื่องจากปัญหาอัตราว่างงานที่สูงมาก การเรียนจบสูงไม่ได้การันตีตำแหน่งงานที่มีคุณภาพ แถมช่วงเดือนพฤษภาคม 2026 ยังเกิดเหตุข้อสอบเข้าศึกษาต่อคณะแพทย์ (NEET-UG) รั่วไหล ส่งผลกระทบต่อนักเรียนกว่า 2 ล้านคน โดยความไม่เป็นธรรมในการสอบครั้งนี้ยังนำไปสู่การตัดสินใจจบชีวิตของนักเรียนอีกหลายชีวิต
เยาวชนเหล่านี้คือพลเมืองในอนาคต พวกเขาจึงออกมาเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เกิดขึ้น และรับประกันว่าอนาคตของพวกเขาจะได้รับการปกป้อง The MATTER ได้เข้าร่วมฟังบทวิเคราะห์ผลการประเมิน PISA 2025 ร่วมกับนักนโยบายทางการศึกษา และได้ถามถึงบทเรียนที่ประเทศไทยควรตระหนัก จากการเคลื่อนไหวของเยาวชนทั่วโลกในขณะนี้
อมรศักดิ์ กิจธนานันท์ รองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาฯ วุฒิสภา มองว่า การชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาเพื่อเรียกร้องในประเด็นด้านการศึกษานั้นน่าจับตามอง เนื่องจากที่ผ่านมา การชุมนุมมักเกิดขึ้นจากปัญหาปากท้อง “เด็กไม่ได้มองใกล้นะครับ มองไกลเลย มองไปถึงอนาคตอีกหลายสิบปีข้างหน้าเลยว่า ถ้าเขาอยู่ในสภาพแบบนี้แล้วมันแย่ลงเรื่อย ๆ เขาไม่มีอนาคต” อมรศักดิ์ ระบุ
สำหรับประเทศไทย มีเด็กจบใหม่ (ป.ตรี) ตกงานปีละประมาณ 3 แสนคน เขามองว่านี่อาจนำไปสู่ความไม่พอใจในระยะยาว หากไทยไม่ต้องการสั่งสมความขุ่นเคืองที่อาจปะทุขึ้นมาได้ในสักวันหนึ่ง ฝ่ายการเมืองต้องเริ่มให้การศึกษาเป็นวาระสำคัญของประเทศ ตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งเป็นปีที่เราทำคะแนน PISA ได้สูงที่สุด มาถึงวันนี้ เราเปลี่ยนรัฐมนตรีศึกษาธิการมาแล้ว 13 คน นั่นหมายความว่า นโยบายการศึกษาอาจไม่ต่อเนื่อง และคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นผู้เรียน
“ถ้าเป็นรัฐบาลบอกได้ไหมครับ ผมจะไม่เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีการศึกษาตลอดวาระของผม ให้เกิดความต่อเนื่อง …ตอนหาเสียงชูนโยบายการศึกษาเป็นนโยบายหาเสียง มีไหมครับ มีสักกี่ป้ายที่พูดเรื่องการศึกษาแบบจริงจัง? มันกำลังบอกว่าการศึกษาอยู่ตรงไหนในบริบทของการเมืองและนโยบายของประเทศครับ” อมรศักดิ์ ทิ้งท้าย
อ้างอิงจาก