ช่วงนี้คนไทยหลายพื้นที่รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล ต่างเริ่มรู้สึกไม่สบายกายไม่สบายใจ เมื่อเกิดฝนตกติดต่อกัน
อันที่จริง ก่อนที่จะเกิดภาวะฝนตกแช่หลายวันหลายคืนจนเกิดน้ำท่วมใหญ่ กรุงเทพฯ ก็เป็นเมืองที่น่าหวั่นใจเมื่อฝนตกอยู่บ้างแล้ว เพราะเมื่อฝนตกแม้จะมีน้ำท่วมขัง แต่การเดินทางในกรุงเทพย่อมเป็นไปด้วยความยากลำบาก คนเดินเท้า สัญจรด้วยขนส่งสาธารณะมักต้องเจอจุดที่ต้องเปียกฝน รถมาน้อย แท๊กซี่ไม่มี
โดยทั่วไป เมืองส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างกลัวฝน มีหลายรายงานระบุว่าการจับจ่ายในเมืองชลอตัวลงเมื่อเกิดฝนตก เช่น เกาหลีรายงานยอดการใช้บัตรเครดิตลดลงราว 6% ตอนที่เกิดฝนตกหนัก เรื่องนี้เป็นเรื่องเข้าใจได้ ยิ่งเราไม่มีสาธารณูปโภคที่เหมาะสมที่ชวนให้เราออกไปใช้ชีวิตตอนฝนตก ถ้าเลือกได้เราก็มักจะอยู่ในบ้าน
กลับกันแล้ว มีเมืองหนึ่งในสวิเดนชื่อว่า ‘โกเธนเบิร์ก (Gothenburg)’ เมืองที่ได้ชื่อว่าฝนตกทุกสามวัน ฝนตกบ่อย อากาศแปรปรวน และมีการพยากรณ์ว่าฝนจะยิ่งแปรปรวนขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิอากาศ ในปี 2017 เมืองโกเธนเบิร์ก ซึ่งทราบดีถึงสภาพอากาศในเมืองตนเอง จึงเริ่มความทะเยอทะยานใหม่ คือตั้งใจใช้ฝนเป็นหมุดหมายของเมือง โดยออกแบบเมืองให้ ‘เป็นเมืองที่ดีที่สุดเมื่อตอนฝนตก’ ผู้คนสามารถอยู่ร่วมกับฝนและน้ำ รวมถึงออกแบบเพื่อให้ผู้คนใช้ชีวิตร่วมกับฝนและน้ำนั้นได้

Rain Gothenburg ให้ฝนตกดีที่ในเมือง
ย้อนไป 11 ปีที่แล้ว ตอนที่เรายังพูดเรื่องโลกร้อนในฐานะส่วนหนึ่งของแฟชั่นและการ PR ในช่วงเวลาของการเฉลิมฉลอง 400 ปี ครบรอบการก่อตั้งเมืองโกเธนเบิร์ก โดยพระเจ้ากุซตาฟที่ 2 อดอล์ฟแห่งสวีเดน โปรเจ็กต์ Rain Gothenburg ก็ได้เริ่มต้นขึ้น ประเด็นหลักของโปรเจ็กต์คือการพัฒนาเมือง และการเปลี่ยนให้เมืองฝนตกบ่อยสามารถอยู่ร่วมกับฝนได้ รวมถึงทำให้สายฝนกลายเป็นจุดเด่นของชีวิตในเมือง
สิ่งที่น่าสนใจคือในคำประกาศของโปรเจ็กต์ พูดถึงว่า ตอนนั้นเมืองก็ฝนตกบ่อยอยู่แล้ว แต่ภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะทำให้การทำนายและจัดการฝน-น้ำท่วมยิ่งยากมากขึ้น ดังนั้นเมืองทั้งเมืองจึงจะเปลี่ยนแนวทาง โดยใช้ฝนและน้ำมาเป็นหัวใจในการปรับและออกแบบเมือง
อันที่จริงปี 2017 ไม่ใช่ปีแรกที่โกเธนเบิร์กนำการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิอากาศใส่ไว้ในสมการ แต่เริ่มมีการพูดถึงอย่างเป็นทางการตั้งแต่ราวปี 2014 คือมีพูดถึงการปรับตัวตามสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation)
ซึ่งคำว่า ‘ฝนที่รุนแรงและยากจะจัดการ’ นั้นหมายถึงการจัดการด้วยระบบแบบเดิมอย่างระบบท่อและบ่อพักอาจไม่พออีกต่อไป สิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติมคือการสร้างสวนรับน้ำฝน (rain garden) รวมถึงการระบายน้ำรูปแบบอื่นๆ ซึ่งสำหรับโกเธนเบิร์ก คือการออกแบบชีวิตและพื้นที่ที่ผสมผสาน ทำหน้าที่รับน้ำ กระทั่ง สนุกสนานขึ้นเมื่อมีฝนตก
Skyfallsanläggningar โครงสร้างพื้นฐานเมื่อฝนหนัก
การจะมีชีวิตที่ดีได้เมื่อตอนฝนตก ต้องเริ่มต้นที่น้ำไม่ท่วม ตัวเมืองโกเธนเบิร์กใช้การบริหารจัดการทั้งแบบดั้งเดิม เช่น การใช้คันกั้นน้ำ ระบบท่อระบายน้ำ และประตูระบายน้ำ แต่ด้วยหลักคิดแบบใหม่คือการคิดให้เมืองและคนอยู่ร่วมกับน้ำได้ ประกอบกับความเข้าใจว่าฝนอาจแปรปรวน ตกหนักมากขึ้น จึงเริ่มวางสาธารณูปโภคที่จะช่วยรับน้ำฝนไว้ รวมถึงเอาน้ำฝนมาเป็นจุดขาย
สาธารณูปโภคหนึ่งเรียกว่า Skyfallsanläggningar หรือพื้นที่จัดการน้ำฝนขั้นรุนแรง ถือเป็นแนวทางหลักในการพัฒนา คือการออกแบบสาธารณูปโภคต่างๆ โดยดูว่าหากเกินฝนหนัก (Skyfall ซึ่งนิยามไว้ว่า ฝนอย่างน้อย 50 มม. ภายใน 1 ชั่วโมง) จะจัดการให้ปริมาณน้ำฝนจำนวนมาก ไหลไปทางไหน และจะหน่วงเก็บกักไว้อย่างไร ซึ่งรวมตั้งแต่ทางน้ำและพื้นที่หน่วง-กักเก็บน้ำ
แนวทางหน่วงและกักเก็บน้ำไว้ชั่วคราวเป็นแนวทางค่อนข้างแพร่หลายในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ส่วนใหญ่ออกแบบตั้งแต่ถนน พื้นที่รอบๆ ซึ่งอาจใช้ความลาดสูงต่ำ วัสดุซึมซับน้ำ ซึ่งนำปริมาณน้ำไปสู่พื้นที่กักเก็บ
เจ้าพื้นที่กักเก็บ ส่วนใหญ่จะออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ คือออกแบบให้มีพื้นที่กักเก็บน้ำ เช่น มีสระ บ่อ หรือพื้นที่ที่ปกติแห้งเป็นจัตุรัสหรือลาน เมื่อเกิดฝนหนักก็จะดึงน้ำเข้าสู่ในพื้นที่ ปล่อยให้น้ำท่วมได้ กระทั่งออกแบบให้น้ำที่เข้าไปพื้นที่ได้รับการบำบัดด้วยพืชพรรณ หรือกลายเป็นกิจกรรมสันทนาการได้อีก

Renströmsparken สนามเด็กเล่นเมื่อฝนตก
ดังนั้นแนวคิดการอยู่ร่วมกับน้ำ ซึ่งเป็นแนวทางหลักในการบริหารจัดการน้ำทั้งในยุโรป รวมถึงในประเทศจีน (Sponge City) ส่วนหนึ่งคือการทำให้โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ร่วมรับน้ำได้ กรณีของโกเธนเบิร์ก การสร้างสวนช่วยรับน้ำไว้ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ต่างๆ ไม่ว่าจะสวน Stabbeparken สร้างไว้ใกล้โรงพยาบาลสามารถรับน้ำได้ 3,000 ลูกบาศก์เมตร หรือ สวน Maskinparken ที่เปลี่ยนจากลานจอดรถเป็นสวนที่มีแอ่งรับน้ำกลางสวนซึ่งรับน้ำได้ 900 ลูกบาศก์เมตร โดยสวนเหล่านี้ออกแบบให้ในวันปกติเป็นพื้นที่ออกกำลัง ใช้งานสวนของประชาชนโดยทั่วไป
พื้นที่ที่เด่นที่สุดคือ คือการปรับโฉมสวน Renströmsparken สวนกลางเมือง ซึ่งออกแบบให้กลายเป็น Regnlekplatsen หรือสนามเด็กเล่นในสายฝน (The Rain Playground) ซึ่งเปิดตัวหนึ่งปีหลังจากเมืองประกาศโปรเจ็กต์ Rain Gothenburg ไป
ฟังดูประหลาดอย่างน่าสนใจ คือสนามเด็กเล่นย่อมเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่จะเรียกเด็กๆ เข้าบ้านถ้าฝนตก แต่สนามเด็กเล่นนี้ถูกออกแบบให้มีพื้นที่เล่นล้อไปกับสายฝน เช่น มีระบบท่อ มีน้ำพุ มีพื้นที่ที่กลายเป็นดินโคลน มีกระทั่งระบบเสียงเพลงที่เล่นกับสายน้ำ ให้เด็กๆ ได้เล่นสนุก และสนุกขึ้นเมื่อฝนตก
นอกจากสวนที่ร่วมรับน้ำ จัตุรัส ลาน รวมถึงพื้นที่อื่นๆ เองที่มีแนวทางให้ร่วมรับน้ำ ลานกลางเมืองที่กลายเป็นพื้นที่เล่นกับสายฝน ทางเมืองยังมีกระทั่งโรงเรียนที่เขต Torslanda ตั้งใจออกแบบให้เด็กๆ และการเรียนการสอน สนุกขึ้นเมื่อฝนตก มีการออกแบบให้น้ำฝนไหลผ่านหลังคาแล้วตกลงในกลางส่วนกลาง ทำให้เด็กๆ ได้เล่นกับฝน ได้เรียนรู้วิชาที่เกี่ยวข้องเช่นวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ และอื่นๆ

กรณีเมืองโกเธนเบิร์ก จากเมืองที่เข้าใจว่าตัวเองฝนตกบ่อย สู่การตัดสินใจอยู่ร่วมและทำให้คนมีความสุขในสายฝน สะท้อนภาพของเมืองที่ดีเมื่อตอนฝนตก จะต้องว่าด้วยความปลอดภัยและความสะดวก ง่ายที่สุดต้องน้ำไม่ท่วม ชีวิตไม่ชะงักกระทั่งกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การที่ขอบชายคาหรือหลังคาเชื่อมต่อกันโดยตลอด ใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องเปียกฝน เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของเมืองที่เป็นมิตรกับสายฝน
ที่สำคัญ เมืองเช่นโกเธนเบิร์ก เป็นเมืองที่เอาบริบทของเมือง สภาพภูมิอากาศ มาเปลี่ยนให้กลายเป็นจุดแข็งของเมือง รวมถึงตระหนักถึงอนาคตซึ่งมองเห็นก่อนถึงหลักเกินสิบปีว่าฝนและน้ำจะกลายเป็นเงื่อนไขของคุณภาพชีวิตอย่างสำคัญ และปรับตัวเพื่อรับความเปลี่ยนแปลงนั้น
อ้างอิงจาก
