‘ปักตะกร้าลงลิฟต์’ กลายเป็นคำเลี่ยงบาลีของผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม TikTok เมื่อจะกล่าวถึงการใช้ ‘ปากกาลดน้ำหนัก’ เล่าลือกันหนาหูว่าใช้ง่ายและเห็นผลได้จริง แถมยังมีราคาถูก แม้กระทั่งหมอยังออกมารีวิวด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้ ‘ปากกาลดน้ำหนัก’ เป็น ‘ยาควบคุมพิเศษ’ กล่าวคือ แพทย์ต้องเป็นผู้สั่งจ่ายเท่านั้น ไม่สามารถซื้อเองตามร้านขายยาได้ และต้องใช้ให้ตรงตามข้อบ่งชี้ เช่น ผู้มีโรคอ้วน หรือโรคเบาหวาน เป็นต้น
ถึงอย่างนั้น ด้วยผลลัพธ์ที่หลายคนเชื่อว่าทันตา และง่ายกว่าการอดทนงดแป้ง งดน้ำตาลที่ชวนให้หัวเสียใส่คนอื่นในยามบ่าย ทำให้คนที่แม้ไม่ได้มีภาวะอ้วน ก็ซื้อมาใช้ตามกระแสบนโลกออนไลน์ แต่หนทางการลดน้ำหนักที่ใช้ทางลัดจะนำไปสู่สิ่งใด? The MATTER พูดคุยกับ สมิทธิ โชติศรีลือชา สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย
ไม่ใช่ทุกคนที่อยากผอม จะใช้ยาได้
‘ปากกาลดน้ำหนัก’ เป็นยาในกลุ่ม GLP-1 (Glucagon-like Peptide-1) โดยทั่วไปแล้วมันเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายคนเราผลิตได้เอง ซึ่งจะหลั่งออกมาหลังจากรับประทานอาหารไปสักพัก เพื่อทำให้เรารู้สึกอิ่ม และหยุดกิน แต่ด้วยพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกหลักสมดุลโภชนาการ รวมถึงฮอร์โมนตัวนี้ ตามธรรมชาติมันก็สลายตัวเร็วในเวลาไม่กี่นาที นั่นทำให้เราเริ่มหิวอีกครั้ง และพร้อมกินอาหารในมื้อถัดไป
ปากกาลดน้ำหนักจึงถูกสร้างขึ้นมาเลียนแบบฮอร์โมนในร่างกายมนุษย์ แต่มีประสิทธิภาพอยู่ได้นานกว่า เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ มากกว่าเป้าหมายทางความงาม สมิทธิ โชติศรีลือชา สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย ได้ระบุข้อบ่งชี้เบื้องต้นในการใช้ยาตัวนี้ 3 ข้อด้วยกัน
- ใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล
- ใช้ในผู้ป่วยโรคอ้วน หรือผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนจากความอ้วน เช่น ไขมันพอกตับ
- ใช้ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ
กลไกคือยาจะส่งสัญญาณที่สมองส่วนกลาง (Hypothalamus) ซึ่งควบคุมความหิวและความอิ่ม ทำให้เรารู้สึกอิ่มนานขึ้นและลดความอยากอาหารลง นอกจากนี้ยังมีผลโดยตรงในการช่วยให้ร่างกายหลั่งอินซูลินได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด และมีผลดีต่อสุขภาพหัวใจโดยตรงด้วย ส่วนทางอ้อมคือการช่วยควบคุมการบริโภคของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยติดกินหวานกินแป้ง ก็จะลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตส่วนเกินเหล่านี้ได้
ถ้าไม่ได้เป็นโรคอ้วน ไม่เป็นเบาหวาน ปักปากกาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น?
ยาทุกตัวมีสรรพคุณที่มาพร้อมกับผลข้างเคียง โดยเฉพาะตัวยาในปากกาที่เลียนแบบกลไกการทำให้เรารู้สึกอิ่ม ยาจึงอาจส่งผลต่อทางระบบทางเดินอาหารได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก หรือท้องเสีย โดยเฉพาะในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกที่เริ่มใช้ ซึ่งเหล่านี้เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกกลุ่ม
แต่สำหรับคนที่ใช้ยาไม่ตรงตามข้อบ่งชี้ เช่น คนที่น้ำหนักยังไม่ถึงเกณฑ์โรคอ้วนแต่ไปซื้อยามาใช้เอง ยาจะทำให้เรากินอาหารน้อยลงมากจนเสี่ยงต่อการขาดวิตามินและเกลือแร่ และที่สำคัญที่สุดคือ การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ถ้าเราได้รับโปรตีนไม่เพียงพอในขณะที่น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ร่างกายจะดึงกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานแทน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว เป็นหนึ่งในเหตุผลว่า ทำไมการลดน้ำหนักด้วยปากกาลดน้ำหนักอาจทำให้ร่างกายดูซูบผอม ไม่มีกล้ามเนื้อนั่นเอง
การใช้ปากกาลดน้ำหนักจึงต้องทำควบคู่ไปกับการกินอาหารที่สมดุลและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
นั่นทำให้ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้ยาในกลุ่ม GLP-1 รูปแบบฉีด เป็น ‘ยาควบคุมพิเศษ’ หรือก็คือต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถซื้อเองตามร้านขายยาได้ ห้ามซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์โดยเด็ดขาด และต้องใช้ตามข้อบ่งชี้เท่านั้น โดยมีเวลา 180 วัน (ภายใน 14 กันยายน 2569) ให้ผู้ประกอบการปรับตัว ก่อนมาตรการจะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ
ทำนองเดียวกับทาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ออกมาย้ำว่า ไม่มียาวิเศษใดที่ผอมลงได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน อย่าหลงเชื่อคำโฆษณา และย้ำว่าการลดน้ำหนักที่ถูกต้องควรมาจากการปรับพฤติกรรม เช่น การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และดูแลสุขภาพจิต ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ โรค NCDs ได้ในระยะยาว
สุดท้ายก็ต้องคุมอาหารและออกกำลังกาย
อย่างที่บอกไปว่า การปักปากกาเป็นเพียงตัวช่วยสำหรับคนที่มีพฤติกรรมการกินมากเป็นปกติ หรือมีอาการน้ำหนักเกินจนเข้าสู่ภาวะแทรกซ้อน ไม่ได้ทำมาเพื่อคนทั่วไปที่อาจจะกังวลในสัดส่วนของตัวเอง และถึงจะใช้ถูกต้องตามข้อบ่งชี้ ก็ยังต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อควบคู่ สำหรับสมิทธิมองว่า การลดน้ำหนักจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับขั้นตอนเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการใช้ปักปากกาที่หลายคนมองข้าม
“ผมมองว่าช่วงที่ใช้ยาคือโอกาสทองในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ยาจะช่วยให้เราควบคุมความหิวได้ง่ายขึ้น เพื่อให้เราเรียนรู้การเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับ โปรตีน เป็นอันดับแรก” สมิทธิ ระบุ
สมิทธิอ้างถึงข้อมูลทางคลินิก สมมติตัวเลขให้เราเข้าใจกันคร่าวๆ เวลาเราลดน้ำหนัก 10 กิโลกรัม มีโอกาสที่ 1.5 – 4 กิโลกรัมในนั้นจะเป็นมวลกล้ามเนื้อที่หายไป ดังนั้นเราต้องกินโปรตีนให้เพียงพอ (ทางโภชนาการระบุว่าประมาณ 1.2-1.6 กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว) เพื่อรักษาความแข็งแรงของร่างกายและช่วยให้ส่วนที่ลดไปเป็นไขมันไม่ใช่กล้ามเนื้อ
ที่สำคัญ หลังใช้ปากกาแล้วก็มีโอกาสน้ำหนักกลับมาพุ่งสูงกว่าเดิม หรือที่เรียกกันว่า ‘โยโย่เอฟเฟกต์’ หากไม่ปรับพฤติกรรมการกิน เพราะเมื่อผู้ป่วยหยุดยา ร่างกายจะขาดฮอร์โมนที่ช่วยให้อิ่ม เราจะถูกกระตุ้นให้ยิ่งหิวเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย หากผู้ป่วยไม่ฝึกทานอาหารพลังงานต่ำและการออกกำลังกายไว้ตั้งแต่ยังอยู่ในขั้นตอนรักษา น้ำหนักก็จะกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะส่วนที่เพิ่มกลับมามักจะเป็นไขมัน
ถ้าลดน้ำหนักมันง่ายขนาดนั้น แล้วเราจะออกกำลังกายไปทำไม?
ดูเหมือนคนทั่วไปก็เข้าถึงปากกาลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น คลินิกความงามหลายแห่งก็เริ่มจัดหาบริการเหล่านี้เพื่อตอบสนองความต้องการ ยังไม่นับกระแสการรีวิวที่มีอย่างล้นหลามในโลกออนไลน์ เมื่อผู้คนให้คุณค่ากับผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ ปรากฏการณ์นี้จะนำไปสู่ค่านิยมใหม่ในสังคมหรือไม่? การรักษาโภชนาการ การออกกำลังกาย จะกลายเป็นตัวเลือกลำดับรองๆ เพราะการใช้ยาปักปากกานั้นเห็นผลได้ง่ายกว่าหรือเปล่า เราได้คุยความกังวลข้อนี้กับนักโภชนาการด้วยเช่นกัน
สมิทธิ ยอมรับว่า ตัวยาในปากกาลดน้ำหนักเคยเป็นความกังวลส่วนตัว โดยเฉพาะการที่คนนำยาไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม (เรียกว่า Drug Abuse) หรือบางคนใช้ยาแล้วมีอาการคลื่นไส้ ไม่อยากทานอาหารที่เป็นมื้อๆ เป็นจานๆ ก็เปลี่ยนไปดื่มน้ำหวานพลังงานสูง ก็กลายเป็นว่าน้ำหนักลดจริงแต่เสียกล้ามเนื้อและไม่ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพเลย
เขายืนยันว่า การปรับพฤติกรรมคือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการลดน้ำหนัก ทั้งการคุมอาหาร การนอนหลับให้เพียงพอ การออกกำลังกาย และการเลี่ยงสารเสพติด บุหรี่ แอลกอฮอล์ ส่วนตัวอยากให้ทุกคนมองว่า ยาไม่ใช่ทางเลือกแรกในการลดน้ำหนัก แต่เป็นทางเลือกที่รองๆ สำหรับผู้ที่ปรับพฤติกรรมแล้วยังไม่สำเร็จ หรือผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเท่านั้น
แม้การเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้อาจดูเหมือนต้องใช้ความพยายาม แต่ผลลัพธ์คือสุขภาพที่แข็งแรงจากภายใน การคิดดูเบาโรคอ้วน ปล่อยให้ตัวเองป่วยแล้วค่อยคิดใช้ยาเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่า เพราะนอกจากต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลแล้ว ยังต้องเสี่ยงกับอาการข้างเคียงจากการใช้ยา และเสี่ยงสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งถ้าแก่ตัวลง การมีมวลกล้ามเนื้อน้อย จะยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้ง่ายอีกด้วย การรักษากล้ามเนื้อไว้ จึงถือเป็นการสะสมความมั่งคั่งทางสุขภาพอย่างหนึ่งก็ว่าได้
สุดท้ายโภชนาการและการดูแลสุขภาพโดยพื้นฐานก็เป็นเรื่องที่สำคัญอยู่ดี แต่อย่าลืมว่าเรื่องสุขภาพไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการมีสุขภาพที่ดีได้ง่ายขึ้น พื้นที่สาธารณะในการออกกำลังกายมีพอไหม เมืองหนุนให้ผู้คนเดินได้มากแค่ไหน อาหารใกล้มือเรามีคุณค่าทางโภชนาการเพียงใด ไปจนถึงระดับมลภาวะภายในเมืองมันส่งผลต่อร่างกายเราอย่างไร
สิ่งละอันพันละน้อยที่ทำให้เราทุกคนมีสุขภาพที่ดีได้ อยู่ใกล้ตัวเราง่ายกว่าปากกาลดน้ำหนักแล้วหรือยัง?
อ้างอิงจาก