ดราม่าในโซเชียลมีเดียเกิดขึ้นทีไร ชาวเนตต่างแห่แหนเข้ามาคอมเมนต์ตามมุมมองของแต่ละคน ออกรสออกชาติ ออกความเห็นไปตามเรื่องราว แต่บางคอมเมนต์เรียกความสนใจจนต้องอ่านซ้ำอีกรอบ ไม่ใช่เพราะถูกอกถูกใจ ตรงกันข้าม มันกลับน่าฉงน เมื่อคนบนโลกออนไลน์เลือกจะโจมตีคนที่ไม่รู้จัก ด้วยถ้อยคำหยาบคาย รุนแรง ดูถูกดูแคลน หมิ่นเกียรติ ศักดิ์ศรี ได้มากถึงเพียงนี้
กรณีล่าสุดเกิดขึ้นกับดาราสาวเพิ่งเลิกรากับแฟนหนุ่มต่างชาติ คอมเมนต์ส่วนใหญ่แสดงความเห็นใจต่อความสัมพันธ์ที่จบลง คอมเมนต์บางส่วนกลับละลาบละล้วง พูดถึงเรื่องใต้สะดือจนข้ามเส้นไปสู่การดูหมิ่นและเหยียดเพศ
หากกดเข้าไปดูโปรไฟล์เจ้าของคอมเมนต์เหล่านั้น รูปโปรไฟล์บางคนใช้หน้าจริง บางคนใช้รูปลูกหลานผู้หญิง บางคนถ่ายกับครอบครัว แชร์ภาพเข้าวัด ธรรมะสอนใจ แต่กลับแสดงความเห็นลักลั่น ย้อนแย้งกับชีวิตที่เขาแสดงออกบนโซเชียลมีเดียเช่นกัน ราวกับการคอมเมนต์ดูถูก เหยียดหยาม ดาราสาวคนนั้นเป็นเพียงเรื่องขำขันที่จะไม่มีใครตามมาเอาเรื่องอะไร
แล้วอะไรกันที่ทำให้ใครคนหนึ่ง กล้าแสดงความเห็นเกินขอบเขตบนโลกออนไลน์ โดยมองเป็นเพียงเรื่องขำขัน จนไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา

อยู่หลังคีย์บอร์ดแล้วทรงพลัง
ปี 2004 จอห์น ซูเลอร์ (John Suler) นักจิตวิทยาเขียนบทความในวารสาร CyberPsychology & Behavior เรียกปรากฏการณ์อย่างข้างต้นว่า ‘Online Disinhibition Effect’ ใจความคือ เมื่ออยู่บนออนไลน์ บางคนเปิดเผยตัวเองหรือแสดงพฤติกรรมออกมา บ่อยกว่าหรือรุนแรงกว่าการกระทำต่อหน้า ซึ่งมีทั้งด้านดี (benign) เช่น กล้าแชร์เรื่องราวที่ไม่เคยเล่า และด้านร้าย (toxic) เช่น ภาษารุนแรง ความเกลียดชัง หรือการข่มขู่
ซูเลอร์ไล่ปัจจัยที่ทำให้คนเรากล้าเปิดเผยตัวเองมากขึ้นบนโลกออนไลน์ไว้ 6 ข้อ เราขอรวมเป็น 3 กลุ่มเพื่อให้ทำความเข้าใจง่ายขึ้น กลุ่มแรก ‘การไม่เปิดเผยตัวตน (dissociative anonymity)’ พวกเขามองว่าไม่มีใครเห็น และไม่จำเป็นต้องบอกว่าเป็นใคร
กลุ่มต่อมา ‘การไม่ต้องปรากฏตัวต่อหน้าใคร (invisibility)’ ซูเลอร์กล่าวว่า แม้ทุกคนจะรู้ตัวตนของกันและกันผ่านหน้าโปรไฟล์ แต่เมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้ากันจริงๆ เจอกันตัวเป็นๆ ก็เป็นปัจจัยสนับสนุนความกล้าได้เช่นกัน เลยตอบได้ว่าทำไมบางคนถึงยังกล้าแสดงความเห็นด้านลบ แม้ใช้หน้าจริงบนโปรไฟล์ก็ตาม
กลุ่มสุดท้าย ‘การไม่ต้องเจอปฏิกิริยาตอบกลับทันที (asynchronicity)’ เหมือนแค่พิมพ์ไว้แล้วก็ไป ไม่สนว่าใครจะมาเห็นแล้วเป็นอย่างไร เจ้าตัวจะมาอ่านหรือเปล่า ซูเลอร์เรียกสิ่งนี้ว่า ‘Emotional Hit and Run’ คือปล่อยข้อความที่เต็มไปด้วยอารมณ์หรือความเป็นปฏิปักษ์แล้ววิ่งหนีไป
แนวคิด Online Disinhibition Effect ของซูเลอร์อธิบายได้ในส่วนที่ว่า ทำไมบางคนถึงกล้าพิมพ์อะไรรุนแรงออกไปโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา ได้ในระดับปัจเจกบุคคล แต่หากเราลองกดอ่านคอมเมนต์ไล่เรียงลงไป ความเห็นรุนแรงมักไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจำนวนหยิบมือ ยิ่งมีคนเริ่มเท่าไหร่ ยิ่งมีคนกล้าแสดงความเห็นเชิงลบไปในทางเดียวกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

คำตอบส่วนหนึ่งย้อนกลับไปไกลกว่ายุคอินเทอร์เน็ต กุสตาฟ เลอ บง (Gustave Le Bon) นักคิดชาวฝรั่งเศสผู้ศึกษาจิตวิทยาฝูงชนตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 เขามองว่า เมื่อคนรวมตัวเป็นฝูงชน ปัจเจกจะถูกกลืนเข้าไปกับมวลรวม ความรู้สึกไม่มีใครระบุตัวได้ (anonymity) บวกกับการแพร่กระจายอารมณ์ในฝูงชน (contagion) ทำให้คนเลือกทำในสิ่งที่ปกติจะไม่ทำด้วยตัวคนเดียว
แนวคิดนี้ถูกนำมาตั้งชื่ออย่างเป็นทางการในปี 1952 โดยนักจิตวิทยาสังคม ลีออน เฟสทิงเจอร์ (Leon Festinger) และคณะ ในชื่อ ‘Deindividuation’ หรือภาวะสูญเสียความเป็นปัจเจก และคนที่ทำให้แนวคิดนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างคือ ฟิลิป ซิมบาร์โด (Philip Zimbardo) เจ้าของการทดลองคุกจำลองสแตนฟอร์ดอันโด่งดัง
ก่อนหน้านั้นในปี 1969 เขาเคยทำการทดลองให้ผู้เข้าร่วมทดลอง สวมชุดคลุมปิดหน้าแล้วใช้ไฟฟ้าช็อตคนอื่น (ในการทดลอง ไม่ใช่ไฟฟ้าจริง) ผลออกมาว่ากลุ่มที่ถูกปิดบังตัวตนกดปุ่มนานกว่าและบ่อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ปิดหน้า ซิมบาร์โดสรุปว่าเงื่อนไขอย่างการไม่ระบุตัวตน ความรับผิดชอบที่กระจายไปในกลุ่ม และการอยู่กับ ปัจจุบันโดยไม่คิดถึงผลระยะยาว ทำให้หลงลืมที่จะพิจารณาการกระทำของตนเอง
พอย้ายมาอยู่บนหน้าฟีด ทุกคอมเมนต์ใต้โพสต์ก็คือฝูงชนดีๆ นี่เอง เห็นใครเปิดก่อนไปแล้ว หากพิมพ์แบบนั้นตามไป เลยไม่รู้สึกว่าเรารุนแรงอยู่คนเดียว หรือต้องรับผิดชอบผลที่ตามมาคนเดียว เหมือนเป็นแค่หยดน้ำหยดหนึ่งในทะเลคอมเมนต์
แต่การรวมกลุ่มอย่างเดียวไม่พอจะอธิบายว่าทำไมคนที่ปกติมีมโนธรรมถึงพิมพ์คำหยาบคาย รุนแรง ใส่คนแปลกหน้าได้หน้าตาเฉย ส่วนนี้ต้องพึ่งกรอบคิดของ อัลเบิร์ต แบนดูรา (Albert Bandura) นักจิตวิทยาสังคม ผู้เสนอแนวคิด ‘Moral Disengagement’ หรือ การปลดตัวเองออกจากศีลธรรมชั่วคราว
แบนดูราชี้ว่ามนุษย์ไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายได้ง่ายๆ โดยไม่รู้สึกผิด แต่จะหาทางปิดสวิตช์มาตรฐานศีลธรรมของตัวเองก่อน ผ่านกลไก 8 แบบ เช่น การหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองมารองรับ (Moral Justification) ก็เขาทำตัวแบบนั้นเองนี่ สมควรแล้วที่โดนด่า การเปรียบเทียบให้ดูเบาลง (Advantageous Comparison) แค่นี้ยังน้อยไป คนอื่นด่าแรงกว่านี้อีก การกระจายความรับผิดชอบ (Diffusion of Responsibility) ก็มีคนด่าตั้งเยอะ ไม่ได้มีแค่เรานี่ ไปจนถึงการลดทอนความเป็นมนุษย์ของเป้าหมาย (Dehumanization)
กล่าวคือ ก่อนที่เราจะทำอะไรขัดมโนธรรมในใจตัวเอง สมองเราเลือกจะปิดโหมดมโนธรรมไว้ชั่วคราว แล้วสรรหาเหตุผลมารองรับการกระทำว่ามันไม่ได้ผิดหรือเลวร้ายอย่างที่คิด

เก่งบนโลกออนไลน์ เดียวดายหน้าบัลลังก์
จากคอมเมนต์เดียวที่เจ้าตัวอ้างว่าไม่ได้มีพิษภัยอะไร ก็แค่แซว แค่ประชด แค่แสดงความเห็น แต่เมื่อรวมกับคนอื่นอีกร้อยพันคอมเมนต์ในเวลาไล่เลี่ยกัน มันไม่ใช่แค่ความเห็นอีกต่อไป มันกลับกลายเป็นการรุมโจมตีที่เป้าหมาย และเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำๆ บนโซเชียลมีเดียทุกครั้งที่เกิดประเด็นใดๆ ขึ้นมาก็ตาม
ความคิดที่ฝังอยู่ในหัวคนพิมพ์เองว่าแค่คอมเมนต์ ใครจะมาตามจับเรากันล่ะ แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ดาราคงไม่ว่างมานั่งฟ้องเราหรอก ทั้งที่ในความเป็นจริง คำพูดบนโลกออนไลน์ไม่ได้ลอยนวลไปตลอด กรณีที่เป็นข่าวในไทยก็มีให้เห็นเรื่อย ๆ อย่างกรณีบุคคลสาธารณะที่ยื่นฟ้องคนโพสต์ข้อความในลักษณะที่เข้าข่ายไซเบอร์บูลลี่และหมิ่นประมาท สิ่งที่ผู้พิมพ์คิดว่าเป็นแค่คอมเมนต์เดียว ก็สามารถกลายเป็นหลักฐานในคดีความได้ทันทีที่มีคนแคปหน้าจอเก็บไว้
ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่กับคนพิมพ์คอมเมนต์ต้นเรื่องแค่คนเดียว คนที่กดไลก์ แชร์ต่อ หรือแม้แต่คอมเมนต์ซ้ำเติมด้วยมุกตลกร้ายใต้คอมเมนต์นั้น ก็มีส่วนที่ทำให้การคุกคาม ละเมิดสิทธิ์ผู้อื่นเป็นเรื่องปกติที่ทำกันได้
แม้ในโลกออนไลน์จะมีคนให้ท้าย หรือคิดเข้าข้างตัวเองเอาว่าฉันไม่ได้ทำคนเดียวนี่ แต่หากถูกดำเนินคดีขึ้นมา คอมเมนต์ให้ท้ายเหล่านั้นไม่ได้มีใครมายืนหน้าบัลลังก์ด้วยกันได้เลย
อ้างอิงจาก