แม้จะเรียกกันทั่วไปว่าเป็น ‘พ.ร.บ.ตายดี’ และมักเข้าใจกันไปว่านี่เป็นกฎหมายส่งเสริม ‘การุณยฆาต’ ทว่า เนื้อในของกฎหมายนี้ ได้มุ่งเน้นกลไก Palliative Care ที่หวังช่วยให้คน ‘อยู่’ อย่างเป็นสุข ณ ปัจจุบันขณะด้วยเช่นกัน และเปลี่ยนให้การตายเป็นสิทธิสุดท้ายที่มนุษย์คนหนึ่งพึงกำหนดเองได้ มากกว่ารอคอยอย่างทรมาน
The MATTER ชวนพูดคุยถึงสิทธิสุดท้ายของมนุษย์ไปกับ เอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.พรรคประชาชน ผู้เสนอกฎหมายตายดี ผ่านการแก้ไข พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พร้อมทำความเข้าใจเส้นทางสู่วาระสุดท้ายที่ไม่ได้มีแค่ทางใดทางหนึ่ง แต่ชวนทุกคนกลับมามองว่า อยากจะตัดสินใจให้ตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายกันอย่างไร เมื่อวันสุดท้ายมาถึง
แล้วคุณล่ะ มองถึงวันสุดท้ายอย่างไร?
ปัญหาของการใช้คำว่า ‘การุณยฆาต’
ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาหลัก แวะอธิบายกันสักเล็กน้อย การเลือกใช้คำในการเขียนกฎหมายใหม่ เป็นเรื่องต้องระวัง เพราะความหมายของคำบางคำที่ใกล้เคียงกัน อาจให้ผลกระทบต่อสังคมกันคนละขั้วเลยก็ได้ อย่างเรื่องนี้ เรามักคุ้นชินกับคำว่า ‘การุณยฆาต’ (หรือ Mercy Killing ในภาษาอังกฤษ)
แต่จริงๆ ในหลายประเทศไม่ใช้คำนี้แล้ว เพราะอาจทำให้เกิดความสับสนทั้งในเชิงกฎหมายและจริยธรรม และยังไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการสื่อ นั่นคือ ‘การขอให้มีทางเลือกในการยุติชีวิตของตนเองในระยะสุดท้าย เพื่อหลีกพ้นจากความทุกข์ทรมาน’ มากกว่าจะเป็นการ ‘ฆ่า’ โดยผู้อื่น
นอกจากนี้ คำว่า ‘การุณยฆาต’ ยังเป็นคำเร้าอารมณ์ ดึงดูดความสนใจของสื่อและคนทั่วไปได้ดี แต่ในมุมของบุคลากรทางการแพทย์อาจรู้สึกไม่สบายใจ ที่จะมีส่วนร่วมสนับสนุนกฎหมาย เพราะคำดังกล่าวอาจสื่อถึงการกระทำที่ขัดกับจรรยาบรรณวิชาชีพ ดังนั้น การเลือกใช้ถ้อยคำที่แม่นยำและเป็นกลางมากกว่า เช่น ‘การช่วยยุติชีพโดยการแพทย์และโดยสมัครใจ’ หรือ Medical Assistance in Dying (MAiD) จะเชื้อเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าสู่วงสนทนาได้อย่างเข้าใจกัน
ส่วนในบทความนี้เราจะขอเรียกอย่างย่อว่า ‘การช่วยยุติชีพ’ สลับกับตัวย่อภาษาอังกฤษ ‘MAiD’
เรามีกฎหมายเพื่อ ‘การตายดี’ อยู่แล้ว ทำไมต้องเสนอเพิ่ม?
ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้สังคมไทยไม่เคยพูดถึง ‘สิทธิในการตายดี’ เพราะใน พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 ก็บอกว่า ‘คนไทยมีสิทธิเลือกตายอย่างสงบได้’ หรือพูดง่ายๆ คือ ถ้าเราป่วยหนัก จนการรักษาทำอะไรไม่ได้มากกว่ายื้อชีวิต รังแต่จะทุกข์ทรมาน ผู้ป่วยก็สามารถที่จะปฏิเสธรับการรักษาได้ เพื่อเข้าสู่การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ที่มุ่งเน้นการบรรเทาความเจ็บปวด เน้นการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายแบบที่ผู้ป่วยต้องการ เพื่อให้ชีวิตในวาระสุดท้ายเป็นไปอย่างสมศักดิ์ศรี
ประเด็นคือ การเข้าถึง Palliative Care โดยหลักการแล้ว คนไทยต้องทำหนังสือแสดงเจตนาก่อนว่าต้องการปฏิเสธการรักษาแบบยื้อชีวิต จากนั้นจึงจะได้รับการดูแลแบบประคับประคอง ยิ่งไปกว่านั้น หลายโรงพยาบาลยังไม่พร้อมมีบริการดังกล่าว ส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ทว่า การดูแลบั้นปลายชีวิต ผู้ป่วยจะกลับไปรักษาตัวที่บ้าน นั่นหมายความว่า โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ก็จะเป็นด่านหน้าของงานนี้ รัฐต้องลงทุนให้สาธารณสุขท้องถิ่นแข็งแรงพอเสียก่อน จึงจะทำให้บริการนี้ทั่วถึงและเท่าเทียม
เลวร้ายที่สุด ในกรณีที่แพทย์ได้มอบการรักษาแบบ Pallative Care อย่างถึงที่สุดแล้ว แต่ผู้ป่วยก็ยังไม่สามารถพ้นจากความทุกข์ได้ ผู้ป่วยก็ไม่อาจขอการช่วยยุติชีพ หรือก็คือ MAiD นั่นเอง
เพื่อให้สาธารณสุข บำรุงสุขผู้คนตั้งแต่ครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน เอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส. พรรคประชาชน จึงยื่นแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 โดยเพิ่มเนื้อหาการรับรองให้ Palliative Care เป็นสิทธิที่ไม่ต้องร้องขอ และปลดล็อกตัวเลือกสุดท้ายในการจบชีวิตอย่างสงบและมีความหมาย

ถึงกฎหมายจะผ่าน ก็ไม่ได้แปลว่าจะใช้ได้ทันที
โครงสร้างกฎหมายนี้ถูกออกแบบมาหลายชั้น ก่อนที่จะไปถึงตัวเลือกสุดท้ายอย่างการช่วยยุติชีพ ความตั้งใจของ สส. เอกภพ คือการขยายเนื้อความจากมาตรา 12 ใน พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ได้แก่ มาตรา 12/1 เพื่อรับรองให้ทุกคนเข้าถึง Palliative Care เป็นสิทธิพื้นฐาน และมาตรา 12/2 ที่เปิดทางเลือกสุดท้ายคือการช่วยยุติชีวิตโดยแพทย์ในกรณีจำเป็น ซึ่งเอาเข้าจริง กฎหมายดูจะเน้นไปที่เรื่องของ Palliative Care มากกว่าด้วยซ้ำ
เดิมที ชีวิตคนไทยเมื่อเข้าสู่ช่วงบั้นปลาย หากป่วยเป็นโรคระยะท้าย จะมีทางเลือกอยู่ไม่กี่ทางคือ 1) เข้ารับการรักษา ถ้าหายขาดก็นับว่าเป็นเคราะห์ดี แต่ถ้าไม่ ก็อาจจะต้องยื้อชีวิตไปเรื่อยๆ กับทางที่ 2) ตัดสินใจยุติการรักษากระแสหลัก แล้วหันมารับการดูแลแบบ Palliative Care
ตรงจุดนี้เอง ที่คนไทยส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงบริการ หรือไม่ได้ทำหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษา หรือส่วนหนึ่งได้รับการดูแลอย่างถึงที่สุดแล้ว แต่ก็ยังพบว่าตนยังไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งร่างกฎหมายนี้ต้องการเข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว
สำหรับเงื่อนไขรับบริการ MAiD ก็ไม่ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆ หากอิงจากหลักการในต่างประเทศ จะจำกัดเฉพาะผู้ป่วยระยะสุดท้าย ไม่รวมกรณีปัญหาสุขภาพจิต ต้องเป็นความสมัครใจของผู้ป่วยที่ได้วางแผนล่วงหน้า (Advance Care Plan) และต้องได้รับการรับรองจากแพทย์ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านจิตใจว่าเป็นการตัดสินใจภายใต้สติสัมปชัญญะครบถ้วน นอกจากนี้ ยังเน้นว่าต้องเป็นกรณีที่เกินขีดความสามารถของการดูแลแบบประคับประคองแล้วจริงๆ
และถึงกฎหมายจะผ่านฉลุย สส. เอกภพ ก็ระบุว่า ยังมี ‘บทเฉพาะกาล’ ซึ่งทำหน้าที่แตะเบรกชะลอการบังคับใช้กฎหมาย แต่จะเข้าสู่กระบวนการศึกษาความเป็นไปได้แทน นำทุกฝ่ายมาหารือ รวมถึงพัฒนาระบบสาธารณสุขให้พร้อมเสียก่อน โดยเฉพาะในส่วนบริการ MAiD อาจต้องรอ 3-6 ปีหลังประกาศใช้กฎหมาย เช่นเดียวกับ สหราชอาณาจักรที่ต้องรอถึง 4 ปีกว่าจะพร้อมให้บริการ

ข้อมูลและกราฟิกจาก: เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
อย่าลืมว่า การยุติชีพสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย เป็นเพียง ‘ยอดพีระมิด’ ของนโยบายสาธารณสุขเท่านั้น แต่การมีตัวเลือกนี้กลับยิ่งทำให้รัฐต้องหันกลับมามอง ‘รากฐาน’ ว่าจะทำอย่างไรให้คนมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพและมีศักดิ์ศรี ฉะนั้น การอยู่ดีและตายดีจึงเป็นเรื่องเดียวกัน หากรากฐานไม่แข็งแรงพอ ชุมชนไม่ปลอดภัย คนยังต้องดมฝุ่นควัน หรือต้องกินอาหารปนเปื้อนสารเคมี การตายดีในประเทศนี้ก็ยังคงเป็นเรื่องท้าทาย
เราจึงพูดกันแต่เรื่องตายดีไม่ได้ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ฐานของรัฐสวัสดิการที่เข้มแข็ง ระบบราชการที่โปร่งใสตรวจสอบได้ ชุมชนที่ปลอดภัยและเกื้อกูลกัน ระบบสาธารณสุขทุกระดับที่มีคุณภาพ รวมถึงการดูแลแบบประคับประคองที่ตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย และเมื่อพ้นขีดความสามารถของระบบเหล่านี้แล้วเท่านั้น บริการยุติชีพจึงจะเข้ามามีบทบาทเป็นตัวเลือกสุดท้าย
“การยุติชีพแบบรับการช่วยเหลือ จะเกิดขึ้นได้ การดูแลแบบประคับประคองต้องเข้มแข็ง และประเทศไทยต้องพัฒนาการดูแลสุขภาพช่วงท้ายทั้งระบบก่อน” เอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส. พรรคประชาชน ระบุ
หัวใจสำคัญของกฎหมายนี้คือ ‘หน่วยให้ข้อมูลและให้คำปรึกษา’ ซึ่งมีบทบาทช่วยเหลือประชาชน แนะนำว่าตัวเองมีทางเลือกอะไรบ้างในการดูแลช่วงท้ายของชีวิต โดยไม่ใช่มีแค่ MAiD เป็นทางออกเดียว เพราะในความเป็นจริง การตายมีหลายรูปแบบ ทั้งการรักษาจนหาย การประคับประคองในโรงพยาบาล หรือการดูแลต่อเนื่องที่บ้านจนจากไปอย่างสงบ สำหรับ เอกภพ มองว่า MAiD กลับทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องมือที่ช่วยโปรโมตให้คนหันมารู้จักและเข้าถึง Palliative Care และทำให้รัฐหันมาพัฒนาระบบการดูแลวาระท้ายที่มีคุณภาพและส่งเสริมสิทธิของผู้ป่วยมากขึ้น
แล้วสังคมไทยมองสิทธิการตายดีอย่างไร?
ถ้าเทียบจากยุคสมัยก่อนหน้า สังคมไทยค่อนข้างมีการตอบรับไปในทางบวกมากขึ้น และการมาของวิกฤตผู้สูงวัยยิ่งตอกย้ำปัญหาสาธารณสุขไทย เอกภพอธิบายว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่รอคอยการเข้าถึงบริการสาธารณสุขแบบประคับประคอง (รวมถึงการยุติชีวิตตนเองด้วย) ที่ผ่านมา คนไทยไม่มั่นใจว่าระบบสุขภาพจะรองรับคุณภาพชีวิตช่วงท้ายได้อย่างมีคุณภาพหรือไม่ การมีกฎหมายนี้จะช่วยเพิ่มความมั่นใจว่า อย่างน้อยประชาชนจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และมีทางเลือกในวาระสุดท้ายของชีวิต หากต้องเผชิญความทุกข์ทรมานอย่างหลีกหนีไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ‘พ.ร.บ.ตายดี’ ยังอยู่ในระยะแรกเริ่ม ฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชนกำลังพิจารณารายละเอียดควบคู่ไปกับการสื่อสารสาธารณะ เพื่อสร้างความเข้าใจว่ามีกฎหมายลักษณะนี้กำลังถูกผลักดันอยู่ โดยจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเบื้องต้นก็เห็นด้วยกับแนวคิดการทำให้ Palliative Care เป็นสิทธิที่ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น แต่ในส่วนของการช่วยยุติชีวิต ยังเห็นว่าควรมีช่วงเวลาในการศึกษาและเตรียมความพร้อมของระบบการดูแลระยะท้ายให้เข้มแข็งเสียก่อน
สำหรับความเป็นไปได้ทางการเมืองอย่างการลงมติในรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างกฎหมาย เอกภพมองว่า มาตรา 12/1 มีแนวโน้มได้รับการยอมรับมากกว่า เพราะเป็นเรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายโดยตรง ส่วนมาตรา 12/2 ที่เกี่ยวกับบริการยุติชีวิตโดยการช่วยเหลือทางการแพทย์ ยังต้องอาศัยการทำความเข้าใจและสร้างฉันทามติในสังคมเพิ่มเติม
ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับแรงสนับสนุนจากประชาชน ว่าจะมีความเห็นต่อสิทธิในลมหายใจสุดท้ายกันอย่างไร