ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงวันสิ้นปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่ทำให้เราทุกคนต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ และถอนหายใจกันยาวๆ เพราะปีนี้มีวิกฤตปัญหาเข้ามาไม่เว้นแต่ละเดือน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคม ภัยธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม หรือการเมือง
เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ปมปัญหาและความเปราะบางบางอย่างของประเทศไทยถูกเปิดเผยออกมา โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใสของภาครัฐและการบริหารจัดการเพื่อรับมือกับภาวะวิกฤตต่างๆ ที่ทำให้เกิดความสูญเสียบางอย่างทั้งที่ควรป้องกันปัญหาได้ตั้งแต่เริ่ม
ในบทความนี้ The MATTER ขอชวนทุกคนไปร่วมดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2568 ก่อนจะอำลาปีแห่งความหนักหนาเหล่านี้ไปด้วยกัน
เก่งมากนะ ที่ผ่าน ‘แผ่นดินไหว’ มาได้

ช่วงบ่ายวันที่ 28 มีนาคม 2568 ประชาชนไทยที่อยู่บริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมกว่า 63 จังหวัดที่รู้สึกถึงแรงสั่นไหวบางอย่างจากพื้นดิน โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่บนตึกสูงที่จะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนมากเป็นพิเศษ และนั่นคือครั้งแรกๆ ที่คนไทยหลายคนได้สัมผัสความรู้สึกจาก ‘แผ่นดินไหว’
การมีแผ่นดินไหวในประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก หรือหากมีก็มักเกิดขึ้นในแถบภาคเหนือซึ่งอยู่บริเวณแนวรอยเลื่อนหลายแห่งและอยู่ติดกับรอยเลื่อนขนาดใหญ่ที่เมียนมา
แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีต้นเหตุจากแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ริกเตอร์ ความลึก 10 กิโลเมตร ที่กลุ่มรอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault) ซึ่งเป็นรอยเลื่อนขนาดใหญ่ ซึ่งมีความยาวประมาณ 1,200 กิโลเมตร วางตัวอยู่แนวทิศเหนือ-ใต้ ผ่านกลางประเทศเมียนมา ใกล้กับจังหวัดแม่ฮ่องสอน
จากนั้นได้เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายครั้ง จนสร้างความวิตกกังวลให้หลายๆ คน โดยเฉพาะคนที่เผชิญเหตุการณ์ดังกล่าวขณะอยู่บนตึกสูง และมีหลายตึกที่โครงสร้างอาคารที่เสียหาย จนต้องมีการประเมินความเสียหายเบื้องต้น เพื่อรับรองความปลอดภัยของผู้ใช้อาคาร
หนึ่งในเหตุสะเทือนใจที่มาพร้อมเหตุการณ์แผ่นดินไหว คือ กรณีอาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างถล่มลงมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 95 ราย (ไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้ 2 คน) จากการรายงานของสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เมื่อ 1 กรกฎาคม 2568
โดยสาเหตุหลักของเหตุการณ์นี้มาจากปัญหาการออกแบบและการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น การปรับลดความหนาของผนังปล่องลิฟต์ลง 5 เซนติเมตร, ถุงปูนไม่มีสัญลักษณ์การรับรองมาตรฐาน มอก. และเหล็กบางส่วนตกเกรด ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งนำสู่การตั้งคำถามต่อกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่เกิดขึ้นจากกรณีนี้
ถึงกระนั้น เหตุการณ์นี้ก็ทำให้สังคมไทยตระหนักถึงการมี ‘ระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ (Cell Broadcast)’ หรือ ‘SMS Alert’ ที่ส่งถึงโทรศัพท์ทุกเครื่องในพื้นที่เป้าหมายโดยอัตโนมัติ ซึ่งมีการพูดถึงและเรียกร้องให้รัฐใช้ระบบดังกล่าวอย่างจริงจังสำหรับการป้องกันภัยพิบัติครั้งต่อๆ ไป
เก่งมากนะ ที่ผ่าน ‘การเปลี่ยน นายกฯ’ มาได้ (อีกแล้ว)

ใครจะคิดว่า ‘เลือกตั้งครั้งเดียว ได้นายกฯ 3 คน’
การเลือกตั้ง 2566 ที่ใครต่อใครมองว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความหวังที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศ เพราะเป็นการเลือกตั้งหลังมีกระแสการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชนปี 2563 และพรรคการเมืองที่สืบถอดอำนาจจากคณะรัฐประหารใกล้สิ้นอำนาจลง
แต่ด้วยกติกาที่กำหนดผ่านรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้อำนาจ สว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้พรรคก้าวไกลซึ่งเป็นพรรคอันดับหนึ่งไม่สามารถรวมเสียงข้างมากในที่ประชุมสภา และไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ความหวังในการเปลี่ยนแปลงจึงถูกสกัดไว้ และนำมาสู่การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยที่นำโดย เศรษฐา ทวีสิน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเศรษฐายังมีอายุไม่ครบปี ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้เศรษฐาพ้นจากตำแหน่ง ด้วยข้อกล่าวหาด้านคุณสมบัติและจริยธรรมในคดีแต่งตั้งรัฐมนตรี นำสู่การเปลี่ยนถ่ายอำนาจให้นายกฯ คนที่สองจากพรรคเพื่อไทย คือ แพทองธาร ชินวัตร
แม้แพทองธารจะได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบปี แต่ก็ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าตั้งแต่ 1 กรกฎาคม จากกรณีมีคลิปเสียงพูดคุยกับ สมเด็จ ฮุนเซน ประเด็นปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จากนั้นเดือนสิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยให้แพทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
จากนั้นได้มีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายน 2568 โดยพรรคประชาชนมีมติเทเสียงของพรรคสนับสนุนให้ อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิไทย เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกำหนดข้อตกลงสำคัญว่า รัฐบาลอนุทินต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน (เดือนมกราคม 2569)
อย่างไรก็ตาม ช่วงค่ำวันที่ 11 ธันวาคม 2568 อนุทินได้ทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกา ยุบสภาฯ และมีผลบังคับใช้ในวันถัดมา ทำให้สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้สิ้นสถานะทันที และคาดว่าจะมีการเลือกตั้งในปีถัดไป
เก่งมากนะ ที่ผ่าน ‘เหตุการณ์ถนนทรุด’ มาได้

เช้าวันที่ 24 กันยายน 2568 ได้เกิดเหตุถนนหน้าวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ทรุดตัวลงเป็นหลุมกว้างประมาณ 30 เมตร ลึกถึง 50 เมตร ซึ่งอยู่บริเวณจุดก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ‘สถานีวชิรพยาบาล’ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้
เนื่องจากลักษณะการทรุดตัวกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้างและเข้าไปยังเขตโรงพยาบาลวชิระฯ ใกล้กับอาคารทีปังกรรัศมีโชติ ซึ่งเป็นอาคารผู้ป่วยนอก ทำให้โรงพยาบาลแจ้งปิดให้บริการผู้ป่วยนอก และเคลื่อนย้ายคนไข้ออกจากอาคารที่ใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุแล้วประมาณ 3,500 คน
จากการตรวจสอบพบว่า จุดเกิดเหตุเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างอุโมงค์รถไฟฟ้ากับสถานีส่งผลให้เกิดการยุบตัวของดิน ประกอบกับท่อประปาขนาดใหญ่ชำรุด มีดินไหลเข้าพื้นที่ก่อสร้าง และมีน้ำรั่วไหลเข้าสถานี
เบื้องต้นไม่มีการรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ก็ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึง ‘ความปลอดภัย’ ในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะช่วงนี้ที่มีการก่อสร้างต่อเติมสถานีรถไฟฟ้าหลายจุดทั่วกรุงเทพฯ
เก่งมากนะ ที่ผ่าน ‘สภาพอากาศแปรปรวนสุดขั้ว’ มาได้

รู้สึกเหมือนกันไหมว่าปีนี้ประเทศไทยเหมือนอยู่ในฤดูร้อน-ฝน-หนาว สลับกันไปมาแบบรายวัน แทนที่จะมีสภาพอากาศรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งตามช่วงเวลาที่เคยเป็นมา ทั้งยังมีข่าวน้ำท่วมในหลายพื้นที่ให้ได้เห็นเกือบทั้งปี
โดยไล่มาจาก ‘ภาคเหนือ-อีสาน’ ซึ่งมีรายงานน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังระยะสั้นช่วงกลางปี ก่อนน้ำจะไหลลงมาล้นตลิ่งแม่น้ำสายหลักในหลายจังหวัดของ ‘ภาคกลาง’ และปริมาณฝนตกหนักที่สุดในรอบ 300 ปีของ ‘ภาคใต้’ เมื่อท้ายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งนำมาสู่การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหลายครัวเรือน
เหล่านี้มีส่วนหนึ่งจาก ‘ปรากฏการณ์ลานีญา’ ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่ตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกในเขตเส้นศูนย์สูตรลดลง โดยทั่วไปจะส่งผลให้บางพื้นที่มี ‘สภาพอากาศเย็น’ กว่าปกติ และอาจทำให้เกิด ‘ฝนตกหนัก’ ในบางภูมิภาค
นอกจากนั้น สภาวะโลกร้อน (Global warming) ที่เกิดขึ้นตอนนี้ยังทำให้น้ำระเหยกลายเป็นไอมากขึ้น ส่งผลให้ความชื้นในชั้นบรรยากาศมีมากกว่าเดิม ปริมาณฝนจึงมากขึ้นไปด้วย
ทั้งนี้ การคาดการณ์ถึงปรากฏการณ์ลานีญาและปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นได้ถูกคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ซึ่งหากหน่วยงานรัฐให้ความสำคัญกับการคาดการณ์เหล่านี้ก็อาจสามารถเตรียมแผนรับมือ ตั้งแต่การเตือนภัยพร้อมจัดตั้งศูนย์อพยพเพื่อลดการสูญเสียที่เกิดขึ้น
เก่งมากนะ ที่ผ่าน ‘แก๊งสแกมเมอร์’ มาได้

“สวัสดีค่ะ ดิฉันโทรมาจากสำนักงาน… ตอนนี้กำลังเรียนสายอยู่กับคุณ…”
ประโยคข้างต้นเป็นบทสนทนาที่ใครหลายคนต่างคุ้นเคยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อศูนย์สแกมเมอร์หลายแห่งตั้งหลักปักฐานอยู่รายล้อมประเทศไทย ทำให้ตอนนี้หากใครเห็น ‘เบอร์แปลก’ ก็จะเลือกเมินเฉยหรือกดวางสายโดยอัตโนมัติ
ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ โดยหน่วยงานไทยได้พยายามอย่างหนักในการทลายวงจรเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการดำเนินการขั้นเด็ดขาด เช่น การสั่งตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และน้ำมันที่จะส่งไปฐานปฏิบัติการในเมียนมา เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ โดยหวังว่าจะเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงและทลายวงจรคอลเซนเตอร์ได้ แต่ก็ยังมีรายงานเป็นระยะว่าฐานสแกมเมอร์ยังคงปักหลักอยู่รายล้อมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา
ถึงกระนั้น ยังมีสัญญาณที่ดีจากความคืบหน้าสำคัญผ่านข่าวการเชื่อมโยงระหว่างบุคคลต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศกับขบวนการดังกล่าว ซึ่งนำมาสู่การสอบสอนข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น ซึ่งต้องติดตามต่อไปในปีหน้าว่า จะมีความคืบหน้าในกรณีดังกล่าวอย่างไรบ้าง
แต่ระหว่างที่รอความคืบหน้าการปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์ให้ราบคาบ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ คือการป้องกันตัวเอง โดยคนทั่วไปอย่างเราต้องเรียนรู้กลโกงที่เหล่ามิจฉาชีพใช้ล่อเหยื่ออย่างชาญฉลาด ซึ่งมักเล่นกับความต้องการทางอารมณ์ ความโลภ หรือความตื่นกลัวของมนุษย์
โดยกลุ่มสแกมเมอร์มักใช้กลโกงหลักๆ ได้แก่ การใช้ความสัมพันธ์ลวง (Romance Scam), การส่งลิงก์ปลอมผ่านข้อความ เพื่อหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว (Phishing Scam), การลงทุนปลอม (Investment Scam), การสร้างร้านค้าออนไลน์แต่ไม่ส่งสินค้า (Online Shopping Scam) และการปลอมเป็นคอลเซ็นเตอร์ (Call Center Scam)
กล่าวโดยสรุปคือ เพื่อให้พวกเราผ่านการหลอกลวงของแก๊งสแกมเมอร์ไปด้วยกันอีกปี ทุกคนต้องไม่ลืมเปิดต่อม ‘เอ๊ะ?’ อย่าเชื่อใจคนแปลกหน้าเร็วเกินไป อย่ากดลิงก์หรือโอนเงินโดยไม่ตรวจสอบ และให้รีบติดต่อธนาคารเพื่อระงับบัญชีและธุรกรรม พร้อมแจ้งความทันทีหากสงสัยว่าตัวเองถูกล่อลวง
เหตุการณ์ที่ยกมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 2568 ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ทั้งสะเทือนขวัญและสะท้อนอะไรบางอย่างในสังคม ทั้งการทรุดตัวของการก่อสร้าง สภาพภูมิอากาศที่แปรผัน และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง