“เวลาเราขับรถจอดติดไฟแดงแถวแยกอโศก แยกพระราม 9 มองขึ้นไปเห็นตึกสูงๆ แล้วรู้สึกน้อยใจว่า เรากำลังเป็นแค่ฟันเฟืองตัวเล็กๆ ทำงานเป็นไรเดอร์ เป็น รปภ. เป็นแม่บ้าน คอยอำนวยความสะดวกให้คนที่อยู่บนตึกสูงเหล่านั้นสบายขึ้น แต่ชีวิตและความเป็นอยู่ของเราไม่ได้ดีขึ้นเลย”
รายได้ที่ต่ำ แหล่งงานมีจำกัด และเหตุการณ์ความไม่สงบที่ยืดเยื้อ กำลังผลักให้คนจากสามจังหวัดชายแดนใต้เดินทางเข้า กทม. มากขึ้น
ซัยฟูดิน สุหลง หนึ่งในผู้ที่เคยใช้ชีวิตเป็นไรเดอร์ในเมืองหลวง เล่าถึงช่องว่างของโอกาสระหว่างบ้านเกิดกับกทม.ฯ แต่วันนี้คุณภาพชีวิตก็ยังย่ำอยู่กับที่ หลังรอคอยการแก้ปัญหามานานกว่า 20 ปี
เกิดอะไรขึ้น? ทำไมคนสามจังหวัดถึงแห่มาเป็นไรเดอร์ในกทม.
ซัยฟูดิน สุหลง ชาวสามจังหวัดชายแดนใต้ ผู้ตัดสินใจเดินทางเข้าเมืองกรุงเพื่อหาโอกาสทางรายได้ สำหรับเขา การเดินทางเข้ากทม.ฯ เพื่อหางานทำไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีกระแสเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังการระบาดของ COVID-19 ซึ่งกระทบต่อธุรกิจและการจ้างงานในพื้นที่ ปัจจุบันแทบทุกหมู่บ้าน จะต้องมีคนเดินทางไปทำงานในกทม.ฯ หรือไม่ก็มาเลเซีย
คนที่ออกจากพื้นที่มีตั้งแต่นักศึกษาจบใหม่ไปจนถึงวัยทำงานอายุ 40-50 ปี บางส่วนเป็นนักศึกษาที่เดินทางมาทำงานช่วงปิดเทอม เข้ามาประกอบอาชีพที่หลากหลาย ทั้งงานบริการ งานรับจ้างรายวัน พนักงานรักษาความปลอดภัย แม่บ้าน ไปจนถึงอาชีพไรเดอร์ ซึ่งเป็นแรงงานแพลตฟอร์มที่ได้รับค่าตอบแทนค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับศักยภาพในพื้นที่สามจังหวัด
แม้ค่าครองชีพไม่สูงเท่ากทม.ฯ แต่ค่าแรงก็น้อยนิด ร้านค้าบางแห่งจ่ายค่าจ้างเพียงวันละ 150-200 บาท ซึ่งต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย แม้นายจ้างจะแจ้งอัตราค่าจ้างให้ทราบแล้ว แต่คนจำนวนไม่น้อยก็ต้องยอมรับเงื่อนไข เพราะไม่มีงานให้เลือกมากนัก
“ลำพังแค่ใบปริญญามันไม่ได้การันตีว่าจะได้งาน บางคนจบปริญญาโทก็ยังตกงาน” เขาระบุ การเป็นแรงงานอิสระอย่างไรเดอร์ ที่ทำมากก็ได้มาก แถมไม่จำกัดวุฒิการศึกษา จึงถูกบอกต่อในกลุ่มวัยรุ่นและคนวัยทำงานในพื้นที่สามจังหวัด ว่าเป็นงานที่เริ่มต้นได้เร็วและสร้างรายได้มากกว่า คนในพื้นที่จำนวนมากจึงพากันขึ้นมาที่กทม.ฯ ทำงานเป็นไรเดอร์ เพื่อหาเงินเก็บเล็กๆ น้อยๆ ให้พอส่งที่บ้านได้
ฟันเฟืองตัวหนึ่งในเมือง
“ผมเคยร้องไห้ตอนขับไรเดอร์ เพราะต้องห่างลูกเมียไปอยู่คนเดียว” ซัยฟูดินเล่าย้อนประสบการณ์ในวันที่ต้องเข้ามาทำงานในเมืองเพียงลำพัง
“เวลาเราขับรถจอดติดไฟแดงแถวแยกอโศก แยกพระราม 9 มองขึ้นไปเห็นตึกสูงๆ แล้วรู้สึกน้อยใจว่า เรากำลังเป็นแค่ฟันเฟืองตัวเล็กๆ ทำงานเป็นไรเดอร์ เป็น รปภ. เป็นแม่บ้าน คอยอำนวยความสะดวกให้คนที่อยู่บนตึกสูงเหล่านั้นสบายขึ้น แต่ชีวิตและความเป็นอยู่ของเราไม่ได้ดีขึ้นเลย”
“ผมเชื่อว่าพี่น้องจากอีสานหรือภาคเหนือที่เข้ามาทำงานในกทม.ฯ ก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน และอดคิดไม่ได้ว่า ทำไมความเจริญและพัฒนาเหล่านี้ถึงไม่ถูกกระจายไปทั่วถึงที่บ้านเกิดเราบ้าง”
ซัยฟูดินจากบ้านเกิด มาทำงานเป็นไรเดอร์ในกทม.ฯ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ก่อนจะกลับยะลาในเดือนตุลาคม 2568 เขาเปรียบเทียบว่า หากขับในกทม.ฯ เพียงวันละ 4-5 ชั่วโมง อาจมีรายได้ 400-700 บาท และเมื่อรวมเงินจูงใจจากแพลตฟอร์มอาจแตะถึง 1,000 บาท ส่วนใครที่ขยันหน่อย ทำงานตั้งแต่เช้าถึงค่ำอาจมีรายรับ 1,500-2,000 บาทต่อวัน
ในยะลา ค่ารอบขั้นต่ำของแพลตฟอร์มที่เขาขับอยู่ที่ประมาณ 16 บาท ไรเดอร์บางคนทุ่มทำงานมากกว่า 10 ชั่วโมง ก็ยังมีรายรับเพียง 600-700 บาท ขณะที่บางวันเขาขับรถตั้งแต่สิบโมงเช้าถึงบ่ายสองโมง ได้เงินเพียงกว่า 100 บาท ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดของงานและขนาดเศรษฐกิจในกทม.ฯ ใหญ่กว่ายะลามาก
ความแตกต่างของขนาดเศรษฐกิจนี้ ทำให้คนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งไม่สามารถใช้ทักษะที่เรียนมาได้อย่างเต็มที่ อย่างซัยฟูดินซึ่งจบครุศาสตร์อิสลามจากประเทศอินโดนีเซีย เคยทำงานสอนหนังสือด้วยค่าตอบแทนเพียงเดือนละ 3,000-5,000 บาท ซึ่งแน่นอนว่าไม่คุ้มแรง เขาเอ่ยเสียดายที่เยาวชนเก่งๆ ในพื้นที่ที่เรียนจบสูง ต้องหันมาขับไรเดอร์ เพียงเพราะไม่มีงานในพื้นที่รองรับ ไม่ใช่เพราะว่างานไรเดอร์ไม่ดี แต่ทุกคนควรได้มีโอกาสที่จะ ‘เลือก’ งานที่เขาอยากทำ
ปัญหาไฟใต้ส่งผลต่อการตัดสินใจออกจากบ้านเกิดอย่างไร?
ในมุมของซัยฟูดิน การจากบ้านเกิดเพื่อไปหาโอกาสในเมืองใหญ่ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะปัญหาปากท้อง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความไม่ปลอดภัยและเหตุการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่สามจังหวัดก็มีส่วนสำคัญ บางคนตกงาน บางคนรู้สึกไม่ปลอดภัย ขณะที่บางครอบครัวเป็นฝ่ายขอให้ลูกหลานไปอยู่กทม.ฯ เพราะเห็นว่าปลอดภัยและมีโอกาสที่ดีกว่า
เหตุการณ์ความไม่สงบยังส่งผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง เมื่อเกิดเหตุ ร้านค้าและตลาดจะเงียบลงต่อเนื่องหลายวัน นักลงทุนก็ไม่กล้ามาลงทุน และนักท่องเที่ยวก็หวาดกลัวและไม่กล้าเข้ามาในพื้นที่ แม้สามจังหวัดชายแดนใต้จะมีต้นทุนด้านธรรมชาติ อาหาร และวัฒนธรรม รวมถึงมีศักยภาพเป็นจุดเชื่อมต่อทางการค้ากับมาเลเซียก็ตาม
เขาได้ยกตัวอย่างอำเภอสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ซึ่งในอดีตเคยเป็นเมืองท่องเที่ยวที่คึกคัก แต่หลังเผชิญเหตุรุนแรงหลายครั้ง ปัจจุบันพบอาคารและบ้านว่างให้เช่าจำนวนมาก ธุรกิจที่อยู่ไม่ได้ยิ่งทำให้คนไม่กล้าคิดริเริ่มสิ่งใหม่ และหันไปมองหาโอกาสนอกพื้นที่แทน เช่นเดียวกันกับเขาและหลายคนที่ตัดสินใจเข้าเมืองกรุงฯ
ข้อมูลของสภาพัฒน์ชี้ว่า เศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดนมีขนาดเล็ก และเผชิญกับภาวะความยากจนที่รุนแรง โดยทั้งสามจังหวัดมีสัดส่วนคนจนประมาณ 18% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ 5.3 เท่า ขณะที่คุณภาพการศึกษา การเรียนต่อระดับมัธยมปลาย และทักษะแรงงานยังเป็นปัญหาสำคัญอีกด้วย
ส่วนเหตุการณ์ไม่สงบที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2547 รายงานจากธนาคารโลกชี้ว่า ความขัดแย้งที่ยังดำเนินอยู่ในชายแดนใต้ ส่งผลต่อความเครียดหรือสุขภาพจิต ส่วนหนึ่งยังส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงการศึกษา งาน และบริการพื้นฐาน ประกอบกับภาวะรายได้ต่ำและความยากจนในพื้นที่ จึงทำให้คนจำนวนหนึ่งขาดโอกาสพัฒนาทักษะหรือใช้ศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่
อย่างไรก็ตาม ซัยฟูดินเชื่อว่าเหตุการณ์หลายกรณียังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุ เขาเห็นว่าทั้งรัฐและขบวนการ BRN ควรกลับเข้าสู่การเจรจาพูดคุยเพื่อหาทางออกอย่างจริงจัง เพราะผู้ที่รับผลกระทบโดยตรงคือประชาชนทั่วไป
สิ่งที่เขากังวลมากกว่าคือ การสื่อสารบนโลกออนไลน์ที่ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาสร้างอคติและความเกลียดชังคนในสามจังหวัด หรือการเหมารวมคนมุสลิมในพื้นที่ว่าเห็นด้วยกับขบวนการหรือความรุนแรง ทั้งที่คนส่วนใหญ่เพียงต้องการใช้ชีวิตตามปกติ เขาเห็นว่าการโจมตีด้วยอคติอาจยิ่งทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น โดยที่เสียงของคนในพื้นที่ยิ่งถูกละเลย กลายเป็นการซ้ำเติมกันเอง
รัฐส่วนกลางมองการพัฒนาพื้นที่อย่างไร?
สามจังหวัดชายแดนใต้มีจุดแข็งหลายประการ ทั้งภาษา ความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม และอัตลักษณ์มลายูที่ชัดเจน ตลอดจนมีชุมชนไทย จีน และมลายูอาศัยร่วมกัน ในแง่หนึ่ง มันจึงเป็นพื้นที่ที่รุ่มรวยวัฒนธรรมมาก และผู้คนก็มีศักยภาพมากด้วยเช่นกัน
ถึงอย่างนั้น โครงการพัฒนาจากส่วนกลางหลายโครงการยังไม่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของชุมชน ซัยฟูดินเห็นว่า ผู้มีอำนาจตัดสินใจอย่างผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่ได้เป็นคนในพื้นที่ จึงอาจมองสามจังหวัดชายแดนใต้ด้วยกรอบเดียวกับภูมิภาคอื่น
เขาตั้งข้อสังเกตว่า โครงการขนาดใหญ่บางประเภท เช่น นิคมอุตสาหกรรม เหมือง หรือเขื่อน อาจเอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุนมากกว่าชาวบ้าน อีกทั้งอาจกระทบต่อทรัพยากรที่คนในชุมชนต้องพึ่งพา อย่างล่าสุดมีข้อเรียกร้องจากประชาชนในพื้นที่ให้ยุติโครงการเขื่อนกรงปินัง จ.ยะลา เนื่องจากกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต และชุมชนริมน้ำที่มีมาแต่เดิม
ข้อเสนอของเขาเคือ การนำทุนทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ อาหาร และวัฒนธรรมมาต่อยอด โดยให้ชุมชนมีบทบาทบริหารจัดการ เช่น พัฒนาแหล่งน้ำตกเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว หรือตลาดชุมชน เพื่อให้รายได้หมุนเวียนอยู่ในท้องถิ่น แทนการดึงทุนใหญ่เข้ามา โดยที่ไม่เห็นว่าประชาชนคนในพื้นที่จะได้ประโยชน์อย่างไร
“ (รัฐ) ควรนำทรัพยากรและความอุดมสมบูรณ์ในท้องถิ่นมาสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนในพื้นที่ เพื่อให้พวกเขาทำมาหากินอยู่บ้านเกิดได้ โดยไม่ต้องอพยพไปทำงานที่กทม.ฯ” ซัยฟูดิน ระบุ
ด้านการศึกษา เขาต้องการให้ปรับหลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์เด็กในพื้นที่มากขึ้น รวมถึงเพิ่มค่าตอบแทนให้ครูในโรงเรียนบางแห่ง ซึ่งปัจจุบันอาจได้รับเพียงเดือนละ 5,000-7,000 บาท ขณะเดียวกัน ผู้ที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศยังเผชิญปัญหาการเทียบวุฒิ แม้จะเรียนในสาขาสามัญอย่างแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ หรือการบิน ก็จะช่วยให้พวกเขามีโอกาสให้เลือกใช้ชีวิตในบ้านเกิดมากขึ้น
ความหวังที่จะได้ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายที่บ้านเกิด
ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ในการรับรู้ของซัยฟูดิน และคนในพื้นที่ต่างได้ยินคำมั่นเรื่องการแก้ปัญหาจากหลายรัฐบาล แต่ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ความหวังต่อกลไกการเมืองและรัฐจึงค่อยๆ ลดลง ส่วนตัวเขาเลือกติดตามการเมืองน้อยลงและหันมาให้ความสำคัญกับการทำงานหาเลี้ยงครอบครัวมากกว่า
ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังเห็นความมุ่งมั่นของคนรุ่นใหม่ในสามจังหวัดชายแดนใต้ พวกเขายังพยายามสร้างโอกาสด้วยตัวเอง หลายคนทำงานออนไลน์ ทำร้านเสื้อผ้ามือสอง หรือผันตัวไปเป็นยูทูปเบอร์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์กันมาก แม้แต่ข้าราชการก็มาขับไรเดอร์เป็นอาชีพเสริม เพราะรายได้จากงานประจำไม่เพียงพอ ทุกคนก็ยังดิ้นรนและพยายามเท่าที่ตัวเองพอจะมีแรงสู้
แม้กระทั่ง หลายคนที่จากบ้านไปหาโอกาสในเมืองใหญ่ พวกเขาก็ยังหวังที่จะเก็บเงินให้ได้สักก้อน ก่อนจะหอบหิ้วความฝันกลับมาเปิดกิจการและใช้ชีวิตที่บ้านเกิด เช่นเดียวกับชัยฟูดิน ที่กลับมาอยู่กลับภรรยาตามสัญญา หลังทำงานใน กทม. ครบหนึ่งปี พร้อมกับความฝันที่เรียบง่าย คือการมีงานที่ดี มีรายได้พอเลี้ยงครอบครัว และได้อยู่อาศัยอย่างปลอดภัย
แม้จะยอมรับว่าหมดหวังกับการแก้ปัญหาของภาครัฐไปพอตัว แต่เขายังมองเห็นว่าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่รุ่มรวยและมีศักยภาพ สามจังหวัดจะไปได้ไกลและมีโอกาสมากว่านี้ หากรัฐ ‘เชื่อใจ’ คนในพื้นที่ และสนับสนุนให้ชุมชนบริหารทรัพยากรของตัวเอง มากกว่าการกำหนดโครงการจากส่วนกลาง
อ้างอิงจาก