เคยสังเกตไหมว่า เวลาเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. การแข่งขันทางโยบายมักไม่ดุเดือดเท่าการเลือกตั้งระดับประเทศ ทั้งๆ ที่ กทม. น่าจะเป็นท้องถิ่นที่ได้รับการกระจายอำนาจมากที่สุดแห่งหนึ่ง
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ กทม. ไม่ได้มีอำนาจเต็มในการจัดการทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองของตัวเอง หลายเรื่องยังต้องรอหน่วยงานส่วนกลางขยับตัว อย่างเรื่องถนนหนทาง ที่มีหลายหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าภาพดูแล ทำให้ กทม. ไม่สามารถตัดสินใจหรือเดินหน้าแก้ปัญหาได้ทันที
ขณะเดียวกัน กฎหมายระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2528 ในยุคที่เมืองยังไม่ได้มีความซับซ้อนเท่าวันนี้ หลายคนจึงมองว่ากฎหมายฉบับนี้กลายเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้ กทม. ไม่สามารถยกระดับการทำงานหรือแก้ปัญหาให้คนเมืองได้อย่างเต็มศักยภาพ
The MATTER ชวนสำรวจว่า ปัญหาใกล้ตัวของคนกรุงเทพฯ แต่ละเรื่อง มีหน่วยงานไหนเกี่ยวข้องบ้าง และถ้าอยากให้เมืองจัดการตัวเองได้ดีขึ้น เราควรกระจายอำนาจแบบไหนให้ตอบโจทย์เมืองในปัจจุบัน

แท็กซี่-ตุ๊กตุ๊กจอดแช่ริมถนน ช่วยจัดการสักที
หลายคนอาจคิดว่า แค่รถแท็กซี่หรือตุ๊กตุ๊กจอดแช่เลนซ้าย รอรับผู้โดยสารจากสถานีรถไฟใหญ่ๆ เรื่องแค่นี้ผู้ว่าฯ กทม. น่าจะสั่งจัดการได้ทันที แต่ในความเป็นจริง การบริหารจัดการจราจรในกรุงเทพฯ ถูกแบ่งอำนาจออกเป็นหลายส่วน
กรุงเทพมหานคร มีหน้าที่เฉพาะการสร้างและดูแลถนน ทางเท้า รวมถึงติดตั้งสัญญาณไฟจราจร ขณะที่อำนาจในการบังคับใช้กฎหมายจราจร เช่น การออกใบสั่ง จับกุมรถจอดในที่ห้ามจอด ล็อกล้อ ยกรถ หรือการควบคุมการเปิด-ปิดสัญญาณไฟจราจร อยู่ภายใต้การดูแลของ กองบัญชาการตำรวจนครบาล
ส่วนคนที่กำกับดูแลรถสาธารณะอย่างแท็กซี่และตุ๊กตุ๊กคือ กรมการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขการออกใบอนุญาตและมาตรฐานการให้บริการ ด้วยเหตุนี้ทำให้การแก้ปัญหาจราจรจากรถสาธารณะที่จอดกีดขวางทางต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน แต่ปัญหานี้มันเกิดขึ้นที่หน้าบ้านของ กทม. หลายครั้งบางคนส่งเรื่องร้องเรียนไปยังสำนักงานเขต เขตก็จะรับเรื่องไว้ และส่งให้ตำรวจจัดการอีกที
ผู้ว่าฯ เจ้าขา เพิ่มสายรถเมล์ให้หน่อย
ไม่ว่าเมืองจะศิวิไลซ์ มีรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตาม รถเมล์ยังเป็นระบบขนส่งมวลชนที่เข้าถึงทุกซอกทุกมุมของเมืองกรุง ทั้งราคาที่ย่อมเยา เข้าถึงง่าย คนจากทุกชนชั้นในเมืองใหญ่ยังคงพึ่งพารถเมล์อยู่ทุกวัน แต่รถเมล์กลับไม่ตอบโจทย์การใช้งานของคนเมือง บางวันก็เจอรถขาดระยะ บางป้ายรถเมล์ก็ยัง track รถเมล์แบบ real-time ไม่ได้ รวมถึงปัญหารถเมล์ควันดำ และคนขับไม่ยอมจอดเข้าป้าย เป็นต้น
ผู้ว่าฯ กทม. กลับมีอำนาจจำกัดในการจัดการเรื่องนี้ เพราะระบบรถเมล์ รวมถึงรถสองแถว แท็กซี่ และตุ๊กตุ๊กส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมการขนส่งทางบกและกระทรวงคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเส้นทางเดินรถ การออกใบอนุญาตผู้ประกอบการ การกำหนดมาตรฐานรถ หรือการควบคุมค่าโดยสาร
ขณะที่ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เป็นผู้ให้บริการรถเมล์ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงคมนาคมอีกที ขณะที่ กทม. มีบทบาทเพียงการจัดการโครงสร้างพื้นฐานบางส่วน เช่น ป้ายรถเมล์ ทางเท้า และระบบ BRT ซึ่งปัจจุบันเหลือให้บริการเพียงเส้นทางเดียว (สาทร-ราชพฤกษ์)
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขสมก. เริ่มเปลี่ยนรถโดยสารบางส่วนเป็นรถ EV และมีการปรับปรุงเส้นทางเดินรถหลายครั้ง แต่การตัดสินใจสำคัญยังอยู่กับหน่วยงานส่วนกลาง ทำให้ กทม. ไม่สามารถออกแบบระบบขนส่งสาธารณะให้สอดคล้องกับความต้องการของคนเมืองได้อย่างเต็มที่
ขุดถนน ขุดฟุตบาท ใครเป็นเจ้าของเมืองนี้กันแน่?
แม้ กทม. จะเป็นผู้ดูแลถนนและทางเท้าจำนวนมาก แต่การไฟฟ้านครหลวงเป็นผู้รับผิดชอบโครงการนำสายไฟฟ้าลงดิน ส่วนการประปานครหลวงเป็นผู้ดูแลการวางและปรับปรุงท่อประปา ขณะที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมก็มีสิทธิขุดพื้นที่เพื่อวางโครงข่ายสื่อสารของตนเอง นอกจากนี้ ยังมีถนนบางสายที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมทางหลวงหรือกรมทางหลวงชนบทอีกด้วย
เมื่อแต่ละหน่วยงานได้รับงบประมาณและดำเนินโครงการคนละช่วงเวลา ถนนเส้นหนึ่งจึงถูกเวียนเจ้าภาพมาขุดแล้วขุดอีกอยู่ตลอดเวลา และหากงานก่อสร้างเกิดปัญหา กทม. ก็ไม่สามารถเข้าไปแก้ไขแทนเจ้าของโครงการได้โดยตรง
ทำไมกรุงเทพฯ ยังแก้ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เสียที?
ต้องเข้าใจก่อนว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาข้ามพรมแดน มีรายงานว่าการเผาพื้นที่แปลงเกษตรพืชเชิงเดี่ยวของกลุ่มทุนใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้านเป็นสาเหตุสำคัญของปรากฏการณ์ฝุ่นพิษที่เกิดขึ้น รวมถึงพื้นที่เมืองใหญ่ของกรุงเทพมหานครที่กักเก็บฝุ่นได้ง่าย ประกอบกับฝุ่นควันที่มาจากการจราจรในเมือง ทำให้ปัญหานี้มีหลายเลเยอร์ทับซ้อนกันอยู่ ต้นตอสำคัญของมลพิษจำนวนมากอยู่นอกเหนืออำนาจของ กทม.
กรุงเทพมหานคร มีอำนาจตรวจสอบรถยนต์บางประเภท ควบคุมกิจกรรมบางอย่างในพื้นที่ และออกมาตรการเฉพาะช่วงวิกฤต
แต่การกำกับดูแลรถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ และมาตรฐานไอเสียยานยนต์อยู่ในความรับผิดชอบของกรมการขนส่งทางบกและกระทรวงคมนาคม ขณะที่การควบคุมมลพิษจากโรงงานเป็นหน้าที่ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ส่วนการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศระดับประเทศอยู่ภายใต้กรมควบคุมมลพิษ และอาจจะเกี่ยวเนื่องไปถึงกระทรวงการต่างประเทศที่ต้องหารือกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยเช่นกัน แถมมลพิษที่มาจากการเผาในภาคเกษตรและมลพิษข้ามจังหวัด ยังอยู่นอกเขตอำนาจของ กทม. โดยสิ้นเชิง
ทุนจีนเต็มเมือง เอาอย่างไรต่อดี?
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ย่านห้วยขวาง พระราม 9 และพื้นที่โดยรอบ กลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ พร้อมกับการเติบโตของร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และธุรกิจบริการที่มุ่งตอบโจทย์ลูกค้าชาวจีนโดยเฉพาะ อย่างกรณีล่าสุดที่มีชาวจีนออกมาเปิดโปงร้านอาหารในย่านห้วยขวาง รับเฉพาะเงินหยวนเท่านั้น
การเข้าตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 สะท้อนให้เห็นว่า การขยายตัวของธุรกิจเหล่านี้บางส่วนอาจมาพร้อมข้อสงสัยเรื่องการใช้ ‘นอมินี’ หรือการให้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมายไทย พบพฤติกรรมน่าสงสัยหลายราย เช่น ผู้ถือหุ้นชาวไทยที่ไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจการที่ตัวเองถือหุ้นได้ บริษัทที่ไม่ส่งงบการเงินต่อเนื่องหลายปี
นอกจากนี้ ยังพบกรณีธุรกิจค้าปลีกที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่พบการขออนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าว ซึ่งเข้าข่ายการดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต
ปัญหาสำคัญคือ การกำกับดูแลธุรกิจทำนองนี้ไม่ได้อยู่ในอำนาจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่กระจายอยู่ในหลายองค์กร ตั้งแต่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น กรมการจัดหางานที่ตรวจสอบการทำงานของแรงงานต่างด้าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่ตรวจสอบสถานะการพำนักของชาวต่างชาติ ตำรวจที่รับผิดชอบการดำเนินคดีอาญา ไปจนถึงกรมสรรพากรที่ตรวจสอบเส้นทางการเงินและภาษี
ขณะที่กรุงเทพมหานคร แม้จะเป็นหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่โดยตรง กลับมีอำนาจจำกัดอยู่เพียงการตรวจสอบด้านอาคาร สุขลักษณะ ผังเมือง หรือใบอนุญาตประกอบกิจการบางประเภทเท่านั้น ไม่สามารถตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น สืบสวนคดีนอมินี หรือดำเนินคดีธุรกิจต่างด้าวได้โดยตรง ซึ่งเราก็จะเห็นกรณี สำนักงานเขตห้วยขวางติดสติกเกอร์รับรองร้านอาหารจีน ‘ร้านนี้ได้รับอนุญาตจาก กทม. แล้ว’ ซึ่งเป็นการยืนยันในแง่ของสุขลักษณะและความปลอดภัยเท่านั้น
หลายปัญหาของเมือง ยังไม่ใช่เรื่องของ กทม. อีกหรือ?
ยังมีอีกหลายเรื่อง ที่ดูจะเป็นเรื่องหน้าบ้าน ปัญหาใกล้ตัว แต่ กทม. ไม่สามารถจัดการเองได้ทั้งหมด เช่น ปัญหาคนไร้บ้าน พื้นที่รกร้างใต้ทางด่วน ภาษีโรงแรม ย่านธุรกิจกลางคืน ปจนถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างราชการที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน และอาจไม่สอดคล้องกับความท้าทายของเมืองในปัจจุบัน สามารถอ่านรายละเอียดข้อเสนอของ กทม. ในด้านอื่นๆ ได้ที่นี่
ความคืบหน้าล่าสุด กทม. ได้เสนอร่างกฎหมายต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เพื่อพิจารณาในหลักการ ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของกระทรวงมหาดไทยและคณะรัฐมนตรีต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวต่อสาธารณะ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเสนอร่างแก้ไขกฎหมายกรุงเทพฯ ได้ ที่นี่
หัวใจสำคัญของการแก้กฎหมายครั้งนี้อยู่บน 3 แกนหลัก ได้แก่ 1) งาน ที่มุ่งเพิ่มอำนาจให้ กทม. จัดการปัญหาในพื้นที่ได้มากขึ้น 2) เงิน ที่ต้องการปรับปรุงและเพิ่มช่องทางการจัดเก็บรายได้ของเมือง และ 3) คน ที่จะปรับโครงสร้างการบริหารใหม่ พร้อมกระจายอำนาจจากระดับเมืองลงสู่ระดับเขตให้มากกว่าเดิม
เลือกตั้งครั้งนี้ มีโจทย์ใหญ่รออยู่ 4 ปีต่อจากนี้ กรุงเทพฯ จะกลายเป็นเมืองที่ตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัยทุกคนในเมืองได้อย่างไร ควรมีอำนาจในการกำหนดอนาคตของตัวเองมากแค่ไหน และประชาชนจะมีส่วนร่วมออกแบบเมืองที่ตัวเองอาศัยอยู่ได้อย่างไร
อ้างอิงจาก