#สั่งฟ้องสว เป็นเสียงเรียกร้องสำคัญที่ประชาชนต้องการส่งถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลังมีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี 2567 ซึ่งมีหลายพฤติการณ์ที่ชี้ว่าผู้สมัคร สว. บางส่วนมีการฮั้วกันเป็นขบวนการ
จนถึงตอนนี้ เวลาก็ล่วงเลยมาแล้วกว่า 2 ปี และคาดว่าในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ กกต. จะลงมติพิจารณาสำนวนสำคัญ ซึ่งถูกส่งต่อมาจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ตามกรอบเวลา 12 สัปดาห์ที่ระบุไว้เมื่อ 9 มิถุนายน 2569
หาก กกต. มีมติไม่ส่งฟ้องคดีนี้ต่อศาลฎีกา คดีฮั้ว สว. ก็จะปิดฉากลง พยานหลักฐานและข้อมูลการสืบสวนสอบสวนทั้งหมด ก็จะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ
บทความนี้ The MATTER จะพาทุกคนไปย้อนดูหลักฐานชิ้นสำคัญที่ iLaw และ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นำมาเปิดเผย เพื่อร่วมหาคำตอบไปด้วยกันว่า “หลักฐานชัดขนาดนี้ กกต. ยังจะไม่สั่งฟ้องอีกหรอ?”
ย้อนไทม์ไลน์ คดีฮั้ว สว. ที่ถูกเตะถ่วงมา 2 ปี
ในปี 2567 มีการเปิดรับสมัครเลือกตั้ง สว. โดยใช้ระบบ ‘แบ่งกลุ่มอาชีพ’ และ ‘เลือกกันเอง’ ด้วยเงื่อนไขที่ผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด อายุ 40 ปีขึ้นไป และมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปีแล้ว (มีให้เลือก 20 กลุ่ม) พร้อมค่าธรรมเนียมการสมัคร 2,500 บาทต่อคน
ปลายเดือนพฤษภาคม 2567 กกต. ประกาศตัวเลขผู้สมัครรับเลือกเป็น สว. รวมทั้งสิ้น 48,117 คน ก่อนเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งในระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงการเลือกระดับประเทศ ในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 เพื่อสรรหา สว. จำนวน 200 คน
ในการเลือกรอบระดับประเทศช่วงบ่าย (เลือกไขว้) พบว่า มีผู้สมัคร สว. บางส่วนนำเอกสาร ‘โพย’ เข้าไป ทั้งที่มีการประกาศล่วงหน้าอย่างชัดเจนว่าห้ามนำเอกสารใดๆ เข้าไปในรอบนี้ ทั้งยังพบว่ามีบัตรเลือกตั้งที่มีการเขียน ‘เบอร์ผู้สมัคร’ และมี ‘ลำดับ’ ตรงกันหลายใบ นำมาสู่การตั้งคำถามถึงกระบวนการฮั้วที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้
3 กันยายน 2567 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับคำร้องสอบสวนทุจริตการเลือก สว. 3 กรณี จากการพบเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ข้อพิรุธในกระบวนการในการเลือก และการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งดีเอสไอได้แจ้ง กกต. ว่าได้รับเรื่องไว้สอบสวน ก่อนจะรับเป็นคดีพิเศษ ความผิดฐานฟอกเงินวันที่ 6 มีนาคม 2568
18 มีนาคม 2568 ที่ประชุม กกต. มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 โดยมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการสำนำงาน กกต. เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดีการทุจริตการเลือก สว. 2567
14 พฤษภาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ‘เอกฉันท์’ สั่งให้ ทวี สอดส่อง หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เฉพาะในฐานะผู้กำกับดูแล DSI และรองประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ
17 กรกฎาคม 2568 คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 มีมติส่งเรื่องให้ กกต. พิจารณาดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน แบ่งเป็น สว. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ จำนวน 138 คน และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยรวมถึงเครือข่ายอีก 91 คน รวม 229 คน
29 สิงหาคม 2568 แพทองธาร ชินวัตร พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรีตามมติศาลรัฐธรรมนูญ 6 ต่อ 3 ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย กระทั่งวันที่ 5 กันยายน 2568 อนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี
16 กันยายน 2568 กกต. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เพื่อรับไม้ต่อพิจารณาคดีโกงเลือก สว.จากคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26
12 มีนาคม 2568 คณะอนุฯ ชุดที่ 36 มีมติให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิด โดยระบุว่าการนำโพยเข้าคูหาไม่ผิด ซึ่งความเห็นส่วนนี้ของคณะอนุกรรมการฯ จะต้องถูกส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ เพื่อพิจารณาชี้ขาดวินิจฉัยต่อไป
9 มิถุนายน 2569 สำนักงาน กกต. เผยแพร่เอกสารชี้แจงความคืบหน้าว่า ได้เริ่มมีการพิจารณาสำนวนดังกล่าวอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อ 8 มิถุนายน 2569 โดยกำหนดให้มีการประชุมทุกวันจันทร์เป็นวาระเฉพาะ เพื่อพิจารณาสำนวนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน และวางกรอบการดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายใน 12 สัปดาห์ คาดว่าจะเสร็จในเดือนสิงหาคม 2569
22 กรกฎาคม 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเรื่องเตรียมฟ้องหมิ่นประมาทกับ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ที่กล่าวหาบุคคลจากพรรคภูมิใจไทย 9 คน ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. โดยมีชื่ออนุทินรวมอยู่ด้วย
อย่างไรก็ตาม iLaw และ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยังคงนำหลักฐานบางส่วนมาเปิดเผยต่อสาธารณะชนทั้งบนสื่อสังคมออนไลน์ และกิจกรรม ‘เจาะลึกหลักฐานคดี สว. ภาคพิเศษ: เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน’ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ห้อง 607 รัฐสภา ซึ่ง The MATTER ได้เลือกมา 4 หลักฐานสำคัญ ดังนี้

ระเบียบไม่ชัดเจน? กรณี ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 10
ในการสมัคร สว. กลุ่มอาชีพ พบว่ามีการให้คำนิยามไม่ชัดเจนเกี่ยวกับ ‘กลุ่ม 10’ ซึ่งหมายถึงกลุ่มประกอบกิจการอื่นนอกจากกิจการตาม ‘กลุ่ม 9’
โดยกลุ่ม 9 ถูกเรียกสั้นๆ ว่า กลุ่ม SMEs และเป็นที่เข้าใจว่าเป็นกิจการค้าขายหรือให้บริการขนาดไม่ใหญ่มาก ซึ่งมีคำนิยามอยู่ตามกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ.2562 โดยกำหนดไว้ ดังนี้
- วิสาหกิจขนาดย่อม ได้แก่ กิจการผลิตสินค้าที่มีจำนวนการจ้างงานไม่เกิน 50 คน หรือมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 100 ล้านบาท กิจการให้บริการ ค้าส่ง ค้าปลีก ที่มีจำนวนการจ้างงานไม่เกิน 30 คน หรือมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 50 ล้านบาท
- วิสาหกิจขนาดกลาง ได้แก่ กิจการผลิตสินค้าที่มีจำนวนการจ้างงาน 50-200 คน หรือมีรายได้ต่อปี 100-500 ล้านบาท กิจการให้บริการ ค้าส่ง ค้าปลีก ที่มีจำนวนการจ้างงาน 30-100 คน หรือมีรายได้ต่อปี 50-300 ล้านบาท
ทั้งนี้ กิจการที่ไม่มีลูกจ้างเลย มีเจ้าของทำงานของตัวเองก็ยังอยู่ในขอบข่ายจำนวนการจ้างงาน ‘ไม่เกิน’ 50 คน และถือเป็น SMEs
ดังนั้น ผู้ที่จะสมัครในกลุ่มที่ 10 ได้ ต้องเป็นผู้ประกอบกิจการที่ใหญ่กว่า SMEs คือ กิจการผลิตสินค้าที่มีจำนวนการจ้างงานเกิน 200 คน หรือมีรายได้ต่อปีเกิน 500 ล้านบาท และกิจการให้บริการ ค้าส่ง ค้าปลีก ที่มีจำนวนการจ้างงานเกิน 100 คน หรือมีรายได้ต่อปีเกิน 300 ล้านบาท

cr. iLaw
เมื่อดูรายละเอียดของผู้สมัคร สว. ในกลุ่มที่ 10 และผ่านการคัดเลือก 2 คนจากจังหวัดอำนาจเจริญทั้งคู่ คือ สมพาน พละศักดิ์ มีอาชีพค้าขายก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ และ แดง กองมา มีอาชีพขายหมูและร่วมพัฒนาตลาด ตามที่ปรากฏในเอกสาร สว.3 ของทั้งสองคน
นำมาสู่ข้อสงสัยว่าการขาย ‘ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ’ และ ‘หมูในตลาด’ โดยปกติแล้วจะมีการจ้างงานจำนวนมากกว่า 200 คน หรือมีรายได้ต่อปีเกิน 300 ล้านบาทหรือไม่ ซึ่ง กกต. ควรทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ทั้งสองคนชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานว่า เป็นผู้ประกอบกิจการที่เข้าข่ายสมัครในกลุ่มที่ 10
นันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากร จากเครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้กรณีของ สว. ทั้งสองคน ยังพบผู้เขียนประวัติการทำงานว่า ‘แข่งเรือประเพณี’ แต่สมัครในกลุ่ม 10 จำนวน 5 คน และมีผู้สมัคร สว. อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ ที่สมัคร สว. กลุ่ม 9 ระบุอาชีพเย็บผ้า 5 คน หรือผู้สมัครบางคนก็ไม่เขียนรายละเอียดในใบ สว. 3 เลย
เหล่านี้นำมาสู่การตั้งคำถามต่อ กกต. ว่าได้มีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครจริงหรือไม่ และสะท้อนถึงความหละหลวมที่ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนตั้งแต่แรก
หลักฐานกล้องวงจรปิดในรอบเลือกไขว้ พบมีการนำโพยเข้า แต่ กกต. ไม่ดำเนินการใดต่อ
พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า อีกหนึ่งระเบียบ กกต. ที่กลายเป็นช่องนำไปสู่การโกงได้ คือ การกำหนดให้ผู้สมัคร สว. ใช้หมายเลขประจำตัวหมายเลขเดียวกัน สำหรับทั้งการโหวตในรอบเช้า (รอบเลือกกลุ่มอาชีพตนเอง) และการโหวตในรอบบ่าย (รอบเลือกไขว้) ทำให้ขบวนการโกง สว. ดำเนินการได้สะดวกขึ้น
นำมาสู่การสร้าง ‘โพยใบสั่ง’ ที่ถูกใช้ในขบวนการโกง สว. และกลายเป็นตารางหมายเลขผู้สมัคร 20 กลุ่ม เพื่อกำหนดว่าหากผู้สมัครที่อยู่ในขบวนการถูกจับสลากให้ไปโหวตไขว้กับกลุ่มใด ก็ต้องกาให้กับผู้สมัคร 5 คนใดในกลุ่มนั้น
นอกจากนั้น ยังมีพยานบุคคลระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ กกต. บางคนแจ้งผู้สมัคร สว. บางคนล่วงหน้าว่า ในการเลือกรอบบ่าย กกต. จะริบเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร สว. ที่ถูกใช้ในรอบเช้า (เอกสาร สว.3 ที่มีการเขียนโพยไว้ข้างใน) และจะมีการแจกเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร สว. ฉบับใหม่ ที่จะมีเฉพาะผู้สมัคร สว. ที่ผ่านเข้ามาในรอบบ่าย

cr. พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu
มีหลักฐานจากกล้องวงจรปิด เวลาประมาณ 18:30 น. มีการประกาศจาก กกต. อย่างเป็นทางการว่า ไม่ให้ผู้สมัคร สว. นำเอกสารใดๆ เข้ามาใช้ในการเลือกรอบบ่าย
เวลาประมาณ 19:00 น. เมื่อ กกต. เดินตรวจ กลับพบว่ามีผู้สมัคร สว. บางคนที่ยังคงมีเอกสารที่พกติดตัวเข้ามา โดยมีการพูดกับผู้สมัครว่า “ท่านคะ ใครมีโพยจะฝากไว้ไหมคะ… ท่านใดที่มีโพยฝากหนูได้นะคะ เขียนลงในเอกสารที่มีแจกให้ได้ค่ะ”
หลังจากริบเอกสารแล้ว กกต. กลับไม่ได้ดำเนินการใดๆ ต่อกับผู้สมัคร สว. การเลือกตั้งยังดำเนินต่อไป และ กกต. ก็ไม่เคยออกมาสื่อสารอย่างชัดเจนว่า เอกสารหรือโพยต่างๆ ที่ถูกริบเป็นจำนวนมากนี้ มีการตรวจสอบแล้วหรือยัง และเหตุใดจึงไม่ใช้อำนาจตามกฎหมาย พ.ร.ป. การเลือก สว. มาตรา 59 ในการสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือก ก่อนการประกาศผลการเลือก หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
โพยใบสั่ง ตัวเลข-ลำดับตรงกัน
อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่า การกำหนดหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร สว. ให้ตรงกันทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย ทำให้ขบวนการโกง สว. ดำเนินการได้สะดวกขึ้น ซึ่งนำมาสู่ ‘โพยใบสั่ง’

cr. พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu
พริษฐ์ วัชรสินธุ เปิดหลักฐานภาพบัตรเลือกตั้งที่มีการเขียน ‘ตัวเลข’ ใน ‘ลำดับ’ ที่ตรงกัน โดนพบรูปแบบที่ซ้ำกันดังต่อไปนี้
- ตรงกับโพย A: 65-111-36-123-1 เลขเหมือน 11 ใบ ลำดับตรงกัน 8 ใบ
- ตรงกับโพย B: 65-111-36-123-9 เลขเหมือน 9 ใบ ลำดับตรงกัน 7 ใบ
- ตรงกับโพย C: 65-111-36-123-39 เลขเหมือน 5 ใบ ลำดับตรงกัน 4 ใบ
- ตรงกับโพย D: 65-111-36-1-9 เลขเหมือน 5 ใบ ลำดับตรงกัน 3 ใบ
พริษฐ์ชี้ว่า กรณีนี้ กกต. ซึ่งแม้จะยังไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่ามีการทุจริตหรือไม่ แต่หากเป็นหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่าอาจมีการทุจริตเกิดขึ้น กกต. ก็มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้องไปที่ศาล เพราะมีกรณีก่อนหน้านี้ที่คดีการเลือกตั้ง สว. จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดชลบุรี ซึ่ง กกต. มีมติสั่งฟ้องไปที่ศาล จากข้อความในไลน์ที่มีการแลกคะแนนหรือจับคู่กันระหว่างผู้สมัคร ทั้งที่ไม่มีหลักฐานเรื่องการเสนอเงิน ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์อื่นๆ
หลักฐานเส้นทางการโอนเงิน
28 กรกฎาคม 2569 เฟซบุ๊กเพจ พริษฐ์ วัชรสินธุ โพสต์ภาพและข้อความเกี่ยวกับหลักฐานคดีโกง สว. สุราษฎร์ธานี และ หนองบัวลำภู มีรายละเอียด ดังนี้
iLaw เปิดหลักฐานเส้นทางการเงินของ สุบิน ศักดา ซึ่งคาดว่าเป็นทีมงานของ พิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย โดยมีหลักฐานการโอนเงินจากสุบินไปผู้สมัคร สว. ทั้งหมด 10 คน ยอดรวม 32,000 บาท ในช่วงวันที่ 15-16 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นช่วง 1 วันก่อนการเลือก สว. ระดับจังหวัด
เส้นทางการเงินที่ 2 เป็นของ สว.สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ผู้ได้คะแนนสูงสุดในกลุ่ม 13 ในการเลือกระดับประเทศ พบการโอนเงินผ่าน ภัณนิภา ผาสุข ที่พยานหลายคนแจ้งตรงกันว่าเป็นเลขาของสรชาติ ให้ผู้สมัคร สว. อีก 7 คน ยอดรวมทั้งหมด 553,600 บาท โดยยอดการโอนส่วนใหญ่เกิดขึ้นช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2567 ก่อนการเลือกระดับอำเภอและจังหวัด
ทั้งนี้ สว.สรชาติ ได้ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่มีกับ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเจ้าตัวได้ออกมาชี้แจงว่าเป็นเพื่อนกัน แต่ยืนยันว่าไม่เคยคุยกันเรื่องการเลือก สว.
6 สิงหาคม 2569 พริษฐ์ได้เปิดหลักฐานเส้นทางการเงินอีกครั้ง ซึ่งเป็นของ สว. แดง กองมา กับผู้สมัคร สว. อำนาจเจริญ 3 คน รวมถึงน้องสะใภ้ของ สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สส.เขต อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย
ก่อนการรับสมัคร สว. ช่วงวันที่ 1-5 พฤษภาคม 2567 ผ่องศรี สินเติม ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 14 อ.เมือง โอนเงินไปให้ แดง กองมา สว. กลุ่ม 10 อ.เมือง ยอดรวมทั้งหมด 29,313 บาท ก่อนที่ แดง กองมา จะโอนเงินไป ณัฐพัชญ์ ผดาวงศ์ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 7 อ.เมือง ยอด 6,000 บาท ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2567
หลังการเลือกระดับประเทศ พบเส้นทางการโอนเงินจาก สุพรรณษา วันทนียกุล ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 14 อ.เมือง ซึ่งเป็นน้องสะใภ้ของรัฐมนตรี สุขสมรวย วันทนียกุล ไปสู่ แดง กองมา ด้วยยอดเงิน 12,300 บาท ในวันที่ 30 มิถุนายน 2567
อย่างไรก็ตาม วันนี้ (7 สิงหาคม 2569) สว.แดง กองมา ยังไม่ได้ชี้แจงใดๆ ต่อกรณีดังกล่าว และเพื่อความเป็นธรรม แม้มีการโอนเงินตามรายการดังกล่าวจริงก็ยังไม่สามารถสรุปได้ 100% ว่ารายการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการโกง สว. ซึ่งข้อครหานี้จะหายไปหากมีการตรวจสอบและชี้แจงที่โปร่งใส
ด้วยหลักฐานที่กล่าวมานี้ จะเห็นว่ามีเห็นสมควรที่นำมาสู่ข้อสงสัยว่าการเลือกตั้ง สว. เมื่อปี 2567 อาจมีการฮั้วหรือโกงเกิดขึ้น ซึ่ง กกต. เป็นผู้มีอำนาจในการสั่งฟ้องไปที่ศาล เพื่อให้การพิสูจน์การทุจริตนี้เกิดขึ้นในชั้นศาลต่อไป และไม่ใช่หน้าที่ของ กกต. ที่จะตัดสินไปก่อนว่า ‘ไม่ผิด’ แล้วพิจารณาว่าไม่มีเหตุให้สั่งฟ้องแต่อย่างใด
อ้างอิงจาก