“ถ้าเรามองไปรอบๆ จุฬาฯ เราสามารถตั้งคำถามได้ว่า การพัฒนาพื้นที่ของมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องเป็นแบบนี้จริงๆ หรือ?”
“ตอนนี้เรามีห้างสรรพสินค้ามากมาย ซึ่งหลายแห่งไม่ประสบความสำเร็จเลย แม้แต่โครงการ Block 33 ก็มีคนจองน้อยมากเพียงแค่ 20% จนสุดท้ายต้องชะลอโครงการส่วนที่เหลือออกไปอย่างไม่มีกำหนด” เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิชุมชนในพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ที่ผ่านมา เขาใช้เวลาร่วม 4 ปี คิดก่อการกับเครือข่ายนักศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตร์ทั้งในไทยและต่างประเทศ ร่วมกับผู้คนในชุมชน เพื่อเปลี่ยนเสียงบ่น ให้กลายเป็นจินตนาการที่จับต้องได้
เป็นไปไม่ได้ที่เมืองจะพัฒนาได้เพียงรูปแบบเดียว พวกเขาจึงพิสูจน์ด้วยการสร้างนิทรรศการที่แสดงให้เห็นถึงจินตนาการถึงเมืองในหลากหลายรูปแบบ บรรดานักศึกษายังบอกกับเราว่า นี่เป็นเพียงดราฟต์แรกของอนาคตที่เป็นไปได้นับไม่ถ้วน และเราจะไปได้ไกลกว่านี้ ขอแค่ยังเชื่อว่า ‘เรามีอำนาจที่จะกำหนดอนาคตของเมือง’
เมื่อพูดถึงสิ่งที่จุฬาฯ สร้าง
ก่อนจะพูดถึงเนื้อหาในนิทรรศการ ‘จุฬาฯ ที่ยังไม่ได้สร้าง’ เราชวนไปรู้จักก่อนว่าแล้ว ‘สิ่งที่จุฬาฯ สร้าง’ นั้นหมายถึงอะไร สำหรับ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิชุมชนในพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ยกตัวอย่างถึงสถานการณ์ในปี 2560 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปิดตัวแผนแม่บท Smart City สำหรับย่านสามย่าน โดยนำเสนอภาพของย่านเมืองสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมทันสมัย
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพลิกโฉมพื้นที่รอบมหาวิทยาลัยที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างยาวนาน ผ่านการบริหารจัดการที่ดิน การปล่อยให้สัญญาเช่าเดิมสิ้นสุด การรื้อถอนอาคารเดิม และการพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์แห่งใหม่ เป็นต้น
แต่เดิม สามย่านก่อร่างขึ้นจากชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีน พ่อค้าแม่ค้าแผงลอย นักศึกษา ผู้ใช้แรงงาน และวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน เมื่อการพัฒนาเมืองคืบหน้า อาคารพาณิชย์เก่าแก่ทยอยถูกรื้อถอน ขณะที่ผู้อยู่อาศัยจำนวนมากซึ่งปักหลักอยู่มายาวนานต้องย้ายออกจากพื้นที่ แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนั้น ศาลเจ้าแห่งหนึ่งซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่ามหาวิทยาลัย และผู้ดูแลรุ่นที่สี่ยังคงยืนหยัดอยู่ แม้ต้องเผชิญกับการรุกไล่ที่ดินเพื่อพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่
ในฐานะนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนติวิทย์ยอมรับว่า ตนไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี ศาลเจ้าแม่ทับทิม ตั้งอยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัย จนกระทั่งมีคนบอกกับตนเองว่า “ศาลเจ้ากำลังจะถูกรื้อ” และก็จำได้ว่าตัวเองถามกลับไปทันทีว่า “ที่ไหน? ศาลเจ้าอะไร?”
“ตอนนั้นผมเป็นนิสิตชั้นปีที่สาม เมื่อได้เดินทางไปยังศาลเจ้า จึงพบว่านั่นคืออาคารที่ผมเคยมองเห็นอยู่ไกลๆ ตั้งโดดเดี่ยวท่ามกลางลานจอดรถ ราวกับอยู่กลางพื้นที่รกร้าง ผมไม่เคยรู้เลยว่า อาคารที่ดูโดดเดี่ยวนั้น ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่มีชีวิต ผืนดินโดยรอบเคยเป็นที่ตั้งของบ้านเรือน ร้านค้าเล็กๆ สนามเด็กเล่น เหล่านี้คือวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน”

Photo Credit: Supanut Arunoprayote
อาจเพราะมองไม่เห็น หรือเพราะมหาวิทยาลัยปลูกต้นไม้ล้อมไว้จนบดบังสายตา แต่มากไปกว่าการมองไม่เห็นเชิงกายภาพ คือการหลงลืมไปว่าพื้นที่นี้เคยเป็นบ้านของผู้คนหลายพันครอบครัว ไม่เคยได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นชุมชนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มันถูกกำหนดชะตาไว้แล้วว่าจะต้องถูกรื้อถอน ในนามของความก้าวหน้า การศึกษา และการพัฒนา
แม้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะส่งเสริมแนวคิด CSR หรือ USR (แนวคิดที่เชื่อว่ามหาวิทยาลัยควรคิดคำนึงและรับผิดชอบต่อสังคม) แต่โครงการเหล่านี้กลับไม่ค่อยชวนให้นิสิตตั้งคำถามต่อผู้บริหาร ตลอดจนสถาปนิกว่า ใครบ้างที่ต้องหายไป เพื่อให้มหาวิทยาลัยดูทันสมัยขึ้น
“ถ้าเรามองไปรอบๆ จุฬาฯ เราสามารถตั้งคำถามได้ว่า การพัฒนาพื้นที่ของมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องเป็นแบบนี้จริงๆ หรือ? ตอนนี้เรามีห้างสรรพสินค้ามากมาย ซึ่งหลายแห่งไม่ประสบความสำเร็จเลย แม้แต่โครงการ Block 33 ก็มีคนจองน้อยมากเพียงแค่ 20% จนสุดท้ายต้องชะลอโครงการส่วนที่เหลือออกไปอย่างไม่มีกำหนด”
นิทรรศการ ‘จุฬา ที่ยังไม่ได้สร้าง: speculative chula’ จึงเชิญชวนผู้คนตั้งคำถามกับการพัฒนาพื้นที่ ว่ามันคือความก้าวหน้าจริงหรือไม่ แผนแม่บท Smart City หรือเมืองอัจฉริยะนั้นหมายถึงสิ่งใด และการประกาศว่าอะไรคือ ‘เมืองอัจฉริยะ’ อาจเป็นการตัดสินกลายๆ ไปแล้วหรือเปล่าว่าอะไรบ้างที่ ‘ไม่ใช่’ เมืองอัจฉริยะ ซึ่งน่ากังวลว่า นิยามของเมืองในฝันของผู้พัฒนานั้น มีชุมชนนับรวมอยู่มากน้อยเพียงใด
ลองให้ผู้คนจินตนาการ
จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อผู้คนในชุมชนถูกชวนให้จินตนาการถึงอนาคตของบ้านเกิดของพวกเขา?
ระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน 2569 นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศไทยได้ร่วมกันสำรวจคำถามนี้ ในฐานะอาสาสมัครจากหลากหลายสาขาด้านการออกแบบ พวกเขาตั้งต้นจากพื้นที่พิพาท 10 แห่งในย่านสามย่าน ศึกษาประวัติศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ รับฟังความทรงจำของผู้คน สังเกตสิ่งที่ยังคงดำรงอยู่ในปัจจุบัน และปล่อยให้จินตนาการเกิดขึ้นตามความหวังของผู้คน
เนติวิทย์ยืนยันว่า ข้อเสนอทุกชิ้นในนิทรรศการนี้เป็นเพียงก้าวแรกของจินตนาการอันหลากหลายของผู้คน ไม่ใช่บทสรุปหรือคำตอบสุดท้าย หากแต่เป็นการยืนยันว่าอนาคตของจุฬาฯ ยังอยู่ระหว่างการถกเถียง เปิดพื้นที่ให้ทุกคนเข้ามาอภิปรายและร่วมกำหนดทิศทางของเมือง แทนที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คน
นิทรรศการได้ยกตัวอย่าง 5 Scenarios หรือแปลไทยว่า ‘5 ฉากทัศน์’ หรือแปลเป็นไทยอีกทีคือ ‘5 ความเป็นไปได้’ ในการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งล้วนมีข้อพิพาท บ้างถูกจุฬาฯ รื้อถอน หรือไม่ก็แช่แข็งเอาไว้ เราขอหยิบยก 2 พื้นที่ที่มีความน่าสนใจ แห่งหนึ่งเป็นอัตลักษณ์เด่นคู่บารมีมหาวิทยาลัย นั่นคือ ‘ลานอนุเสาวรีย์ 2 รัชกาล’ ควบคู่กับอีกพื้นที่หนึ่งที่ถูกรื้อถอนไปแล้ว นั่นคือ ‘โบสถ์จีนเซเว่นท์เดย์แอ๊ดเวนตีส’ ซึ่งเป็นศาสนสถานคู่ชุมชนสามย่านมานานกว่า 50 ปี
‘พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์’ สองแห่งมีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์แตกต่างกัน และมีชะตากรรมท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเมืองในคนละรูปแบบ โดยแห่งหนึ่งยังคงมีบทบาทสำคัญในพิธีกรรมของมหาวิทยาลัยมาจนถึงวันนี้ ขณะที่อีกแห่งได้เลือนหายไปจากเมืองในนามของการพัฒนา เราได้พูดคุยกับตัวแทนของทีมศึกษาพื้นที่ ศิริกัญญา แกระหัน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ เนตรอัปสร กากแก้ว คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ศักดิและสิทธิของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
ความศักดิ์สิทธิ์ของอนุเสาวรีย์ 2 รัชกาล ยังคงถูกถ่ายทอดผ่านพิธีกรรมสำคัญของจุฬาฯ เช่น พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณของนิสิตใหม่ ตลอดจนการสักการะขอพรก่อนเริ่มต้นชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ภาพหนึ่งที่หลายคนอาจหลงลืม คือลานแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ชุมนุมของขบวนการนักศึกษาในอดีตอยู่หลายครั้ง แสดงให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้มีศักยภาพที่จะรองรับกิจกรรมสาธารณะและการมีส่วนร่วมของประชาชน มากกว่าการใช้งานทางพิธีการ
แต่ในความเป็นจริง ถ้าใครเคยเดินผ่านบริเวณนั้นจะรู้ว่ามันร้อนเอาเสียมากๆ ในตอนกลางวัน แทบไม่มีต้นไม้หรือร่มเงา จะเข้ามาทำกิจกรรมอะไรก็ดูไม่เหมาะ นอกเสียจากช่วงโพล้เพล้ที่จะเห็นการเล่นฟุตบอล ฟุตซอล รักบี้ และกิจกรรมกีฬาอื่นๆ อยู่ประปราย แต่นอกเหนือจากเวลานั้น ก็แทบไม่มีใครเข้ามาใช้งานอีกเลย

Photo Credit: Pattaratorn Bookerd, Sirikanya Kaerahan, Nateapson Kakaaew
เดินข้ามจากจุฬาฯ ฝั่งใหญ่ ไปฝั่งเล็ก พื้นที่ชุมชนสามย่านใกล้กับปั๊มน้ำมัน ปตท. เคยเป็นที่ตั้งสุสานของชุมชนมุสลิม ต่อมาชุมชนคริสต์ได้เช่าที่ดินและก่อตั้งโบสถ์ ชื่อว่า ‘โบสถ์จีนเซเว่นท์เดย์แอ๊ดเวนตีส’ และดำรงอยู่ยาวนานกว่า 50 ปี ผู้คนในชุมชนใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เข้ามาดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ค่อยๆ กลมกลืนเป็นผืนเดียวกับทัศนียภาพโดยรอบชุมชนสามย่าน
ปัจจุบันโบสถ์ถูกรื้อถอนออกไป สาเหตุหนึ่งเนื่องจากทางโบสถ์ไม่สามารถแบกรับค่าเช่าที่ทางจุฬาฯ ได้ เช่นเดียวกับอาคารพาณิชย์โดยรอบที่ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ทิ้งคำถามใหญ่ไว้ให้คนรุ่นหลังขบคิดกันต่อว่าเหตุใดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์หนึ่งถึงถูกแช่แข็งไว้ และอีกพื้นที่หนึ่งถึงถูกเบียดขับออกไป และถ้าเป็นไปได้ เราจะร่วมออกแบบพื้นที่นี้กันอย่างไรดี

Photo Credit: Pattaratorn Bookerd, Sirikanya Kaerahan, Nateapson Kakaaew
ทางออกหนึ่งที่ทีมศึกษามองเห็นหลังลงพื้นที่จริงและพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนในชุมชน พวกเขาเห็นว่าพื้นที่สาธารณะจะอยู่คู่ชุมชนได้ยาวนาน อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับบารมีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ผู้คนรอบพื้นที่มีทั้ง ‘ศักดิ์’ และ ‘สิทธิ’ ในการสร้างความหมายให้กับสถานที่มากเพียงใด ยิ่งคนธรรมดาอย่างเราๆ ได้ร่วมเป็นเจ้าของ ได้ใช้ และได้สร้างความทรงจำร่วมกัน พื้นที่นั้นก็ยิ่งมีความหมาย และมีอยู่ได้นานขึ้นเช่นกัน
“พื้นที่จะศักดิ์สิทธิ์ได้ น่าจะไม่ต้องมีคนมาบอก คนจะรับรู้ได้ด้วยพื้นที่ ด้วยบรรยากาศ เป็นความรู้สึกที่ผู้คนเชื่อมโยงได้ด้วยตัวเขาเอง เขาผูกพัน จนกลายเป็นพื้นที่ของเขา” เนตรอัปสร อธิบาย
เธอมองว่าแทนที่จะมองว่ามรดกทางประวัติศาสตร์ต้องคงสภาพเดิมไว้ ไม่เปลี่ยนแปลง ให้ลองคิดว่า พื้นที่เหล่านี้จะรองรับทั้งความทรงจำและวิถีชีวิตร่วมสมัยได้อย่างไร ยกตัวอย่างลานอนุเสาวรีย์ 2 รัชกาล ทางทีมได้เสนอให้ปรับลานประกอบพิธีให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่เป็นมิตร โดยไม่ลดทอนอัตลักษณ์ พวกเขาเสนอให้ย้ายตำแหน่งอนุสาวรีย์มาไว้จุดกึ่งกลางของสนามหญ้า เพิ่มทางเดิน ร่มเงา และอัฒจันทร์ขนาดเล็ก โดยหวังว่า พื้นที่สาธารณะแบบยืดหยุ่นจะทำให้ผู้คนได้มาพบปะกันง่ายขึ้น ชุมชนเข้ามาใช้พื้นที่ได้ และทำให้หน้าลานพิธีมีชีวิตชีวามากขึ้น โดยที่ยังรองรับพิธีกรรมสำคัญของมหาวิทยาลัยได้
“ตอนนี้คนเข้ามาไหว้พระรูปแล้วก็กลับ พื้นที่ลานกับพระรูปเหมือนถูกแยกออกจากกัน ทั้งที่จุฬาฯ บอกว่านี่คือพื้นที่สาธารณะ แต่กลับไม่มีอะไรที่เอื้อให้คนอยากใช้พื้นที่นั้นจริงๆ” เนตรอัปสรกล่าว

Photo Credit: Pattaratorn Bookerd, Sirikanya Kaerahan, Nateapson Kakaaew
ส่วนพื้นที่โบสถ์เก่า แทนที่จะสร้างอาคารโบสถ์ทดแทน โครงการเสนอการทำเกษตรในเมือง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับผืนดินกันใหม่ ทั้งอดีตสมาชิกชุมชนโบสถ์ ผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่ นิสิต และผู้มาเยือน สามารถปลูกพืชร่วมกันได้ เพื่อซ่อมเสริมสายสัมพันธ์ของคนในพื้นที่ไปพร้อมกับการระลึกถึงประวัติศาสตร์เดิม โดยกระถางปลูกก็ดัดแปลงเอาจากลังผลไม้ที่เป็นของที่พบเห็นได้ง่ายในชุมชน

Photo Credit: Pattaratorn Bookerd, Sirikanya Kaerahan, Nateapson Kakaaew
ศิริกัญญา เล่าให้ฟังว่า แรงบันดาลใจของข้อเสนอนี้ พบว่าหลังจากสมาชิกของโบสถ์ได้ย้ายออกไป พวกเขารู้สึกมีอิสระมากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องเผชิญแรงกดดันด้านค่าเช่าที่ดินเหมือนที่ผ่านมา แต่โจทย์สำคัญคือ คนในชุมชนที่เคยได้รับประโยชน์จากกิจกรรมของโบสถ์ ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือการศึกษา กลับรู้สึกว่าย่านแห่งนี้ค่อยๆ ไร้ชีวิตชีวาไป
“มันทำให้ผู้คนตั้งคำถามว่า ถ้าพื้นที่นี้จะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง มันจะเป็นแบบไหนได้บ้าง” ศิริกัญญากล่าว
กว่าจะสกัดออกมาเป็นคำถามนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยกรอบการพัฒนาพื้นที่ของมหาวิทยาลัยทำให้คนในชุมชนมองไม่เห็นความเป็นไปได้อื่นๆ เธอเชื่อว่าการทำให้ผู้คนกล้าจินตนาการถึงอนาคตของพื้นที่ ต้องเริ่มจากการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมคิดและออกแบบพื้นที่ของตนเอง ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยควรรับบทเป็นผู้อำนวย คอยหนุนเสริมความคิดของคนในชุมชน สู่ความเป็นไปได้จริง มากกว่าการกำกับว่าพื้นที่ควรพัฒนาไปในทิศทางใด
จินตนาการทั้งหลายในนิทรรศการอาจไม่มีวันถูกสร้างขึ้นจริง แต่สำหรับพวกเขา นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ หากอยู่ที่การตั้งคำถามและสร้างตัวอย่างของจินตนาการที่จับต้องได้ อาจช่วยให้ผู้คนมองเห็นว่าเมืองยังมีความเป็นไปได้อีกมาก และเราต่างมีอำนาจในการกำหนดทิศทางของเมืองโดยสมบูรณ์
ตราบใดที่มหาวิทยาลัยยังเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ชุมชนจะเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญที่จะทำให้นิสิตนักศึกษาได้เห็นภาพมากขึ้นว่า วิชาความรู้ที่เล่าเรียนมาจะนำไปสู่การสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้นได้อย่างไร