รู้หรือไม่ว่าในเดือนมีนาคม 2569 ประเทศไทยมีผู้ต้องขังจากคดีการเมืองสูงถึง 62 ราย ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่มีการชุมนุมของประชาชนในปี 2563 โดยเป็นผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ถึง 35 ราย โดยแบ่งประเภทผู้ต้องขังคดีการเมืองได้ดังนี้
📌ผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัว ‘ระหว่างการต่อสู้คดี’ อย่างน้อย 28 คน เป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 16 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน
📌ผู้ต้องขังที่ ‘คดีถึงที่สุด’ แล้วถูกคุมขังในเรือนจำ อย่างน้อย 34 คน หนึ่งในนั้นมีเยาวชนที่ถูกคุมขังในสถานพินิจฯ ตามคำพิพากษาของศาลเยาวชน โดยในอีก 33 คน ถูกคุมขังจากคดีตามมาตรา 112 จำนวน 19 คน

‘คดีสิ้นสุด’ พาสถิติผู้ต้องขังคดีการเมืองที่สูงขึ้นหลังปี 2563
การมีผู้ถูกคุมขังจากคดีการเมืองในเรือนจำถึง 62 ราย นับว่าทำลายสถิติการคุมขังผู้แสดงออกทางการเมือง โดยเพิ่มขึ้นจากเมื่อสิ้นปี 2568 ที่มีผู้ต้องขังอย่างน้อย 56 ราย ขณะที่ผู้ต้องขังสูงสุดในปี 2567 ช่วงเดือนเมษายนถูกคุมขังอย่างน้อย 46 ราย ในปี 2566 มีผู้ถูกคุมขังอย่างน้อย 37 ราย และในปี 2564-2565 มีผู้ถูกคุมขังอย่างน้อย 15 ราย และ 22 รายตามลำดับ
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้จำนวนยอดผู้ต้องขังในปัจจุบันเพิ่มขึ้น มาจากจำนวน ‘นักโทษเด็ดขาด’ ที่คดีสิ้นสุดแล้วถึง 34 ราย โดยส่วนใหญ่มีมูลเหตุจากการแสดงออกทางการเมืองในช่วงปี 2563 – 2565 เมื่อต่อสู้คดีมาจนถึงชั้นอุธรณ์หรือฎีกาก็มักถูกตัดสินโทษจำคุก
การรวบรวมข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า จำนวนผู้ต้องขังจากคดีที่สิ้นสุดแล้วมีลำดับเพิ่มขึ้น ดังนี้
- ปี 2565 อย่างน้อย 8 คน
- ปี 2566 อย่างน้อย 13 คน
- ปี 2567 อย่างน้อย 10 คน
- ปี 2568 อย่างน้อย 26 คน
- ปี 2569 อย่างน้อย 34 คน (ข้อมูล 18 มีนาคม 2569)
โดยโทษสูงสุดของคดีมาตรา 112 ตอนนี้ ยังคงเป็น บัสบาส-มงคล ถิระโคตร จากกรณีโพสต์เฟซบุ๊ก 27 โพสต์ ศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุก 46 ปี และยังมีอีกหนึ่งคดีที่อยู่ระหว่างฎีกาจากการโพสต์เฟซบุ๊ก 2 ข้อความ หากรวมโทษจำคุกสองคดีนี้ บัสบาสจะถูกคุมขังในเรือนจำถึง ‘50 ปี 6 เดือน’ ซึ่งขณะนี้เขามีอายุ 32 ปี
นอกจากนั้น ยังมีอีกหลายคดีที่มีมูลเหตุจากการชุมนุมในปี 2553 – 2558 ได้แก่ เมธี, เจ๋ง ดอกจิก และ สุข พลตื้อ คดีสืบเนื่องจากการชุมนุม นปช. ในปี 2553 และ กฤษดา, ยุทธนา และ มหาหิน จากการแสดงออกทางการเมืองในปี 2557-2558
.โดยมี 2 คน ที่ถูกตัดสินโทษ ‘จำคุกตลอดชีวิต’ คือ กฤษฎา จากคดีถูกกล่าวหาปาระเบิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ปี 2557 ช่วงการชุมนุม กปปส. และ สุข พลตื้อ คดีสืบเนื่องจากการชุมนุม นปช. ในปี 2553
ผู้ต้องขัง 28 ราย ไม่ได้ประกันตัวระหว่างสู้คดี
ขณะที่ผู้ต้องขังอีก 28 ราย ไม่ได้ประกันตัวระหว่างต่อสู้คดี เป็นผู้ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้น 1 ราย ระหว่างอุทธรณ์อย่างน้อย 11 ราย และระหว่างฎีกาอย่างน้อย 14 ราย โดยมีผู้ถอนประกันตัวเองในคดีมาตรา 112 เนื่องจากถูกคุมขังในคดีส่วนตัว 2 ราย คือ วรเวช และ แบงค์ ณัฐพล
ผู้ถูกคุมขังระหว่างต่อสู้คดีส่วนใหญ่ยังคงเป็นผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวน 16 คน จากการแสดงออกทางการเมืองหลังปี 2563 และผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน จากกรณีถูกกล่าวหาขัดขวางขบวนเสด็จ ในการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา63
โดยผู้พิพากษามักอ้างเหตุผลในการไม่ให้ประกันตัวว่า ‘คดีมีอัตราโทษสูง’ หรือ ‘เกรงว่าจะหลบหนี’ แม้จำเลยจะมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง บางคนเป็นเสาหลักของครอบครัว และไม่มีพฤติการณ์หลบหนีก็ตาม
‘ร่างกาย’ เป็นหนึ่งในเครื่องมือประท้วง เพื่อส่งเสียงจากเรือนจำ
การไม่ให้ประกันระหว่างต่อสู้คดีทำให้ผู้ต้องขังหลายคนพยายามแสดงออกโดยใช้ ‘ร่างกาย’ ของตัวเองในการสื่อสารข้อเรียกร้องเรื่อง ‘สิทธิในการได้รับประกันตัว’ สู่ภายนอก เช่น การอดน้ำ-อาหาร การฝืนตื่นประท้วง การกรีดเนื้อเพื่อทำสัญลักษณ์ตามร่างกาย
หลังปี 2564 ที่ เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ อดีตแกนนำกลุ่มราษฎร 2563 เขาได้ประกาศอดอาหารในเรือนจำครั้งแรกเมื่อ 15 มี.ค. 2564 เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีได้สร้างผลสะเทือนต่อนักกิจกรรมคนอื่นๆ ที่ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี โดยเฉพาะช่วงปี 2564-2567 ที่มีการอดอาหารในเรือนจำรวมอย่างน้อย 27 ครั้ง ซึ่ง
แม้จะเกิดเหตุการณ์เสียชีวิตของ บุ้ง-เนติพร เสน่ห์สังคม ในเดือนพฤษภาคม 2567 แต่การอดอาหารประท้วงยังคงเป็นเครื่องมือที่ผู้ถูกคุมขังเลือกใช้เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัว เช่น ขนุน-สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ ที่อดอาหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งได้รับการอภัยโทษและปล่อยตัวในเดือนสิงหาคม 2568
และขณะนี้ยังมีผู้ต้องอดอาหารประท้วงอยู่ในเรือนจำ คือ ฟ้า พรหมศร ที่อดอาหารตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2569 เพื่อเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมนักโทษทางความคิด
นอกจากนั้น ยังมีการใช้วิธีการอื่นๆ ในการประท้วง อย่างกรณีที่ของ เก็ท-โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ที่ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีตั้งแต่สิงหาคม 2566 ก่อนการพิจารณคดีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 เขาได้ถอดเสื้อนักโทษสีน้ำตาลออก ซึ่งแสดงให้เห็นรอยแผลจากการกรีดบริเวณหน้าอกเป็นตัวเลข “112” โดยเขาเคยเป็นหนึ่งในคนที่ใช้วิธี ‘อดอาหาร’ และ ‘ฝืนตื่น’ เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวในการคุมขังครั้งก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงหนึ่งในตัวเลขของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินคดีกับผู้ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เพราะยังมีอีกหลายคนที่ถูกตัดสินโทษแล้วแต่ยังอยู่ระหว่าง ‘รอลงอาญา’ หรือบางคนก็ตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองไป
และยังมีผลกระทบที่มองไม่เห็นอีกมากมาย เช่น บางคนเป็นเสาหลักของครอบครัว เป็นพ่อของลูกที่พึ่งเกิดได้ไม่กี่เดือน สูญเสียโอกาสที่จะอยู่ในช่วงชีวิตสุดท้ายของคนในครอบครัว หรือถูกคุมขังห่างจากบ้านหลายพันกิโลเมตร ซึ่งสะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมที่เลือกคุมขังผู้ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ได้พรากอะไรไปจากพวกเขาบ้าง
พวกเราในฐานะคนที่ยังอยู่ข้างนอกยังสามารถร่วมส่งกำลังใจให้ผู้ถูกดำเนินคดีในเรือนจำผ่านการร่วมเรียกร้องให้มีการปล่อยผู้ต้องขังเหล่านี้ อย่างน้อยคือผู้ถูกคุมขังระหว่างการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์-ฎีกา หรือการเขียนจดหมายเพื่อส่งข้อความให้พวกเขารับรู้ว่า “คนข้างนอกยังไม่ลืม” และจะยืนหยัดอยู่ข้างพวกเขาที่ถูกดำเนินคดีจากการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองต่อไป
อ้างอิงจาก