Winter Olympics หนึ่งในมหกรรมกีฬาระดับโลก กลับมาสร้างความคึกคักให้แฟนกีฬาอีกครั้ง โดยในปี 2026 นี้ ประเทศอิตาลี นำทีมโดยมิลาน และคอร์ตินา 2 เมืองทางตอนเหนือ จับมือกันรับบทเจ้าภาพร่วมในโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งนี้
จะว่าไปแล้ว หากให้ทุกคนนึกถึงเมืองสำคัญของอิตาลี ชื่อแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวก็คงหนีไม่พ้น ‘โรม’ ที่เป็นทั้งเมืองหลวงและศูนย์กลางอารยธรรมโลกในอดีต แต่ถ้ามีช่องว่างให้เติมอีกสักชื่อ ‘มิลาน’ ก็คงเป็นเมืองที่หลายคนนึกถึงอย่างแน่นอน เพราะเป็นทั้งศูนย์กลางเศรษฐกิจทางตอนเหนือ แถมยังขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางแฟชั่นของโลกอีก
อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ มิลานก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญต่ออิตาลีได้มากขนาดนี้ ทั้งที่ประเทศยังมีเมืองใหญ่อีกมากมาย เราเลยจะพาทุกคนย้อนเวลากลับไปสำรวจพัฒนาการและประวัติศาสตร์ของเมืองแห่งนี้กัน ว่ากว่าจะมาเป็นมิลานอย่างที่ทุกคนรู้จักกันวันนี้ มิลานเคยมีหน้าตาเป็นอย่างไรมาก่อน

จุดเริ่มต้นของมิลาน
ถ้าจะพูดถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเมืองใดสักเมืองหนึ่ง คงต้องเริ่มต้นทำความเข้าใจกันตั้งแต่ตำแหน่งที่ตั้งของเมือง เพราะการที่เมืองใดเมืองหนึ่งจะก่อร่างสร้างตัวได้นั้น ภูมิศาสตร์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของเมืองเหล่านั้นไม่น้อยเลย
ดังนั้นเราขอเริ่มต้นเล่าถึงที่ทำเลที่ตั้งกันก่อน มิลานตั้งอยู่ในหุบเขาโป (Po Valley) ตรงกลางระหว่างแม่น้ำโปและเทือกเขาแอลป์ ตอนเหนือของประเทศอิตาลี จึงเป็นเหมือนประตูบานสำคัญที่หากผู้ใดจะเดินทางข้ามเทือกเขาแอลป์มาที่คาบสมุทรอิตาลี ก็จำเป็นต้องผ่านเมืองแห่งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้
การมีเทือกเขาใหญ่กั้นทางตอนเหนือของเมือง เป็นเหมือนปราการธรรมชาติชั้นดีซ้ำยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของดินแดนและแว่นแคว้นต่างๆ บนคาบสมุทรอิตาลี จึงไม่เกินจริงเลย ถ้าจะบอกว่ามิลานคือภาพแทนของคำว่า ภูมิศาสตร์ส่งเมือง เมืองส่งคน และคนก็จะช่วยส่งความเจริญต่ออย่างแท้จริง
หลายคนน่าจะพอเห็นภาพของตำแหน่งที่ตั้งของเมืองกันแล้ว อย่างนั้นเราก็ขอดึงมาเข้าสู่ประวัติศาสตร์ของเมืองกันต่อเลย มิลานปรากฏบทบาทและความสำคัญครั้งแรกย้อนกลับไปสมัยอารยธรรมโรมัน ในช่วงประมาณ 200 ปีก่อนคริสตกาล เพราะสาธารณรัฐโรมันเข้ายึดครองพื้นที่แห่งนี้จากชนเผ่าเคลต์ (Celts) หลังจากนั้นจึงตั้งเป็นเมืองหนึ่งของโรมัน ที่มีชื่อว่า เมดิโอลานุม (Mediolanum)
เมดิโอลานุมถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่อารยธรรมโรมันกำลังเฟื่องฟู ด้วยความที่เป็นหัวเมืองทางตอนเหนือ การจะเข้ามาค้าขายบนคาบสมุทรแห่งนี้ได้ จำเป็นต้องผ่านเมดิโอลานุม เมืองจึงเริ่มพัฒนาเรื่อยมา มีทั้งโรงละคร สนามกีฬา และกำแพงเมืองขนาดใหญ่ เรียกได้ว่า จากพื้นที่ราบทางตอนเหนือที่แสนธรรมดา จึงเริ่มกลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายและเศรษฐกิจของโรมัน
แต่หากถามว่าเมดิโอลานุมก้าวขึ้นสู่ช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองแบบสุดขีดตั้งแต่เมื่อใด คงต้องยกความดีความชอบให้แก่ จักรพรรดิไดโอคลีเชียน (Diocletian) ผู้เล็งเห็นว่าจักรวรรดิโรมันนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าที่จักรพรรดิองค์เดียวจะปกครองได้อย่างทั่วถึง จึงตัดสินใจแบ่งจักรวรรดิออกเป็น 2 ส่วน คือโรมันฝั่งตะวันออกและโรมันฝั่งตะวันตก พร้อมย้ายศูนย์กลางอำนาจจากกรุงโรมขึ้นมาที่เมดิโอลานุม
การยกระดับสถานะเมืองในครั้งนั้น ส่งผลให้เมดิโอลานุมได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทั้งการเมือง การทหาร และสถาปัตยกรรม โดยมี พระราชวังอิมพิเรียล หรือ Palazzo Imperiale romano di Massimiano (ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพัง) เป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่และความรุ่งเรืองของเมืองในยุคจักรวรรดิโรมันตอนปลาย
มีขึ้นก็ต้องมีลง เมื่อมีความเจริญ ก็ต้องมีความถดถอย จักรวรรดิโรมันตะวันตก ที่เคยยิ่งใหญ่ ค่อยๆ ล่มสลายลงจากกลุ่มคนที่พวกเขาเรียกกันว่า ‘คนเถื่อน (Babarians)’ ที่เข้ารุกรานจักรวรรดิโรมันราวๆ ศตวรรษที่ 5 เมดิโอลานุม ซึ่งถือเป็นเมืองหลวงของโรมันก็ได้ถูกชาวฮัน (Huns) นำโดย กษัตริย์อัตติลา (Attila) ตีแตกได้ในท้ายที่สุด และหลังจากนั้นเมืองแห่งนี้ก็ถูกโจมตีและทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากชนเผ่าต่างๆ ในยุโรป ไม่ว่าจะเป็น ออสโตรโกท (Ostrogoths), ลอมบาร์ด (Lombards), รวมถึงแฟรงก์ (Franks)
มิลานภายใต้การปกครองของ ชาร์เลอมาญ (Charlemagne) จากชนเผ่าแฟรงก์ ได้แปรเปลี่ยนสถานะจากเมืองหลวงของโรมัน สู่เมืองศูนย์กลางการค้าขายแห่งจักรวรรดิคาโรลิงเจียน (Carolingian) ทำการค้าขายระหว่างชาวอาหรับจากโลกตะวันออก ผ่านทะเลเอเดียติก (Adriatic Sea) ที่อยู่ฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรอิตาลี
ภายหลังจักรวรรดิคาโรลิงเจียนล่มสลาย มิลานก็กลับเข้าสู่วังวนของการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนผู้ปกครองอีกหลายครั้งหลายครา เป็นจักรพรรดิจากดินแดนอื่นๆ บ้าง ขุนนางจากแว่นแค้วนรอบข้างบ้าง หรือแม้แต่อาร์คบิชอปผู้เป็นตัวแทนจากฝั่งศาสนาเอง ก็เคยมาเป็นผู้ปกครองเมืองแห่งนี้ด้วยเช่นกัน
แต่ใช่ว่ามิลานจะต้องจมอยู่กับความวุ่นวายนี้ไปตลอดเสียเมื่อไหร่ มิลานได้กลับมาสู่ความสงบสุขอีกครั้งภายใต้การปกครองของ จาน กาเลอัซโซ วิสคอนติ (Gian Galeazzo Visconti) ผู้ได้รับการแต่งตั้งจาก จักพรรดิเวนเซสเลาส์ที่ 4 (Wenceslaus IV) แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ กลายมาเป็นดยุกคนแรกแห่งมิลาน และเปลี่ยนสถานะจากเมืองให้กลายเป็น ‘ดัชชีแห่งมิลาน’ ในที่สุด
ด้วยทำเลที่ตั้งที่มีการเดินทางค้าขายและแลกเปลี่ยนความคิดของผู้คนอยู่ตลอดเวลา การจะเป็นศูนย์กลางของอะไรสักอย่างจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเมืองอย่างมิลาน ในสมัยที่ตระกูลสฟอร์ซา (House of Sforza) เป็นผู้ปกครองเมืองแห่งนี้ ได้พามิลานเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางแนวคิดแบบเรอเนซองส์ ทั้งการสร้างโรงพยาบาลออสเปดาเล มัจโจเร (Ospedale Maggiore) การบูรณะพระราชวังปาลาซโซ เดล อาเรนโก (Palazzo dell’Arengo) รวมถึงการอุปถัมภ์หนึ่งในศิลปินคนสำคัญของโลกอย่าง เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo Da Vinci) พร้อมเชิญศิลปินคนดังในยุคอื่นๆ มาสร้างผลงานศิลปะในมิลาน
และเมื่อพูดถึงเลโอนาร์โด ดา วินชีแล้ว ก็คงต้องแวะมาพูดถึงพัฒนาการทางแฟชั่นของเมืองนี้กันสักนิด หากสังเกตภาพวาดบุคคลของเลโอนาร์โดก็จะพบว่า ทั้งชายและหญิง ต่างแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใส มีลวดลายงานปักที่สลับซับซ้อน พร้อมใส่เครื่องประดับมากมายหลายชิ้น โดยองค์ประกอบเหล่านี้คือภาพสะท้อนอย่างดีถึงความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมสิ่งทอในอิตาลี ซึ่งเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฟลอเรนซ์ เวนิส เนเปิลส์ โรม หรือกระทั่งมิลาน ต่างก็ผลิตเสื้อผ้าขึ้นมาใส่กันเป็นของตนเอง ไม่จำเป็นต้องค้าขายกับภายนอก โดยงานสิ่งทอเหล่านี้นี่แหละคือรากฐานสำคัญที่จะทำให้มิลานกลายมาเป็นศูนย์กลางด้านแฟชั่นในอนาคต
จากยุคจักรวรรดิโรมันต่อเนื่องมาจนถึงยุคกลาง มิลานค่อยๆ สั่งสมบทบาทในฐานะศูนย์กลางทั้งด้านการปกครอง เศรษฐกิจ และภูมิปัญญา จนกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ผลักดันให้เมืองนี้เติบโตขึ้นเป็นหัวเมืองหลักของคาบสมุทรอิตาลีในเวลาต่อมา

มิลานกับการเข้าสู่ยุคสมัยใหม่
แม้จะมีบทบาทสำคัญในการเป็นเมืองศูนย์กลางในหลากหลายด้าน แต่ก็ต้องยอมรับว่า มิลาน ก็เป็นเพียงหนึ่งในแว่นแคว้นแทบตอนเหนือของคาบสมุทรแห่งนี้เท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจมากพอจะก่อตั้งเป็นประเทศเอกราช การผลัดเปลี่ยนมือผู้ปกครองไปมาจึงถือเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นในดินแดนแห่งนี้
ในช่วงศตวรรษที่ 16 มิลานตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส แล้วจึงเปลี่ยนมือมาสู่จักรวรรดิสเปนในเวลาต่อมา แม้สเปนจะลดสถานะของมิลานให้เป็นแค่เมืองหลวงระดับภูมิภาค แต่ตัวเมืองก็ยังมีความมั่งคั่งจากการทำเกษตรในหุบเขาโป รวมถึงการทำอุตสาหกรรมขนสัตว์และผ้าไหม ตลอดจนเป็นเมืองศูนย์กลางการผลิตอาวุธในดินแดนยุโรปด้วย
การเปลี่ยนผู้ปกครองเมืองแห่งนี้ยังไม่จบอย่างเป็นทางการ เพราะเมื่อจบยุคสเปน ราวๆ ศตวรรษที่ 18 มิลานก็ได้เข้าสู่ยุคสมัยออสเตรียต่อเป็นเวลาเกือบศตวรรษ กระทั่งการมาถึงของ นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) ซึ่งได้เข้ายึดครองมิลาน พร้อมประกาศให้เป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐซิสอัลไพน์ (Cisalpine Republic) สาธารณรัฐบริวารของฝรั่งเศส
เมื่อยุคสมัยของนโปเลียนสิ้นสุดลง มิลานก็ได้กลับสู่การปกครองของออสเตรียอีกครั้ง แต่มีหรือที่ครั้งหนึ่งตัวมิลานเคยเป็นได้ถึงเมืองหลวงของประเทศ แล้วจะยอมกลับมาเป็นเพียงเมืองหนึ่งของออสเตรีย ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 มิลานจึงเริ่มมีการลุกฮือกันต่อต้านออสเตรีย กลายเป็นยุคสมัยที่มิลานเข้าสู่วังวนความวุ่นวายอีกครั้งนับตั้งแต่สมัยยุคกลางที่ผ่านมา
แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมจากยุคกลาง คือการเกิดขึ้นของแนวคิดจากเหล่านักคิดมากมายโดยเฉพาะแนวคิดชาตินิยม ที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการผลักดันให้ผู้คนในคาบสมุทรอิตาลีรวมตัวกันโค่นอำนาจออสเตรียได้สำเร็จ มิลานภายจึงถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอิตาลี ในวันที่ 17 มีนาคม 1861
แม้มิลานจะมีช่วงเวลาที่ความเจริญต้องชะงักลงจากความวุ่นวายในการเปลี่ยนมือผู้ปกครองอยู่หลายครั้ง แต่รากฐานความรุ่งเรืองที่เมืองสั่งสมมาตั้งแต่อดีตก็ยังคงช่วยค้ำจุนบทบาทของมิลานในฐานะศูนย์กลางด้านต่างๆ เอาไว้ได้ ไม่ให้เลือนหายไปกับความโกลาหลนี้ และเมื่อมิลานก้าวสู่การเป็นส่วนหนึ่งของอิตาลี หลังจากนี้นี่แหละ ที่เมืองแห่งนี้จะกลับมาสู่ยุคเฟื่องฟูอีกครั้ง

มิลานภายหลังการรวมชาติอิตาลี
ถึงแม้สถานะของมิลานจะไม่ได้เป็นเมืองหลวงเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่การรวมชาติอิตาลีกลับยิ่งตอกย้ำถึงสถานะและความสำคัญของมิลานในฐานะหัวเมืองทางตอนเหนือมากกว่าเดิม
ด้วยตำแหน่งที่ตั้งที่กึ่งบังคับให้ใครก็ตามที่ต้องการจะติดต่อกับโรมต้องสัญจรผ่าน มิลานจึงได้รับการพัฒนามากยิ่งขึ้นจากรัฐบาลกลาง โดยหนึ่งในการพัฒนาที่สำคัญที่สุด คือการเปิดอุโมงค์รถไฟ อย่าง ก็อทฮาร์ด (Gotthard) และซิมปลอน (Simplon) ซึ่งเป็นเหมือนจุดเชื่อมต่อระหว่างอิตาลีและดินแดนอื่นๆ ในยุโรป ทำให้มิลานกลายเป็นศูนย์กลางเครือข่ายรถไฟของอิตาลีเหนือและศูนย์กลางการขนส่งของยุโรปใต้ไปแทบจะโดยทันที
การมีระบบการคมนาคมที่ดี ย่อมหมายถึงการเปิดพื้นที่ให้เกิดการพัฒนาในอีกหลายๆ ด้าน เพราะอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องอาศัยการขนส่งก็จะเกิดขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็น เหล็ก เครื่องจักร และสิ่งทอ จนทำให้เมืองแห่งนี้กลายมาเป็นศูนย์กลางทางการเงินของประเทศ
ไม่ใช่แค่ด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจเท่านั้น มิลานก็มีบทบาทในด้านการเมืองไม่แพ้กัน เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มิลานคือเมืองที่ เบนิโต มุสโสลินี (Benito Mussolini) ใช้สร้างอำนาจทางการเมือง และจัดชุมนุมฟาสซิสต์ครั้งแรกก่อนเริ่มเดินขบวนเข้าสู่โรม หรือกระทั่งการที่ฝ่ายสัมพันธมิตรจะเลือกทิ้งระเบิดสักเมืองหนึ่ง เพื่อสร้างความเสียหายแก่อิตาลีให้ได้มากที่สุด ก็คือเมืองอย่างมิลาน
แม้สงครามโลกจะสิ้นสุดลง มิลานจะพังย่อยยับขนาดไหน ทว่าบทบาทเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจไม่ได้จางหายไปกับสงคราม เพราะหลังสงครามโลกจบจนถึงทศวรรษที่ 1960 เกิดปรากฎการณ์ที่มีชื่อว่า ‘ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจของอิตาลี (Italian economic miracle)’ แรงงานอพยพจากภาคใต้หลั่งไหลเข้ามาสู่มิลาน จนทำให้เมืองแห่งนี้ฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว และกลับมาทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของอิตาลีอีกครั้ง
ในด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอของมิลานซึ่งรุ่งเรืองมาตั้งแต่ยุคเรอเนซองส์ มีโรงงานผลิตและช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ ประกอบกับทำเลที่ตั้งของเมืองซึ่งเอื้อต่อการค้าขายและการคมนาคม จึงไม่แปลกเลยหากใครสักคนที่มีหัวทางด้านการออกแบบ อยากมีห้องเสื้อและแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง จะเลือกเมืองแห่งนี้เป็นจุดตั้งต้น
ในช่วงทศวรรษ 1970-1980 จึงมีแบรนด์ดังมากมายถือกำเนิดขึ้นมา ณ เมืองแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น Armani, Prada, Versace, Moschino และ Dolce & Gabbana ด้วยความสามารถของมิลานในการเป็นพื้นที่ส่งออกไอเดียและความสร้างสรรค์ของเหล่านักออกแบบจากอิตาลีสู่สายตาชาวโลกได้ จึงไม่แปลกเลย ที่เมืองนี้จะค่อยๆ กลายมาเป็นศูนย์กลางทางแฟชั่นระดับโลกได้ด้วยเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งศตวรรษ
ถ้าจะบอกว่า มิลานคือผลพวงของภูมิปัญญาและความสำเร็จของมนุษย์เพียงอย่างเดียว ก็คงไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะต้องไม่ลืมว่า ทำเลที่ตั้งและภูมิศาสตร์ของมิลาน ก็มีบทบาทต่อพัฒนาการของเมืองไม่แพ้กัน แถมยังช่วยตอกย้ำถึงสถานะของมิลานในฐานะเมืองสำคัญที่มีบทบาทมาข้ามยุคสมัยด้วย
จึงไม่แปลกเลย หากวันนี้อิตาลีจะต้องเลือกสักเมืองหนึ่งมาเพื่อจัดมหกรรมสำคัญระดับโลก แล้ว มิลาน จะเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ที่จะใช้เป็นหน้าเป็นตาให้แก่ประเทศ
อ้างอิงจาก