มนุษย์จะเชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตเมื่อล้านปีที่แล้วได้อย่างไร หากไม่มีนักบรรพชีวินวิทยาที่คอยศึกษาและบอกเล่าเรื่องราวของสัตว์ดึกดำบรรพ์เหล่านั้น
แม้ไดโนเสาร์จะไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว แต่ทำไมเรากลับยังรู้สึกใกล้ชิดกับสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น เหมือนยังมีตัวตนอยู่จริงกันนะ
สิ่งมีชีวิตเมื่อล้านปีก่อนที่เคยย่ำอยู่ในผืนแผ่นดินไทยอาจจะยังคงเป็นปริศนาต่อไป หากขาดนักบรรพชีวินวิทยา อย่าง ตู่—ดร. ศิตะ มานิตกุล นักวิจัยประจำศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (PRC) ที่หลายคนอาจรู้จักเขาจากการค้นพบ ‘นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส’ ไดโนเสาร์คอยาวขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ‘การูแดปเทอรัส’ เทอโรซอร์ สัตว์เลื้อยคลานบินได้ตัวแรกของไทย
ตู่เป็นนักบรรพชีวินที่หลงใหลในไดโนเสาร์ และเลือกเข้ามาทำงานนี้ตามความฝัน แม้จะเต็มไปด้วยสิ่งที่ต้องแลก และความไม่แน่นอนในเส้นทางอาชีพมากมาย ท่ามกลางพื้นที่ที่ยังขาดการสนับสนุนอย่างจริงจัง
นักบรรพชีวินในไทยทำงานอย่างไร อะไรทำให้ตู่ตัดสินใจทำงานสายนี้ แล้วการทำอาชีพในฝันยังจำเป็นอยู่ไหมในยุคนี้ เราชวนทุกคนมารู้จักนักบรรพชีวินให้มากขึ้นผ่านบันทึกฉบับนี้กัน

เมื่อไดโนเสาร์คือเพื่อนวัยเด็ก
เราชอบไดโนเสาร์ตั้งแต่จำความได้ โชคดีที่คุณแม่เป็นคุณครูสอนวิทยาศาสตร์ เลยคลุกคลีกับหนังสือและห้องสมุดตั้งแต่เด็ก เขาจะพาไปสวนสัตว์บ้าง ท้องฟ้าจำลองบ้าง ทำให้เราได้ความชอบด้านธรรมชาติติดตัวมาค่อนข้างเยอะ
เราเป็นเด็กที่ถ้าไม่อยู่กับการ์ตูนก็จะอ่านหนังสือ ประมาณ 5 ขวบ ตอนเช้าเราจะดูช่องเก้าการ์ตูน ฉายเรื่อง ขบวนการไดโนเสาร์จูเรนเจอร์ ใช้ธีมไดโนเสาร์เป็นครั้งแรก แถมตอนนั้นก็มีจูราสิคปาร์กเข้าฉาย ฟีเวอร์ไปทั่วโลกเลย ไดโนเสาร์เลยเป็นเหมือนเพื่อนวัยเด็ก ยิ่งชอบก็ยิ่งอ่านมากขึ้นเรื่อยๆ
เราไม่เคยคิดไปถึงเรื่องอาชีพเลย จนมารู้ว่ามีอาชีพนักบรรพชีวินวิทยา คือ ม.5 ตอนนั้นเจอในหนังสือพิมพ์ว่า TK Park กับสกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) ร่วมกันทำค่ายขุดไดโนเสาร์ที่กาฬสินธุ์ ก็เลยลองเขียนเรียงความส่งใบสมัครเข้าไปดู และได้เห็นคนทำงานด้านนี้จริงๆ
ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่รู้สึกสนใจ และอยากทำเป็นอาชีพจริงจัง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เลือกเรียนด้านนี้ ในยุคนั้นเราก็รู้แค่ว่าถ้าอยากจะทำด้านนี้ต้องเรียนธรณีวิทยาเท่านั้น แต่ถ้าเลือกเรียนสายนี้ปลายทางจะเป็นยังไงไม่รู้ ที่บ้านเลยเป็นห่วง อยากให้เราเลือกสายที่ต่อยอดได้หน่อย
เรายังชอบด้านธรรมชาติวิทยาอยู่ สุดท้ายเลยเรียนคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ ม.มหิดล แล้วก็ต่อป.โท ตอนนั้นก็เริ่มเลือนไปแล้วว่ายังมีความฝันในนักบรรพชีวินอยู่ แต่ยังชอบไดโนเสาร์มากเหมือนเดิม
มุ่งหน้าสู่เมืองที่ไม่คุ้นเคย
พอจบ ป.โทปุ๊บ มี 2 ทางเลือก คือเตรียมจะได้งานที่บริษัทใหญ่ กับมีตำแหน่งนักวิจัยเปิดพอดี ที่ ม.มหาสารคาม เป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราว เงินเดือน 15,000 บาท
สิ่งที่กังวลคือเริ่มใหม่แน่นอน เราต้องทิ้งทุกอย่าง เราโตที่ราชบุรี เรียนที่ศาลายา แต่ถ้าทำงานเราต้องย้ายมาอีสาน ไม่มีใครเลย จากกำลังจะเข้าบริษัทใหญ่เปลี่ยนมาเป็นลูกจ้างรายปี เราเดิมพันทุกอย่างด้วยสิ่งนี้เลย
สิ่งที่อยู่ในข้างในเรามันบอกว่าจะลองไหม ตอนนั้นอายุมากแล้วด้วย 28-29 ปี ไม่ใช่เด็กแล้ว มันต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์เลย พอบอกที่บ้านว่าจะลองทำดู เป็นเรื่องใหญ่เลย เราก็เลยบอกขอเวลาพิสูจน์ตัวเองหน่อย จนเลือกไปทำงานนักวิจัย พร้อมเรียนต่อป.เอก เพราะว่าถ้าจะเอาดีด้านนักวิจัย ยังไงก็ต้องเรียนป.เอก ยิ่งเราไม่มีความรู้ด้านนี้ ยิ่งต้องเรียน แล้วก็เก็บประสบการณ์ ใช้เวลาเรียนประมาณ 4-5 ปีเลย
ไม่เสียใจเลยที่เลือกทางนี้ เราเชื่อว่าอะไรเกิดขึ้นแล้วดีเสมอ การเรียนป.เอกไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้น อาจจะเพราะว่ามันสนุกด้วย เราผ่านความลำบากมาแล้วตั้งแต่ ป.โท หลักสูตรสิ่งแวดล้อมที่มหิดล ตอนนั้นมันหนักมาก เราเป็นสายแล็บ ต้องไปอยู่ภาคเหนือ ทำนาข้าว ตั้งแต่ปักดำข้าวเลย จนถึงวันเก็บเกี่ยวข้าว 4 เดือนนั้นที่อยู่กับกลางแดดกลางฝน เสร็จกลับมา อยู่ในห้องแล็บที่มหาวิทยาลัยอีกประมาณ 2 ปี คนอื่นนอนกลางวัน เราต้องตื่นกลางคืน
เพราะฉะนั้นเราแกร่งมากเลย วันที่มันมาอยู่ที่สายบรรพชีวิน มันไม่รู้สึกว่ายากเลย เรากินที่ไหนก็ได้ นอนที่ไหนก็ได้ ดังนั้นเลยขอบคุณทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นไปแล้ว พอเรามีโอกาสได้ทำ เราก็ทำอย่างเต็มที่ มันจะมีสักกี่คนที่ทำตามความฝันตัวเองได้

เส้นทางของนักวิจัยไดโนเสาร์
การทำงานเป็นนักบรรพชีวินวิทยา มันเหมือนเป็นงานวิจัยเลย
เริ่มต้นเราต้องหาหัวข้อวิจัย ซึ่งก็ต้องมีเงิน หรือทุนวิจัย ปกตินักวิจัยก็ต้องหาแหล่งทุนด้วยตัวเอง ทั้งเอาเปเปอร์ไปแลกเงิน หรือเขียนข้อเสนอโครงการส่งไป สายบรรพชีวินโดนปัดตกเกือบทั้งหมด รวมถึงสายวิทยาศาสตร์เกือบทั้งหมดที่ไม่ใช่สายนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีในบ้านเราด้วย จะมีคนที่ได้ทุนแค่หยิบมือเท่านั้น
สมมติได้เงินแล้ว หัวข้อที่นักบรรพชีวินทำ เราจะใช้ฟอสซิล ซึ่งมาจากที่เก็บไว้ในสถาบัน หรือไปเก็บตัวอย่างภาคสนามก็ได้ นักวิจัยแต่ละคนก็จะมีแหล่งข้อมูลของตัวเอง อย่างของเราจะมีที่อุบลฯ กาฬสินธุ์ ขอนแก่นหรือโปรเจ็กต์นาคาไททันตัวใหม่ ก็มีชัยภูมิเพิ่มเข้ามา
แต่ไม่ว่าพื้นที่ประจำหรือพื้นที่สำรวจใหม่ ทั้งหมดต้องใช้เงิน จะทำแล็บบางทีต้องไปต่างประเทศ ยังไม่รวมค่าตีพิมพ์ผลงาน ราวๆ แสนกว่าบาท แถมยังต้องใช้เวลา เพราะฟอสซิลไม่ใช่อะไรที่รู้ว่าจะเจอ เจอแล้วก็ไม่รู้ว่าจะดีพอไหม ต้องอาศัยโชคและพื้นที่ มันก็ท้าทายเหมือนกันในช่วงแรกๆ
หลังจากได้ฟอสซิลแล้ว นักบรรพชีวินวิทยาก็เหมือนนักชีววิทยา ที่เชี่ยวชาญด้านสิ่งมีชีวิต อย่างเราทำไดโนเสาร์ บางคนทำเรื่องปลา บางคนทำเรื่องเต่า บางคนอาจจะทำสายเทคนิคก็ได้ เช่น ใช้เครื่อง CT Scan บางคนทำเรื่องโครงสร้างสมอง บางคนทำเรื่องเซลล์กระดูก เหมือนนักชีววิทยาเลย แค่ตัวอย่างเราเป็นฟอสซิลเท่านั้นเอง
ทำงานวิจัยเสร็จแล้ว ปลายทางก็คือการตีพิมพ์ จะเห็นว่าตั้งแต่เริ่มต้นจนกว่าจะตีพิมพ์ใช้เวลาเป็น 10 ปี ตัวอย่างนาคาไททันชัดเจนมาก ฟอสซิลถูกเจอตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นกรมทรัพยากรธรณีเข้าไปทำงานช่วงแรก แล้วงบหมด เขาก็ไม่สามารถต่อได้ มันก็อยู่อย่างนั้น เราก็ทำงานวิจัยอื่นๆ ไป
จนจบป.เอก เราก็เห็นว่าไม่มีคนทำ ก็เลยลองคุยว่าเราเอาตัวอย่างนี้มาทำได้ไหม เป็นการทำงานร่วมกัน ได้ทุนมา 2 ปีที่แล้ว ทำอีก 2 ปีกว่าเปเปอร์จะออก สำหรับการตีพิมพ์เปเปอร์ ถ้าเป็นชนิดใหม่ๆ ก็อาจจะได้ความสนใจหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ทุกงานที่คนสนใจ เรายังดีหน่อยที่คนตื่นเต้นเพราะเป็นเป็นไดโนเสาร์ แต่บางคนทำเรื่องจระเข้ หรือเรื่องปลา ก็อาจจะเงียบๆ ทั้งๆ ที่ก็เป็นชนิดพันธุ์ใหม่ของโลก หรือแม้กระทั่งไดโนเสาร์ ก็ไม่ใช่ทุกงานที่จะได้รับความสนใจจากผู้คน
งานของนักวิจัยบรรพชีวินส่วนใหญ่มักจะจบตรงนี้ แต่ถ้านักวิจัยไทยงานยังไม่จบ คุณจะต้องหารายได้ให้หน่วยงานต่อ เป็นเหมือนพนักงานบริษัท มันก็สนุก แต่ก็ท้าทายเหมือนกัน เพราะว่ากว่าจะได้เปเปอร์มันหนักมาก เราต้องทำไม่รู้ตั้งกี่อย่าง ยังไม่รวมกับงานปลีกย่อยในมหาวิทยาลัย ทั้งงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม งานตามผู้บังคับบัญชา แถมเราต้องประเมินผลทุกๆ 6 เดือน แปลว่าในระยะที่ทำโปรเจกต์เราต้องมี 1 เปเปอร์ด้วย โหดร้ายเนอะ อันนี้ไม่ได้บอกว่าเงินเดือนเท่าไหร่นะ ถ้าเห็นเงินเดือนก็อาจจะร้องซี้ดเหมือนกัน
ก็น่าจะเหมือนทุกคน ที่มีงานที่ชอบและไม่ชอบ เราก็แค่รู้ให้ทันตัวเองว่าชอบงานไหน อันที่ไม่ชอบก็ทำให้มันผ่านให้ได้ แล้วมีความสุขกับงานที่ชอบให้เยอะๆ

จากโลกล้านปีสู่ปัจจุบัน
เสน่ห์ของไดโนเสาร์มันอยู่ตรงที่ แม้มันไม่ได้อยู่ในโลกนี้แล้ว แต่ก็ยังมีคนชอบไดโนเสาร์อยู่
ผู้ใหญ่บางคน พอโตขึ้น เขาอาจจะนึกขึ้นได้ว่าตอนเด็กๆ เขาก็ชอบไดโนเสาร์ เพราะมันมีพื้นที่ให้จินตนาการเต็มที่ มันจะดุแบบไหน มันจะสีแบบไหน มันใหญ่ได้แค่ไหน หรือมันจะมีพฤติกรรมยังไง
ทุกวันนี้เด็กรุ่นใหม่ที่เกิดมาก็ยังมีข้าวของเครื่องใช้ หรือการ์ตูนยังเป็นไดโนเสาร์ นั่นแปลว่ามันขายได้ ทุกวันนี้เรายังมีงานวิจัยและการค้นคว้าเกี่ยวกับเยอะมาก เทียบกับ 30 กว่าปีก่อนสมัยที่ผมเป็นเด็ก นี่เลยเป็นเสน่ห์ของไดโนเสาร์ แต่ก็มีไม่กี่คนหรอกอีกที่จะยังอยากทำเป็นอาชีพ
อีกหนึ่งคำถามที่เจอบ่อย คือแล้วเราจะเรียนเกี่ยวกับไดโนเสาร์ไปทำไม เราก็จะบอกว่ามันไม่ใช่ของที่เห็นแล้วเกิดอิมแพคภายในพริบตา ไดโนเสาร์ที่กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ทุกวันนี้ มันมาจากการทำงานเป็นหลักร้อยปี ไดโนเสาร์ตัวดังๆ ทีเร็กซ์ (T-Rex) หรือ ไทรเซอราทอปส์ (Triceratops) เขาเจอกันมาเป็นร้อยปีแล้ว จนเมื่อมีสื่อหยิบมาเล่าเรื่อง มันเลยกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งมันไปต่อยอดเป็นมูลค่าได้
ส่วนสเกลถัดมา หลายๆ พื้นที่ที่เจอไดโนเสาร์ เช่น ภูเวียง ที่ขอนแก่น สหัสขันธ์ ที่กาฬสินธุ์ ตอนนี้กลายเป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์แล้ว จากที่เคยเป็นดินแดนทุรกันดาร ไม่มีคนรู้จัก พอมีการเจอไดโนเสาร์ ความเจริญก็ค่อยๆ เข้าไปหา ผู้คนตรงนั้นได้ประโยชน์จากทรัพยากรในบ้านเขา เช่น อาจจะทำธุรกิจรีสอร์ต อาจจะทำร้านอาหาร หรืออย่างน้อยเมืองมันพัฒนาขึ้น เขาก็ได้ประโยชน์แล้ว

ภาพ paleoart ของนาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส วาดโดยศิลปินชาวไทย Patchanop Boonsai (@DTakeji)
สิ่งเหล่ามันไม่ได้มาภายในปีสองปีแน่ๆ มันค่อยเป็นค่อยไป โมเดลตอนนี้ที่กรมทรัพยากรธรณีวิทยาพยายามผลักดันคือ อุทยานธรณี หรือ GEO PARK เป็นโมเดลที่ UNESCO หรือองค์การสหประชาชาติตั้งขึ้นมา โดยจะมอบให้กับพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านความสมบูรณ์ของทรัพยากร มีวัฒนธรรม รวมถึงต้องมีการศึกษาวิจัย เพื่อให้กลายเป็นความยั่งยืนแบบองค์รวม สิ่งเหล่านี้มันก็คืองานของนักบรรพชีวินวิทยา เพราะถ้าไม่มีคนทำวิจัยก็จะไม่สามารถเป็นพื้นที่ที่เป็นอุทยานธรณีได้
หรือง่ายกว่านั้น ทุกครั้งที่งานวิจัยเรามีการค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่ แล้วกลายเป็นข่าว นั่นแปลว่าผู้คนสนใจวิทยาศาสตร์ แม้ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะว้าว แต่ในเด็กหนึ่งพันคน ยังมีเด็กคนหนึ่งที่ตาเป็นประกายกับเรื่องที่เราทำ แค่นี้ผมคิดว่าผมสำเร็จแล้ว
แน่นอนว่าเราบังคับให้คนมาชอบงานเราหมดไม่ได้ แต่เราก็อยากให้มีพื้นที่สำหรับคนชอบวิทยาศาสตร์ ยิ่งเราอยู่ในประเทศที่มีเข้าถึงแหล่งความรู้น้อยเหลือเกินด้วยแล้ว ไดโนเสาร์ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจของเด็กๆ หรือจริงๆ เขาไม่ต้องชอบไดโนเสาร์ก็ได้ อาจจะแค่เดินไปเจอไดโนเสาร์ที่โถงต้อนรับของพิพิธภัณฑ์ แล้วเขาก็จะเดินไปที่ห้องที่เขาชอบเอง สุดท้ายมันก็จะเป็นความสนใจ ที่นำไปสู่อาชีพของเขา
ทุกวันนี้ ทุกคนทำงานเพื่ออยากได้เงินเยอะๆ มีชีวิตที่ดีในตอนบั้นปลาย แต่งานเฉพาะทางแบบพวกเรามีไม่กี่คนที่เขากล้าตัดสินใจทำ แต่ทุกครั้งเวลาเราทำ แล้วมีสนใจ แค่นี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เราทำได้แล้ว
ความสุขของการทำงานที่รัก
เป้าหมายของนักบรรพชีวินแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน แต่เรามีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงาน
สิ่งทีทำให้เรายังที่ไปทำงานอยู่ คงเพราะมันเป็นงานที่ไม่น่าเบื่อ มันมีโจทย์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยซ้ำกันเลย เสร็จโปรเจ็กต์นี้ โปรเจ็กต์หน้าทำอะไรดี ถ้าปิ๊งไอเดียอะไรขึ้นมา ก็จะจดไว้ก่อน สต็อกไว้ได้ เหมือนเป็นเกมเลย สนุกดีนะ
งานบรรพชีวินค่อนข้างเป็นงานสร้างสรรค์ อาจจะตอบโจทย์เราด้วย เพราะเราเป็นคนใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลโดยธรรมชาติ การเลือกหัวข้อแต่ละครั้งเลยเลือกทำสิ่งที่ตัวเองชอบก่อน จากนั้นค่อยมีเหตุผลตามมาว่า ถ้าเลือกหัวข้อนี้แล้วเราจะเล่นประเด็นไหนได้บ้าง หรือจะประยุกต์กับอะไรได้บ้าง
จริงๆ เป้าหมายของเราหลายอันก็เคลียร์ไปแล้ว เริ่มตั้งแต่การมีไดโนเสาร์เป็นของตัวเอง เราก็มีแล้ว อย่าง มินิโมเคอร์เซอร์ ตอนเปเปอร์ออกมาสำเร็จเราไม่ได้ดีใจขนาดนั้น แปลกใจเหมือนกัน อาจจะเพราะเราจริงจังกับมันเต็มที่แล้ว จนมาถึงการูแดปเทอรัส พอมาปีนี้ได้ตีพิมพ์นาคาไททัน อันนี้อาจจะมีความสุขมากหน่อย แต่มันไม่ได้มาด้วยเงิน มันเกิดด้วยกระบวนการระหว่างการทำงาน เราเจอคนมากมาย ตั้งใจกับมันมากๆ
ส่วนเป้าหมายอีกอันคือยังมีกลุ่มไดโนเสาร์ที่ยังอยากวิจัยอยู่ คิดว่าในอนาคตถ้าได้ตีพิมพ์ออกมาน่าจะดี ระหว่างนี้สิ่งที่สนใจที่สุดคงเป็นการเอางานของเราไปสู่ผู้คนในสังคม เราจะทำยังไงให้คนชอบงานของเรา
เรารู้สึกว่าพอคนแบบว้าวกับงานของเรา มันมีความสุขจังเลย ทำให้เขาเห็นว่า โห เมืองไทยมีแบบนี้ด้วย อันนี้คือของของบ้านเขาเหรอ มันไม่ได้หยุดแค่งานวิจัยอีกแล้ว มันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว มันสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับคนในพื้นที่ได้ ตอนนี้กำลังพยายามส่งไม้ต่อให้นักวิจัยรุ่นใหม่ๆ ไม่รู้ว่าเราจะเป็นต้นแบบได้ไหม แต่ก็อาจเป็นตัวอย่างให้เขาเห็นว่ามีรุ่นพี่ที่อายุห่างกับเขาไม่เยอะสามารถทำได้เหมือนกัน
พอมาทำงานนี้ นิสัยเราก็เปลี่ยนด้วยเหมือนกันนะ ปกติเราเป็นคนอินโทรเวิร์ต พอต้องทำงานกับคนหรือกับชุมชนเยอะ เลยได้ฝึกการเข้าหาคน ได้ฝึกความใจเย็น แต่ปกติคิดว่าเรามีนิสัยเฉพาะของนักบรรพชีวินในตัวอยู่แล้ว เช่น ความช่างสังเกต ความสร้างสรรค์ แพสชั่น หรือความอดทน ซึ่งสำคัญมาก ถ้านิสัยเหล่านี้ก็อาจจะทำงานนี้ได้ยาก

รอวันที่ดอกไม้ผลิบาน
เราอาจจะโชคดีตรงที่ดอกไม้ของเรามันบานได้
ตำแหน่งงานบรรพชีวินวิทยามันน้อยมาก คนที่อยากทำงานกรมทรัพยากรธรณี แต่ไม่ได้จบธรณีฯ ยากมากที่คุณจะเข้าสายราชการ ตำแหน่งอาจารย์ แต่ละม. ก็จะมีอาจารย์ด้านบรรพชีวินวิทยาอยู่แค่ 1-2 คน ส่วรสายนักวิจัยอย่างเรา ก็เปิดไม่เยอะเหมือนกัน เส้นทางอาชีพด้านอื่น มันก็จะเป็นงานในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งอาจไม่ได้มาทำวิจัยด้านบรรพชีวินแล้ว
ตลาดงานค่อนข้างท้าทายสำหรับคนที่เลือกเรียนด้านนี้ จังหวะชีวิตมีผลมากๆ แต่ผมคิดว่าอนาคตมันก็จะดีขึ้นครับ เราก็เห็นการเปิดตำแหน่งเพิ่มขึ้นบ้าง แต่อาจจะต้องอดทนกันสักหน่อย
การมีความฝันเป็นเรื่องที่ดี แต่จะทำหรือไม่ทำ อันนี้เราตัดสินเอง เพราะมันคือชีวิตของเรา แต่ละคนมีปัจจัยในชีวิตไม่เหมือนกัน ถ้ามีภาระด้านการเงิน ต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ อาจจะไม่เหมาะโดยเฉพาะในช่วงแรกเริ่มของสายงานนี้
แต่ถ้าไม่ทำตามความฝันก็ไม่ผิด ยิ่งในยุคนี้มันไม่ต้องทำเป็นอาชีพก็ได้ มีช่องทางที่คนสามารถไปจอยกับคอมมิวนิตี้ได้มากมาย โดยที่ไม่จำเป็นต้องทำอาชีพนั้นก็ได้ อะไรๆ มันสะดวกสบายกว่าเมื่อก่อนมาก
หรือถ้าบางคนมีปัจจัยที่มันไม่ได้จริงๆ แต่อยากทำ ก็ไม่เป็นไร ถึงจังหวะหนึ่งค่อยทำเมื่อพร้อมก็ได้ อาชีพมันก็แค่ส่วนหนึ่งในชีวิต
แต่ตัดสินใจดีแล้ว มีโอกาสแล้วพร้อมจะลุย ลุยได้เลย แต่ก็ต้องเตรียมใจไว้ด้วยไม่มีอะไรได้มาง่าย ต้องอดทนนะ บางคนถ้ามีปัจจัยที่เอื้อมากพออาจจะมีเวลาในการทดลองนานหน่อย แต่สำหรับเราที่ไม่มีเวลาลองเยอะมาก เลยเลือกลุยแบบเทหมดหน้าตัก
แม้ต้นไม้บางคนอาจจะบานช้า แต่เราก็ต้องดูแลต้นไม้ให้ดี รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยให้เป็นประจำ พอมันบานแล้วก็หอมดีนะ