ช่วงที่ผ่านมามีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ ของไดโนเสาร์ยักษ์ใหญ่จากแดนอีสานชื่อว่า Nagatitan chaiyaphumensis หรือ นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส ในบริเวณจังหวัดชัยภูมิ โดยวารสารวิชาการและเนื้อหาจากหลายๆ สื่อเรียกไดโนเสาร์ชนิดนี้ว่าเป็น ‘ไททันตัวสุดท้าย’ ของไทย เพราะซากดึกดำบรรพ์ของมันพบในชั้นหินที่มีอายุน้อยที่สุดของประเทศไทย ซึ่งเป็นช่วงเวลาสุดท้ายก่อนพื้นที่แถบนั้นจะกลายเป็นทะเลตื้น ที่ไม่มีดินทับถม ไม่เหมาะสมกับการอาศัยของสัตว์กินพืชขนาดใหญ่ และไม่มีซากดึกดำบรรพ์จากช่วงเวลาหลังจากนั้นให้พบอีก
เรื่องราวทั้งหมดเหมือนกับว่า ไดโนเสาร์ ที่เคยมีชีวิตอยู่และครองโลกในอดีต ค่อยๆ ล้มหายตายจากไปทีละนิด จนถึงเหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ที่อุกกาบาตชื่อ ชิกซูลุบ (Chicxulub) ที่ตกบริเวณอ่าวเม็กซิโกในปัจจุบัน ทำให้สิ่งมีชีวิตใกล้เคียงตายในทันที สิ่งมีชีวิตในระยะไกลออกมาต้องเจอกับคลื่นยักษ์สูงหลักกิโลเมตรกระแทกเข้าใส่ ที่ไกลออกมาอีกต้องพบเจอสะเก็ดลูกไฟจำนวนมากกระเด็นใส่ และตัวไหนที่รอดหลังจากนั้นต้องฝ่าฟันกับโลกที่ปกคลุมด้วยฝุ่นจนไร้แสงตะวันยาวนานเกือบ 2 ปี หลังจากเหตุการณ์ที่ว่านั้น ไดโนเสาร์ตัวใหญ่ที่ต้องใช้พลังงานเยอะในสถานการณ์ที่อาหารน้อยลงจึงสูญพันธุ์ไป… แต่พวกมันก็ไม่ได้สูญพันธุ์ไปจนหมด
เพราะ ‘ไก่’ คือ ‘ไดโนเสาร์’ รวมถึงนกชนิดอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
ทางชีววิทยามีหลักการและวิธีการหนึ่งที่หลายคนน่าจะคุ้นชื่อเรียกของมันว่า ‘อนุกรมวิธาน (Taxonomy)’ ซึ่งเป็นการจัดหมวดหมู่สิ่งมีชีวิตตามสายวิวัฒนาการเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น อาณาจักร ไฟลัม หรือสกุล โดยการจัดหมวดหมู่นั้นมีได้หลากหลายวิธี เช่น การดูลักษณะโครงสร้างร่างกาย หรือการตรวจหาลำดับพันธุกรรมในดีเอ็นเอ
สัตว์หลายชนิดที่หน้าตาไม่เหมือนกันก็อาจมีโครงสร้างร่างกาย หรือลำดับดีเอ็นเอคล้ายกันก็ได้ เช่น ไฮยีนาที่มีหน้าตาคล้ายสุนัข แต่ที่จริงแล้วโครงสร้างของกะโหลกศีรษะและฟันบางส่วนก็คล้ายแมวมากกว่า ลำดับดีเอ็นเอก็ใกล้ชิดกับแมวมากกว่า ไฮยีนาจึงมีพฤติกรรมบางอย่างที่คล้ายกับแมวมากกว่าสุนัข เช่น การใช้ลิ้นที่เต็มไปด้วยปุ่มหนามของมัน เลียทำความสะอาดขนของตัวเอง
ส่วนนก เมื่อจัดลำดับอนุกรมวิธานแล้ว พบว่าพวกมันไม่ใช่แค่ญาติที่ใกล้ชิดกับไดโนเสาร์เท่านั้น แต่พวกมันคือ ‘ไดโนเสาร์’ ในกลุ่มที่เรียกว่า เทอโรพอด (Theropods) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เดินด้วยสองขาหลัง มีขาหน้าขนาดเล็ก มีกระดูกสะโพกแบบสัตว์เลื้อยคลาน และอาจมีขนแบบ Feather ซึ่งมีหน้าตาแบบเดียวกับขนนกที่เราเคยเห็นกัน

ส่วนหลักฐานที่ยืนยันว่านกชนิดต่างๆ เป็นลูกหลานสายตรงของไดโนเสาร์ในยุคบรรพกาล มาจากการศึกษาหลายส่วน เช่น โครงสร้างกระดูกที่กลวงและมีน้ำหนักเบาคล้ายกัน เกล็ดที่ปกคลุมอยู่บนตัวไดโนเสาร์กลุ่มเทอโรพอดก็คล้ายกันกับเกล็ดที่พบได้บนขาของนก รวมถึงพฤติกรรมการวางไข่และการดูแลลูกของไดโนเสาร์หลายชนิดที่พบจากการศึกษาก็มีลักษณะไปในทำนองเดียวกันกับนก โครงสร้างของเปลือกไข่ยังเป็นแคลเซียมคาร์บอเนตเหมือนกันอีกด้วย
หลักฐานที่เล่าไปทั้งหมดก่อนหน้านี้ มักเป็นลักษณะพฤติกรรมที่นักวิจัยค้นพบจากสภาพแวดล้อมในสถานที่ที่พบซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์ หรือเป็นลักษณะโครงสร้างร่างกายที่พบได้จากซากดึกดำบรรพ์ต่างๆ เช่น รอยประทับของเกล็ดบนแผ่นหิน หรือลักษณะของโครงกระดูก แต่ไม่มีการศึกษาไปถึงลำดับดีเอ็นเอ เนื่องจากดีเอ็นเอมีอายุที่จำกัด โดยดีเอ็นเอเก่าแก่ที่สุดที่เคยมีการถอดรหัสพันธุกรรมสำเร็จมีอายุประมาณ 2 ล้านปี ขณะที่ช่วงเวลาการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของไดโนเสาร์เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 66 ล้านปีก่อน จึงมีหลักฐานน้อยมากที่สามารถยืนยันลักษณะทางพันธุกรรมของไดโนเสาร์ แต่ด้วยหลักฐานด้านโครงสร้างร่างกายและพฤติกรรมนั้นก็เพียงพอให้เรารู้จักกับไดโนเสาร์มากพอจะเทียบพวกมันกับสิ่งมีชีวิตลูกหลานอย่างนก
ส่วนเรื่องที่ไดโนเสาร์ตัวใหญ่ๆ นั้นสูญพันธุ์ไปจนหมด ทำไมนกกลับรอดชีวิตมาได้ ต้องเล่าว่าด้วยรูปร่างขนาดเล็กของพวกมัน ทำให้ร่างกายไม่จำเป็นต้องล่าอาหารเพื่อหาพลังงานมากเท่าไดโนเสาร์ รวมถึงลักษณะขนที่ปกคลุมทั่วร่างกายก็ช่วยให้มันผ่านพ้นความหนาวเหน็บในโลกที่แสงอาทิตย์ไม่สามารถทะลุผ่านฝุ่นมาได้ นอกจากนี้ความสามารถในการบินของพวกมันยังสามารถช่วยให้การอพยพหนีออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักจนไม่เอื้อต่อการเอาชีวิตรอดได้ ไดโนเสาร์จึงเหลือรอดชีวิตมาถึงปัจจุบันได้เพียงกลุ่มเดียวอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

อีกข้อสังเกตที่หลายคนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการที่นกเป็นไดโนเสาร์ คือการที่หลายคนบอกว่ากิ้งก่าทรราชย์ยักษ์อย่าง T-Rex กลายมาเป็นไก่ในทุกวันนี้ หรือบางคนคิดว่านกวิวัฒนาการมาจากแรปเตอร์ที่รอดจากการสูญพันธุ์ ซึ่งแท้จริงแล้วนกไม่ได้วิวัฒนาการตรงมาจากไดโนเสาร์สองกลุ่มนี้ แต่บรรพบุรุษของนกนั้นอาศัยอยู่บนโลกก่อนแรปเตอร์ชื่อดังหลายๆ ตัวเสียอีก
ซากดึกดำบรรพ์ที่เก่าแก่ที่สุดของสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายนก จนหลายคนเรียกว่าเป็นนกกลุ่มแรกของโลก มาจากซากดึกดำบรรพ์ของ อาร์คีออปเทอริกซ์ (Archaeopteryx) ที่มีฟันและหางยาวเหมือนไดโนเสาร์ แต่ก็มีขนกับโครงสร้างร่างกายเหมาะแก่การบินร่อนคล้ายนก แต่ก็ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็ยังมีสัตว์อีกชนิดชื่อว่า บามินออร์นิส (Baminornis) มีลักษณะคล้ายนกจนเรียกว่าเป็นนกโบราณเหมือนกัน ต่างกับอาร์คีออปเทอริกซ์ตรงที่หางของมันหดสั้นจนเหมือนกับนกสมัยใหม่มากกว่า เพราะฉะนั้นบรรพบุรุษของนกโบราณทั้งสองชนิดนี้อาจจะถือกำเนิดขึ้นบนโลกมานานกว่านั้นแล้ว เพียงแค่เรายังหาซากดึกดำบรรพ์ของพวกมันไม่พบ
ยังมีเรื่องราวน่าสนใจในประวัติศาสตร์อีกมากมายที่สามารถพบได้ผ่านงานวิจัยทางบรรพชีวินวิทยา การค้นพบ นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส ก็ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ความรู้ที่ทำให้เรารู้จักความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่มากขึ้น และยังทำให้เรารู้สึกยินดีที่ได้รู้จักไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ของโลกอีกด้วย หวังว่าทุกคนจะมีโอกาสได้สนุกกับเรื่องราวการค้นพบความรู้ใหม่จากสัตว์ดึกดำบรรพ์กันต่อไป
อ้างอิงจาก