วันที่มีข่าวการค้นพบ ‘นาคาไททัน’ ไดโนเสาร์คอยาวยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน วันนั้นเรียกได้ว่า กระแสข่าวทั่วโลกหันความสนใจมาที่ประเทศไทย โดยเฉพาะที่จังหวัดชัยภูมิ แต่ในวันเดียวกัน เราก็เริ่มเห็นภาพแหล่งขุดค้นที่อาจจะดูบ้านๆ ไม่ค่อยยิ่งใหญ่สอดรับกับกระแสข่าว หรือความสำคัญของประเทศไทย ในฐานะพื้นที่ที่เต็มไปด้วยฟอซซิสไดโนเสาร์ โดยเฉพาะในแถบอีสานที่มีความรุ่มรวยจากมรดกในยุคบรรพกาลเป็นพิเศษ
ถ้าเรามองย้อนไปราวปีที่แล้ว กระแสเรื่องไดโนเสาร์ในไทย นอกจากเรื่องค้นพบฟอสซิลในพื้นที่ต่างๆ การผลักดัน อุทยานธรณีขอนเเก่น (Khonkaen GeoPark) ประเทศไทยก็มีประเด็นเรื่องไดโนเสาร์ในอีกหลายมุม ทั้งการเป็นพื้นที่ตามรอยการถ่ายทำจูราสสิกปาร์กที่ถ่ายทำในพื้นที่ภาคใต้ของไทย หรือการเปิดสวนสนุก Jurassic World: The Experience Bangkok ที่เอเชียทีค พร้อมด้วยพิพิธภัณฑ์กระดูกไดโนเสาร์ไทยในพื้นที่ใกล้ๆ กัน
ในแง่ความน่าตื่นเต้น ประเทศไทยจึงดูจะกลายเป็นพื้นที่สำคัญของคนรักไดโนเสาร์ รักเรื่องราวของบรรพชีวินวิทยาและธรณีวิทยา อันเป็นความชอบที่สัมพันธ์กับวิทยาศาสตร์ซึ่งค่อนข้างเป็นความหลงใหลในคนรักไดโนเสาร์ทั่วทุกมุมโลก
ประเด็นสำคัญคือ นอกจากการดูแลพื้นที่เพื่อสนับสนุนการค้นพบและพาให้คนรักไดโนเสาร์แล้ว การจะทำให้สิ่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวที่น่าจะขึ้นไประดับโลกได้ต้องมีอะไรอีก สาธารณูปโภคที่ดี? พื้นที่จัดการและจัดแสดงความรู้? เพียงพอไหม งานศึกษาหนึ่งชี้ให้เห็นว่า เพียงแค่มีกระดูกไดโนเสาร์นั้นอาจไม่พอ ต้องมีการสร้างโลกดึกดำบรรพที่น่าตื่นตาตื่นใจขึ้นมาด้วย

ว่าด้วยการท่องเที่ยวบรรพชีวิน
ในฐานะคนรักไดโนเสาร์ โดยเฉพาะไดโนเสาร์พันธุ์คอยาว และรักพื้นที่แถบอีสานที่ถือว่ามีอีกมิติเรื่องเล่าสำคัญที่ตกทอดมาในเรื่องราวของเหล่าไดโนเสาร์ คำถามคือแล้วอีสานจะกลายเป็นปลายทางของคนรักไดโนเสาร์ทั่วโลกจากการค้นพบทั้งฟอสซิลและการค้นพบสายพันธุ์ใหม่ที่เฉพาะเจาะจงได้หรือไม่
งานวิจัยในปี 2020 ตั้งคำถามแบบเดียวกันว่า การที่เรามีฟอสซิลอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่ การสร้างการท่องเที่ยวจากไดโนเสาร์หรือเรื่องราวบรรพชีวิน ต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง (Are fossils enough? Palaeontological tourism based on local dinosaur discoveries) เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา งานวิจัยค่อนข้างตอบว่าการมีฟอสซิล หรือกระทั่งการจัดแสดงความรู้ (ตัวกระดูก) อย่างเดียวนั้นไม่พอ การสร้างภาพหรือตีความเรื่องราวโลกดึกดำบรรพให้กับผู้คนด้วยต่างหากคือเงื่อนไขสำคัญ
งานวิจัยพูดถึงมิติเชิงจินตนาการของเราที่มีต่อฟอสซิล ต่อเรื่องราวของพวกมัน ทั้งความใหญ่โต ไปจนถึงหน้าตาของพวกมันที่เหมือนกับสัตว์ในมหัศจรรย์ในจินตนาการ การเล่าผ่านทั้งสื่อบันเทิง หนัง ซีรีส์ หรือการมีสารคดี สิ่งเหล่านั้นคือการพาเราไปเยือนโลกและชีวิตในยุคก่อนหน้าของพวกมัน

พื้นที่ค้นพบฟอสซิล จึงมีความซับซ้อนในหลายมิติ ทั้งการเป็นพื้นที่สำคัญต่อวงการวิทยาศาสตร์ และที่สำคัญคือการเป็นพื้นที่ที่สำคัญต่อท้องถิ่นและชุมชน ประเด็นคือ เมื่อเราค้นพบแล้ว มีความเป็นไปได้ที่จะสร้างกระแสและสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อวงการวิทยาศาสตร์และต่อชุมชนท้องถิ่น
ทีนี้ งานศึกษาแบ่งประเภทพื้นที่ฟอสซิลและการพัฒนาออกเป็นสี่ประเภทใหญ่ๆ คือ 1 พื้นที่ท่องเที่ยวไดโนเสาร์ที่ไม่มีการค้นพบฟอสซิล เช่น สวนสนุกต่างๆ 2 พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมฟอสซิล 3 พื้นที่ค้พบฟอสซิล 4 พื้นที่ค้นพบฟอสซิลที่มีการสร้างแหล่งท่องเที่ยวประกอบ (เช่น สวนสนุก)
ฟอสซิลอย่างเดียวไม่พอ
ตัวงานวิจัยจะเน้นศึกษาเปรียบเทียบ 2 ประเภทหลัง คือพื้นที่ค้นพบเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร กับพื้นที่ที่ค้นพบแล้วแล้วมีการสร้างพื้นที่ท่องเที่ยวประกอบ ตัวงานศึกษาจะไปเทียบกับทราฟิกคือการเสริช ประกอบกับการส่งแบบสำรวจ
จริงๆ คำตอบก็น่าจะชัดเจนว่า การมีแหล่งขุดค้นเฉยๆ ไม่ดึงดูดในเชิงท่องเที่ยวเท่ากับการมีสวนสนุกหรือการลงทุนต่างๆ ที่ขยายเรื่องราวการค้นพบที่เกี่ยวข้อง แต่งานศึกษาชี้ประเด็นหลายแง่ อย่างแรกคือ การค้นพบฟอสซิลสำคัญจริง ในแง่สร้างกระแสสนใจให้กับพื้นที่นั้นๆ เช่น บ้านเรา การค้นพบนาคาไททัน ทำให้เกิดการค้นหาพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ รวมถึงการมีฟอสซิลจริงดึงดูกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้ใหญ่ (60% ของผู้ตอบแบบสำรวจ) หมายความว่าผู้ใหญ่แบบเราๆ ต้องการการค้นพบของจริง

แต่ในการตอบแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างระบุว่า ในการไปท่องเที่ยวมีความเป็นไปได้ที่จะไปกับเด็กๆ ดังนั้น ผู้ใหญ่อาจจะอยากไปพื้นที่ขุดค้นพบ แต่เมื่อมีเด็กๆ เข้ามาเป็นเงื่อนไข เด็กๆ ไม่ชอบเฉพาะตัวฟอสซิล แต่ชอบหุ่นจำลองไดโนเสาร์ขนาดเท่าตัวจริง และการจัดแสดงอื่นๆ และงานสำรวจพบว่าการมีเพียงพื้นที่ขุดค้น อาจจะไม่ดึงดูเท่ากับการมีพื้นที่เพื่อความบันเทิง (amusement infrastructure)
ผู้วิจัย เสนอข้อสังเกตว่า การมีพื้นที่ขุดค้น และการพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดี นำไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางได้จริง แต่ด้วยเงื่อนไขต่อพื้นที่ท้องถิ่น พื้นที่เหล่านี้มักนำไปสู่การท่องเที่ยวแบบหนึ่งวัน คือไม่นำไปสู่การพักค้างคืนหรือการอยู่ในพื้นที่หลายๆ วันซึ่งส่งผลดีกับท้องถิ่นมากกว่า
จุดค้นพบที่น่าสนใจคือ การท่องเที่ยวที่มีการบริหารจัดการที่ดี นำไปสู่ประโยชน์ต่อท้องที่ในเชิงบวก ทั้งส่งผลต่อกิจการที่เกี่ยวกับอาหารหรือวัฒนธรรมอาหาร ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใส่ใจธรรมชาติ นักท่องเที่ยวที่สนใจเรื่องการเกษตร นำไปสู่การอนุรักษ์ภายในพื้นที่
ประเด็นเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ธรรมชาติ ในแง่นี้เราพูดถึงในพื้นที่ขุดค้นพบฟอสซิล สำหรับบ้านเราเอง พื้นที่อุทยานธรรมชาติหรือการท่องเที่ยวเชิงวิทยาศาสตร์ต่างๆ การชมหิน ดูอุทยาน กระทั่งการดูดาว อาจเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่เป็นภาษาสากล สิ่งสำคัญอาจอยู่ที่การบริหารจัดการ การพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวที่อาจต้องมีสาธารณูปโภค มีความสนุกตื่นเต้น ไปจนถึงมีกลยุทธ์ต่างๆ ซึ่งนอกจากการนำมาซึ่งนักท่องเที่ยวแล้ว การบริหารต่างๆ ยังต้องคำนึงถึงมิติสิ่งแวดล้อม และการทำงานร่วมท้องถิ่นด้วย
มิติที่น่าคิดคือ พื้นที่เหล่านี้ ไม่ได้มีมิติแค่พื้นที่กายภาพ หรือวัตถุที่เราค้นพบหรือจัดแสดง แต่พื้นที่เหล่านี้เช่นฟอสซิลไดโนเสาร์ นอกจากตัวฟอสซิลแล้ว การตีความเล่าเรื่องฟอสซิลของพวกมัน ไปสู่การเข้าสู่ดินแดนล้านปีไปพร้อมกัน เป็นอีกเงื่อนไขสำคัญในการพาผู้คนเข้าสู่พื้นที่ ไม่ใช่แค่พื้นที่ของการค้นพบ แต่คือการพาเราเข้าไปยังดินแลนและชีวิตเมื่อล้านปีก่อน
อ้างอิงจาก