Fantastic Beasts and Where to Find Them : A Clash of Clans

1. ในระหว่างปี 1692 และ 1693 ที่หมู่บ้านเล็กๆ นาม ซาเล็ม ในอาณานิคมแมสซาชูเซตต์ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น ที่จู่ๆ กลุ่มเด็กสาวในหมู่บ้านเกิดมีพฤติกรรมประหลาด กรีดร้องโหยหวนชวนสยอง ด่าทอสาปแช่งพระเป็นเจ้าด้วยถ้อยคำหยาบคาย และบ้างก็จับกลุ่มกันเริงระบำด้วยร่างเปลือยเปล่ารอบกองไฟ ด้วยไม่อาจหาคำอธิบายต่ออาการผิดปกติอันสะเทือนขวัญนี้ได้ ชุมชนจึงได้ลงความเห็นว่าต้องเป็นผลจากอำนาจชั่วร้ายของซาตานแน่ๆ ไม่อาจเป็นอื่น พวกเขาต่างก็เชื่อว่าในที่สุด หมู่บ้านอันสุขสงบก็ได้ถูกแม่มดร้ายรุกรานเข้าให้แล้ว

fantastic-beasts-cast-xlarge

ครั้นแล้วเมื่อผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดมีเพิ่มมากขึ้น ไม่นานก็ได้มีการจัดตั้งศาลพิเศษเพื่อจัดการไต่สวนคดีแม่มดโดยเฉพาะ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการจับกุมและประหารผู้ต้องสงสัยที่หันหลังให้กับพระเจ้า น้อมรับต่ออำนาจมืดจนมีอิทธิฤทธิ์เหนือมนุษย์ทั่วไป การล่าแม่มดในซาเล็มลงเอยที่ความตายซึ่งไม่อาจพิสูจน์หาความจริงได้ของหลายชีวิต ซึ่งหากเราเชื่อว่าแม่มดและมนต์วิเศษไม่มีอยู่จริง เหตุการณ์ในซาเล็มก็คือตัวอย่างของการใช้อำนาจศาสนากดทับความเชื่ออื่นที่ในสายตาของผู้ศรัทธาพระเจ้าในช่วงเวลานั้น, ไม่อาจยอมให้มีได้

‘แต่ถ้าเกิดว่าพ่อมด แม่มด นั้นมีอยู่จริงเล่า แล้วถ้าพลังที่พวกเขามีไม่ได้เกิดจากอำนาจชั่วร้ายของซาตาน’ คำถามจำพวกนี้เองคือสิ่งที่ Fantastic Beasts and Where to Find Them ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดแห่งจักรวาลแฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้พาเราย้อนกลับไปทบทวนการล่าแม่มดซาเล็มด้วยอีกความเป็นไปได้ที่ต่างออกไป

 

หากเราเชื่อว่าแม่มดและมนต์วิเศษไม่มีอยู่จริง
เหตุการณ์ในซาเล็มก็คือตัวอย่างของการใช้อำนาจศาสนากดทับ
ความเชื่ออื่นที่ในสายตาของผู้ศรัทธาพระเจ้าในช่วงเวลานั้น,
ไม่อาจยอมให้มีได้

 

2. หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดไปเพียงไม่นาน นิวท์ สคาแมนเดอร์ พ่อมดหนุ่มเดินทางจากอังกฤษมายังมหานครนิวยอร์คพร้อมกระเป๋าวิเศษที่บรรจุสัตว์มหัศจรรย์นานาชนิดไว้ข้างใน แต่แม้ว่าเขาจะระมัดระวังกระเป๋านี้เป็นอย่างดีด้วยไม่อยากให้มีสิ่งมีชีวิตภายในแอบหนีออกมา แต่จนแล้วจนรอดก็ดันมีตัวประหลาดหลุดออกมาจนได้

ในขณะเดียวกัน ผู้วิเศษในนิวยอร์คเองก็กำลังเผชิญกับคลื่นใต้น้ำที่ค่อยๆ ก่อรูปขึ้นจากมนุษย์ผู้ไม่มีเวทย์มนต์ (มักเกิ้ล หรือที่ในหนังเรื่องนี้เรียกว่าโนแมจ) ที่เชื่อกันว่าในสังคมของเขามีพ่อมด แม่มด แฝงตัวอยู่ และคอยแต่จะก่อภัยร้ายต่อคนธรรมดา ประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดการล่าแม่มดซาเล็มกลับมาอีกครั้ง และมันกลายเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาสถาปนาตนขึ้นเป็นผู้สานต่อจากชาวบ้านซาเล็มโดยเรียกขานตัวเองว่า Second Salemers (ชาวซาเล็มรุ่นที่สอง)

แรงกดดันที่ปรากฏตัวอยู่ระหว่างฝั่งของผู้วิเศษ และโนแมจ ในนิวยอร์คนั้นแตกต่างจากเกาะอังกฤษโดยสิ้นเชิงในแง่ที่ว่า มักเกิ้ลในอังกฤษมีลักษณะที่เป็น passive กว่าโนแมจที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน (active) แม้ว่าผู้วิเศษในผืนทวีปทั้งสองจะปกปิดตัวเองไม่ต่างกันเลยก็ตาม

maxresdefault

3. เมื่อความตึงเครียดนั้นอยู่กันคนละระดับ เช่นนี้จึงเป็นเหตุให้บรรยากาศทางการเมืองเองก็แตกต่างกันออกไป จุดหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือการที่ผู้วิเศษจะไม่ยอมประนีประนอมให้กับโนแมจแต่อย่างใด ซึ่งเหนือไปจากข้อห้ามไม่ให้ใช้เวทมนต์ต่อหน้าคนธรรมดาแล้ว ความคิดของการสมรสระหว่างผู้วิเศษกับโนแมจก็เป็นเรื่องที่เป็นเรื่องยากที่จะยินยอมให้เกิดขึ้นได้ ลักษณะที่ไม่อาจผสมผสานกันระหว่างกลุ่มอย่างสุดโต่งเช่นนี้เองที่สะท้อนให้เห็นถึงความคิดด้านชาติพันธ์ุที่ฝังอยู่ในกลุ่มคนทั้งสองฝ่าย ที่ผู้วิเศษเองก็ไม่อาจยินยอมให้โนแมจเข้ามาเป็นพวกเดียวกันได้ เช่นกันที่โมแมจเองก็ไม่อาจยอมรับได้กับกลุ่มมนุษย์ที่มีเวทย์มนต์

สำหรับโนแมจแล้ว พวกเขาหวงแหนในความปลอดภัยของชาติพันธ์ุของตน หวาดกลัวว่ากำลังถูกคุกคามจากพลังที่ไม่อาจต่อกรณ์ หรือก็คือความกลัวต่ออำนาจอื่นที่กลไกทางการเมืองซึ่งกำกับดูแลพวกเขาอยู่นั้นไม่สามารถควบคุมไว้ได้

ส่วนสำหรับผู้วิเศษนั้น ถ้าหากว่าวันหนึ่งถูกเปิดโปงตัวตนขึ้นมา พวกเขาก็หวาดระแวงว่าถ้าเกิดการข้ามผ่านเขตแดนที่แยกขาดมนุษย์กับผู้วิเศษอย่างอิสระ จนวันหนึ่งเมื่อเขตแดนสลายไป จะเท่ากับว่าอำนาจอันมาจากเวทย์มนต์ซึ่งทำให้พวกเขาคิดว่าตัวเองนั้นเหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาจะสูญเสียไปด้วยไหม และถ้าหากวันหนึ่งผู้วิเศษซึ่งถือเป็นชนกลุ่มน้อยของสังคมถูกกลืนกินไปจนหมดเล่า อนาคตที่ไม่อาจวางใจแน่นอนได้เช่นนี้เองที่ทำให้เหล่าพ่อมดแม่มดก็ไม่อาจวางใจยอมเปิดเผยตัวเองอย่างเด็ดขาด

fb-1200x675

4. เมื่อหนังดำเนินอยู่ในฝั่งของผู้วิเศษ ไม่แปลกหากเราจะนึกเอาใจเข้าช่วยสคาร์แมนเดอร์อย่างเต็มที่ ซึ่งจุดหนึ่งที่น่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการที่มันวางตัวเองอยู่บนอุดมการณ์ทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝั่งของผู้วิเศษที่เห็นได้ชัดว่าไม่ปรารถนาความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นทั้งในระบบการเมืองภายใน หรือการเมืองระหว่างโนแมจ มาตรการขั้นเด็ดขาดที่ผู้วิเศษใช้จัดการหากตัวตนถูกเปิดเผยคือลบความทรงจำ ซึ่งในทางหนึ่งก็มองได้ว่าเป็นวิธีการที่ประนีประนอมกว่าสิ่งที่มนุษย์เคยกระทำไว้ในการล่าแม่มดในอดีต เมื่อภาพจำที่มีกับการเผยตนให้โนแมจรู้ลงเอยที่ทัณฑ์ทรมานและความตาย การระงับทุกความเป็นไปได้ที่ความลับจะเล็ดรอดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เซราฟีน่า พิกเคอรี่ ประธานสภาเวทมนต์คองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกาคือตัวละครที่ฉายภาพอันชัดเจนของผู้ฝักใฝ่แนวคิดอนุรักษ์นิยม

จะว่าไปแล้ว Fantastic Beasts เองก็เป็นภาพยนตร์ที่เข้าฉายในโมงยามที่น่าสนใจทีเดียว เพราะนับตั้งแต่กรณี Brexit หรือชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์เอง ซึ่งในทางหนึ่งสะท้อนถึงกระแสการหันกลับเข้าปกป้องผลประโยชน์ของชาติตนเป็นสำคัญ ในโลกที่หลายๆ ประเทศเริ่มหวาดกลัวต่อกระแสโลกาภิวัฒน์ที่อาจจะตีกลับ และอาจนำมาซึ่งการหดตัวทางการเจรจาในลักษณะของพหุภาคี พร้อมกับกระแสปกป้องตัวเองที่กำลังพัดพา น่าสนใจว่าลักษณะของการเมืองในภาพยนตร์ลำดับถัดๆ ไปของซีรี่ย์นี้จะดำเนินไปในทิศทางใด จะตอบโต้สนทนากับกระแสการเมืองโลกหรือไม่ และโลกของผู้วิเศษกับโนแมจจะดำรงอยู่ด้วยความสัมพันธ์ลักษณะใด

 

หลายๆ ประเทศเริ่มหวาดกลัวต่อกระแสโลกาภิวัฒน์ที่อาจจะตีกลับ
และอาจนำมาซึ่งการหดตัวทางการเจรจาในลักษณะของพหุภาคี
พร้อมกับกระแสปกป้องตัวเองที่กำลังพัดพา
น่าสนใจว่าลักษณะของการเมือง
ในภาพยนตร์ลำดับถัดๆ ไปของซีรี่ย์นี้จะดำเนินไปในทิศทางใด

 

5. อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องของอำนาจและชนชั้นของกลุ่มผู้วิเศษ นั่นคือชนชั้นผู้มีเวทมนต์ และสควิบ หรือผู้ที่เกิดจากพ่อมดแม่มดแต่กลับไม่สามารถใช้เวทย์มนต์ได้ ซึ่งแม้ว่าในซีรี่ส์แฮร์รี่ พอตเตอร์จะเคยได้กล่าวถึงสควิบไว้บ้าง แต่เป็นในภาพยนตร์เรื่องนี้เองที่เหล่าผู้วิเศษไร้เวทย์มนตร์ได้ถูกสำรวจสภาพจิตใจอย่างจริงจัง สควิบนั้นคือกลุ่มที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง โนแมจ และ ผู้วิเศษ พวกเขามีลักษณะเป็นคนนอกที่ไม่อาจจัดเข้ากลุ่มใดได้

ทั้งนี้สควิบที่ปรากฏในเรื่องนี้คือ outcast หรือผู้ที่ถูกปฏิเสธจากกลุ่มชนทั้งสองฝ่ายอย่างสมบูรณ์ ซึ่งก็คงไม่มีอะไรจะน่าเศร้าไปกว่าการที่ตกอยู่กึ่งกลางระหว่างการไม่อาจเป็นได้ทั้งสอง เมื่อโลกถูกจำกัดอยู่ด้วยมุมมองแบบทวิลักษณ์ คือไม่ขาวก็ดำ ไม่ผิดก็ถูก สควิบคือพื้นที่สีเทาซึ่งไม่อาจจัดอยู่ในกรอบคิดเช่นนี้ได้ เมื่อพวกเขาไม่อาจจะเป็นมนุษย์ธรรมดาโดยไม่รู้สึกต่ำต้อยเพียงเพราะได้รู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งที่ดีกว่า(เวทย์มนต์) และก็ไม่อาจเป็นผู้วิเศษเพราะก็ไร้ความสามารถที่จะเป็นได้ สภาวะที่จำต้องอยู่ตรงกลางเสมอไปนี้เองที่นำมาซึ่งความกระอักกระอ่วนอย่างที่สุด และเช่นกันที่มันก็สะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายของสังคมในคติคิดแบบชาตินิยม

คาลิล พิศสุวรรณ
คาลิล พิศสุวรรณ
Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed