สินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดในโลก คือ ทองคำ
เวลาเราเปรียบเทียบสิ่งใดที่มีค่ามหาศาล เรามักจะเปรียบเทียบสิ่งนั้นกับ ‘ทองคำ’ เช่น รางวัลลูกโลกทองคำ (รางวัลทรงเกียรติที่มอบให้กับคนทำงานด้านภาพยนตร์หรือวงการโทรทัศน์) หรือเหรียญทองโอลิมปิก เหรียญรางวัลที่ใครๆ ก็ให้เครดิตว่าใครได้มาครอบครองคือคนที่แข็งแกร่งทางชนิดกีฬานั้นๆ มากที่สุดในโลก
ทีนี้พูดถึงทองคำ ที่เป็นทองจริงๆ ทองที่เป็นแร่โลหะแวววาวอันมีค่ามหาศาล นับแต่สมัยโบราณนานมา ทองคำถูกจัดให้เป็นโลหะที่มีค่ามีราคาสูง สมัยโบราณที่มนุษย์ยังรบพุ่งกันด้วยหอกดาบ หรือเมื่อมีการออกล่าอาณานิคมประเทศราช ทองคำคือทรัพย์สินที่จะถูกค้นหาและยกมาเก็บไว้ในฐานะของบรรณาการล้ำค่ามหาศาล
ตัดภาพมาที่ปัจจุบันในปี 2569 ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนวิ่งเข้าใส่ในวันที่เกิดสงครามหรือเกิดความผันผวนด้านการเงินและเศรษฐกิจ เพราะทองคำคือแร่โลหะที่มีมูลค่าในตัวเอง ไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาลใด
แปลความง่ายๆ ตรงตัวว่า ไม่มีรัฐบาลไหนบนโลกใบนี้เป็นเจ้าของทองคำทั้งหมด ไม่มีรัฐบาลไหนทั้งสิ้นจะสามารถกำหนดราคาทองคำให้ขึ้นลงได้อย่างใจชอบ ทองคำมีราคาขึ้นลงตามกลไกตลาดโลก ซึ่งอิงกับปัจจัยมากมายอื่นๆ บนโลกอีกที เช่น ภาวะความสงบสุขของโลก ณ ตอนนั้น สมมติว่าถ้าโลกมีสงครามคนก็อาจจะไม่มั่นใจว่าการรบครั้งนั้นฝ่ายไหนจะชนะ สถานการณ์ข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป การถือ ‘ทองคำ’ ที่ดูเป็นสินทรัพย์กลางๆ และมีค่าแน่ๆ ในสายตาคนทั้งโลกไว้น่าจะดีกว่า ช่วงนั้นราคาทองคำก็จะพุ่งสูงขึ้น

ทองคำจึงเป็นสินทรัพย์ที่เรียกว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุนทั่วโลก และเป็นสินทรัพย์ที่นับว่ามีความผันผวนน้อย (อย่างน้อยก็ในอดีต)
ความลำบากนิดหน่อยเกี่ยวกับการซื้อขายทองคำในประเทศไทยสำหรับคนส่วนใหญ่ ก็คือ การจะซื้อหรือขายทองในแต่ละที เราต้องเบิกเงินจากธนาคาร เดินอย่างระแวดระวังเพื่อกำเงินก้อนนั้นไปที่ร้านทอง เมื่อได้ทองคำที่เราซื้อมา เราก็ต้องเก็บทองนั้นอย่างระมัดระวังเพื่อรอวันขาย แถมร้านทองก็มีเวลาเปิด-ปิดที่จำกัด พูดง่ายๆ ก็คือ การซื้อ-ขายทองคำในไทยมันไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ ทั้งเรื่องการเดินทาง เวลา และสถานที่
หลายปีให้หลังมานี้เมืองไทยจึงมีแอปพลิเคชั่นสำหรับซื้อขายทองบนโลกออนไลน์ ที่เป็นที่นิยม ก็อย่างเช่น แอปฯ Gold Now จากร้านขายทองฮั่วเซ่งเฮง ร้านขายทองเก่าแก่บนถนนเยาวราชที่เปิดมาแล้วกว่า 75 ปี ปัจจุบันมีการขยายสาขาไปไกลกว่าบนถนนเยาวราชแล้ว ทั้งที่สีลม และที่ซีคอนศรีนครินทร์
แอปฯ Gold Now อำนวยความสะดวกนักลงทุนที่ต้องการซื้อขายทองคำ โดยทำลายข้อจำกัดในการซื้อ-ขายทองคำ ตรงที่ว่า คุณสามารถเปิดบัญชีซื้อขายทองกับแอปฯ Gold Now ได้โดยที่คุณไม่ต้องเดินทางมาที่สาขา เพียงสแกนใบหน้า ยืนยันตัวตน และมีบัญชีที่ผูกกับธนาคาร เพียงเท่านี้คุณก็สามารถทั้งซื้อ และขายทองคำได้โดยที่ไม่ต้องไปที่หน้าร้าน ไม่ต้องไปถึงเยาวราช อยากกดซื้อเมื่อไหร่ที่ราคาไหน อยากขายตอนไหนที่ราคาเท่าไหร่ คุณสามารถทำได้ทันที ทุกที่ทุกเวลา (ที่แอปฯ เปิด Gold Now เปิดให้บริการที่วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 06.15 น. – 02.00 น. และวันเสาร์ – วันอาทิตย์ เวลา 09.30 น. – 17.30 น. ตามข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์)

แต่เราก็ได้เห็นกับตาว่าเมื่อวันเสาร์และอาทิตย์ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่ออิสราเอลและอิหร่านมีการรบพุ่งกันอย่างดุเดือด Gold Now ก็ประกาศปิดการซื้อขายบนหน้าแอปฯ ทั้งสองวัน การปิดให้บริการครั้งนั้นเป็นการกระทำที่ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามเป็นอย่างมากว่า แอปฯ นี้สะดวกจริงหรือไม่ เรายังคงซื้อทองคำที่ไหน เมื่อไหร่ก้ได้ ที่ราคาใดก้ได้อย่างใจปรารถนาได้จริงหรือไม่
เพราะในยามที่คนอยากจะหันไปซื้อทองคำในห้วงเวลาของสงคราม (หรือบางคนอาจจะอยากเทขายทองคำ ณ ตอนนั้น) แอปฯ กลับประกาศปิดตัวชั่วคราว แล้วตกลงว่าเราจะยังคงเชื่อมั่นและวางใจในความสะดวกของแอปฯซื้อขายทองได้จริงไหม
คำถามที่สำคัญไปกว่าความสะดวกสบายที่แอปฯ (อาจจะ) มีให้ คือ เรายังคงเชื่อถือว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดได้จริงหรือไม่
หากเกิดภาวะสงครามขึ้นจริงบนโลกนี้ ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่เราควรถือไว้เพื่อความปลอดภัยทางการเงินจริงไหม
แล้วหากถือทองคำไว้แล้ว เราจะไปขายใคร แล้วเขาจะปิดร้านหรือปิดแอปฯ หนีเราอีกไหมในวันที่สงครามสงบลง คำถามนี้คงมีแต่เข็มนาฬิกาเท่านั้นที่พาคำตอบมาให้เราได้
อ้างอิงจาก